วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นางเอกสายสตรอง ดราม่าแค่ไหน ก็ต้องไม่มีน้ำตา!!

น้ำตาแห่งความผิดหวัง เป็นสิ่งที่ใครก็ไม่ต้องการให้คนอื่นเห็น แต่บางครั้งคนเราก็ไม่อาจปกปิดความรู้สึกตัวเองได้ แม้ชีวิตจะสตรองแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยังแพ้น้ำตาอยู่ดี เชื่อว่าหลายคนก็คงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ คงไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอของเรา เพราะอาจจะรู้สึกว่าคงไม่อยากให้ใครมาสงสารมากไปกว่านี้ เลยต้องพยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา เหมือนกับดาราสาวเหล่านี้ ที่ตนเองจะเสียใจหรือผิดหวังแค่ไหน ก็ต้องกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลต่อหน้าสื่อมวลชน แม้ว่าประเด็นหรือข่าวที่เกิดขึ้นกับตนเองจะรุนแรงมากแค่ไหนก็ตาม...

ปิดฉากชีวิตรักลงได้อย่างสตรองสุดๆ สำหรับสาว ปู ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก ที่ได้ออกมาคอนเฟิร์มพร้อมกับใช้สถานะโสดแล้ว หลังปิดฉากยุติเส้นทางรักกับแฟนหนุ่มไฮโซ โน้ต วิเศษ รังษีสิงห์พิพัฒน์ ซึ่งทั้งคู่ได้คบหาดูใจกันมากว่า 5 ปี เมื่อมีข่าวนี้เล็ดลอดออกมา ก็ทำเอากองเชียร์ออกอาการช็อกไปตามๆ กัน เพราะคู่นี้เคยมีข่าวแว่วออกมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ ว่า ควงกันไปดูชุดแต่งงานแล้ว โดยสาวปูได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในงานอีเวนต์งานหนึ่ง และได้เปิดใจพร้อมอธิบายถึงเหตุผลของการเลิกกันในครั้งให้ฟัง โดยสาวปูได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ยอมรับว่าได้ลดสถานะกับโน้ตจริง ไม่เสียดายเวลาที่ผ่านมาเพราะยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกันและกัน ตอนนี้แฮปปี้ทั้งสองฝ่าย โดยน้ำเสียงที่สาวปูให้สัมภาษณ์นั้นเป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบ และไม่มีน้ำตาแม้สักหยดเดียวให้ได้เห็น

เมื่อถามว่าการลดสถานะครั้งนี้ ทำให้รู้สึกเฮิร์ตหรือไม่ ปูยิ้มก่อนย้อนถามกลับว่า "แล้วปูดูเฮิร์ตไหม ถามว่ามีน้ำตากับเรื่องนี้ไหม ก็ไม่ ปูเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบัน อยู่ในจุดๆ หนึ่งของชีวิตที่รู้สึกว่ามันเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว และก็มีความสุขกับมันในทุกๆ วัน ปูแค่อยากใช้ชีวิตของตัวเองไปสักพักนึง"

เมื่อถามถึงโอกาสรีเทิร์น ปู เผยว่า ปล่อยเป็นเรื่องของอนาคตดีกว่า ปูอยู่กับปัจจุบัน แต่อย่างไรโน้ตก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และแฮปปี้กับการตัดสินใจครั้งนี้มาก ตอบไม่ได้ว่าเดือนหน้าจะรู้สึกอย่างไร แต่ตอนนี้เราสองคนมั่นใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ ปูยืนยันว่าตอนนี้ใช้คำว่าโสดได้ เมื่อถามว่าเมื่อเดือนที่ผ่านมาเพิ่งไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน ทำไมถึงได้เลิก ปูตอบว่าเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ ถ้าเจอกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมปูดูสีหน้าไม่เศร้าเลย ปูยิ้มก่อนตอบว่า "ปูสายสตรองค่ะ เรายังคุยกันเหมือนเดิม ปูไม่สบายใจถ้าใครจะตีข่าวโน้ตในทางลบ ปูยังเป็นทีมกองเชียร์เขาเหมือนเดิม ไม่ว่าอนาคตเขาจะคบใคร ปูก็ยังเป็นทีมโน้ตเหมือนเดิม ชีวิตมักจะมีการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ทั้งปูและโน้ต เราแฮปปี้โทรคุยกันตลอด อย่าซีเรียสอะไรมาก เพราะถ้าเราไม่ซีเรียส คนอื่นก็ไม่ควรซีเรียส"

แม้ชีวิตรักจะไม่สมหวัง แต่ชีวิตของสาว ปู ไปรยา ก็ยังต้องดำเนินต่อไป มันมีอะไรอยู่ข้างหน้า ที่รู้สึกว่ายังตื่นเต้นและมีความสุขที่มันจะเกิดขึ้น และยังบอกอีกว่า การโสดอาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า "ชีวิตมักจะมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องแย่เสมอไป..."

ต่อกันที่สาว ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ ที่ไม่รู้ว่าปีนี้เป็นปีชงของเธอรึเปล่า เพราะตั้งแต่ต้นปีมาก็เจอแต่ข่าวร้อนแรง เป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์มาตลอด ซึ่งแต่ละครั้งที่เจ้าตัวออกมาเคลียร์ข่าวจากปากตนเอง ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะเห็นน้ำตาของเธอต่อหน้าสื่อเลย แม้กระทั่งกับกระแสล่าสุด ตั้งแต่ก่อนไปร่วมงานที่เมืองคานส์ จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย ก็มีข่าวร้อนๆ ให้แก๊งเผือกได้ติดตามอยู่เกือบทุกวัน จากที่ไม่เคยมีเพจแอนตี้ก็มีผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด จากที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงเธอในแง่ลบ งานนี้เรียกว่าขุดมาทั้งไร่เลยก็ว่าได้ แต่สุดท้ายความสตรองของ ใหม่ ก็ชนะทุกอย่าง ไม่มีแม้แต่น้ำตาต่อหน้าสื่อให้คนได้เห็น แต่ไม่รู้ว่าลับหลังจะเสียน้ำตาไปมากเท่าไรแล้ว แต่เชื่อว่า ยังไงสุดท้ายแล้วความจริงก็คือความจริง ถ้าไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำ ไม่ต้องไปดิ้นรนทำอะไรเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เพราะสุดท้ายแล้วความจริงก็จะปรากฏเอง

ใหม่ ดาวิกา เดินมาถูกทาง ต้องสวยและสตรอง สิ่งไหนที่มองข้ามได้ก็พยายามมองข้ามไป ไม่เก็บมาคิด ไม่งั้นถ้าเราเอาความคิดของคนทั้งโลกมาใส่ในหัว ก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี สู้ๆนะ...

ถือว่าเป็นนางเอกน้ำดีมาตลอด ไม่เคยมีเรื่องเสียหายให้พูดถึงเลย สำหรับสาว มิน พีชญา วัฒนามนตรี แต่สุดท้ายก็พลาดเองด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กับการโพสต์ภาพวินาทีสุดฟินขณะกำลังเปิดกล่องกระเป๋าแอร์เมสจำนวนเกือบโหลลงอินสตาแกรม พร้อมกับบอกว่าเป็นรางวัลให้ตัวเองหลังจากที่ทำงานหนักมาตลอด แต่งานนี้ชาวโซเชียลอาจไม่ได้มองแค่รูปที่สาวมินกำลังเปิดกล่องเท่านั้น แต่ยังวิเคราะห์กันไปถึงว่า กระเป๋าแอร์เมสที่มีราคาหลายแสนบาทผ่านด่านศุลกากรเข้าเมืองไทยได้อย่างไร ได้มีการชำระเงินให้กับศุลกากรอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวราคาสูงมาก จึงเป็นที่ถกกันอย่างมากถึงประเด็นนี้ และได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยบอกว่าอาจจะเสียภาษีอย่างถูกต้อง หรือไม่ก็อาจให้เพื่อนๆ ที่ไปด้วยกัน แบ่งกันถือเข้ามาคนละใบ แต่แม้ว่าจะถือเข้ามาคนละใบได้ ของชิ้นนั้นต้องมูลค่าไม่เกิน 2 หมื่นบาทอยู่ดี

จากการวิเคราะห์วิจารณ์กันต่างๆ นานาของชาวโซเชียล สุดท้ายสาวมินก็ออกมาเปิดใจถึงเรื่องนี้ พร้อมกับเคลียร์ โดยเจ้าตัวบอกว่า ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะมาไกลขนาดนี้ ที่ตนซื้อกระเป๋าพวกนี้เพราะได้ไปดูงานเกี่ยวกับธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์ มีผู้ใหญ่หลายท่านและเพื่อนหลายคนไปด้วยกัน ระหว่างอยู่ที่นั่น เรามีช่วงเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ได้ช็อปปิ้ง เลยคิดว่าถ้าจะซื้อของขวัญให้ตัวเองคงไม่ผิดอะไร มีการซื้อสินค้าจริงทุกอย่างตามที่ลงภาพไป แต่ใน 2 วันที่ตนเดินทางไป นำกระเป๋าไปเพียงใบเดียว และต้องรีบบินกลับมาถ่ายละคร จึงไม่สามารถนำของทั้งหมดกลับมาได้ ยืนยันว่าทุกใบเป็นของตนเองทั้งหมด ตั้งแต่เกิดเรื่องก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ พร้อมกับชี้แจงในฐานะคนของสังคมอยู่แล้ว และจะผ่านกระบวนการเสียภาษีตามกฎหมายอยู่แล้ว

หลังจากที่สาว มิน พีชญา ตอบข้อข้องใจเกี่ยวกับกระเป๋ายี่ห้อหรูที่เผยแพร่ออกมา ก็มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ตามเว็บไซต์ดังๆ เว็บข่าวต่างๆ อาทิ พันทิป ฯลฯ ซึ่งมีทั้งเชื่อ และไม่เชื่อในสิ่งที่นางเอกสาวมินอธิบาย รวมถึงบางรายยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การออกมาแถลงข่าวของนางเอกสาวมินในครั้งนี้ ถือว่าดูดีสุดเท่าที่จะทำได้แล้ว เพราะหากตอบว่าขนมาหมดแล้ว แต่ ตม.ไม่ตรวจ ก็จะโดนข้อหาเลี่ยงภาษี หรือถ้าตอบว่ารูปที่ถ่ายนั้นเป็นกล่องเปล่า ก็อาจโดนมองว่าหลอกลวง ขี้อวด การตอบคำถามสังคมในครั้งนี้จึงถือว่าทำการบ้านมาดี ส่วนคนทั่วไปจะเชื่อหรือไม่ก็ว่ากันอีกที

แต่ล่าสุดเมื่อได้มีโอกาสเจอมิน ก็ได้ถามถึงเรื่องนี้อีกว่า ได้นำกระเป๋ากลับมารึยัง ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่า ยังไม่ได้เอากลับมา เพราะยังไม่มีเวลาว่างที่จะไปเอา ถ้าหากจะไปเอาก็อยากไปด้วยตัวเอง เพราะของมีมูลค่าสูงและเป็นของใช้ส่วนตัวด้วย และถ้าหากถูกเรียกตรวจสอบก็ยินดีจะให้ตรวจสอบเต็มที่ เพราะมั่นใจว่าตนเองทำถูกกฎหมายทุกอย่าง เมื่อถูกถามว่า เจอเรื่องแบนนี้หนักเหมือนกัน ถือว่าเป็นบทเรียนมั้ย เธอก็ตอบแบบสตรองโดยไร้น้ำตาที่ขอความเห็นใจจากชาวเน็ต ว่า "จริงๆ มินมองว่ามันเป็นความสุขเล็กๆ ของมินนะคะ ในการที่ทำงานทุกวันและซื้อของขวัญให้ตัวเองบ้าง แล้วจริงๆ มินมองว่ามันเป็นเรื่องดีๆ ที่ทำให้เราได้เติบโตขึ้นนะคะ มินไม่มองว่าเป็นบทเรียนหรอกค่ะ เพราะมินมองว่าชีวิตคนเรามันก็มีหลายข้อคิดเห็นเข้ามาในชีวิต ซึ่งอะไรที่ทำให้เราเติบโตและมีความสุขได้ เราก็เก็บมาแยกแยะและปรับปรุงตัวไป แต่อะไรที่มันไม่ได้เสียหายก็มีความสุขกับมันค่ะ มินมองว่าถ้าทุกคนเข้าใจประเด็นนี้จริงๆ แล้วแยกแยะได้ มันก็ไม่มีอะไรค่ะ"

เมื่อกลางปีที่ผ่านมา คำค้นหาในกูเกิล "เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ" นับว่าเป็นคำค้นที่เยอะที่สุด เพราะตั้งแต่มีข่าวกำลังสร้างครอบครัวกับนักการเมืองชื่อดัง เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม จนไปถึงการเลิกรากัน แบบเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ทิ้งปริศนาภาพหลุดรอยฟกช้ำตามร่างกายของเจนี่ และเรื่องราวที่ทำให้คนสงสัยเรื่องราวของ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ก็มีปรากฏให้เห็นมากมายตามโลกโซเชียล ทั้งเพจแอนตี้ การขุดเผือกขุดมันมาทั้งไร่ของบรรดาขาเผือก การวิจารณ์วิเคราะห์ราวกับตนเองเป็นโคนัน แม้จะเจอมรสุมเลวร้ายเพียงใด แต่เจ้าของเรื่องอย่างสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ก็เลือกที่จะปล่อยวาง ไม่เสพข่าวให้ความคิดตนเองเป็นพิษ โดยในงานที่เธอเจอหน้าสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกหลังกลับไปพักรักษาใจที่อเมริกา เป็นงานแถลงข่าวละครที่เธอเล่น ซึ่งในวันนั้นมีจำนวนสื่อมวลชนมากันเยอะมาก แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า ณ เวลานั้นสภาพจิตใจของเธอเป็นอย่างไร แม้จะอยากถามคำถามในหลายๆ เรื่องที่ทุกคนอยากรู้ แต่นักข่าวทุกคนก็ไม่ถาม ซึ่งในตอนนั้นเจนี่ก็ได้เผยแต่เพียงว่า ขอบคุณทุกคนมากจริงๆ ทุกๆข้อความในไอจีเจนี่ได้มีโอกาสอ่าน มันเป็นกำลังใจที่สำคัญ รวมทั้งพี่ๆ สื่อมวลชนด้วย ตอนนั้นเจนี่ไม่พร้อมจริงๆ ที่จะพูด ด้วยเพราะยังอ่อนแอ ความไม่พร้อมของหัวใจ ถึงวันนี้เจนี่ก็ยังไม่พร้อมอยู่ อะไรที่มันเป็นอดีตผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป ถือว่าตอนนี้ begin again โดยขณะที่พูดคำนี้แม้จะมีน้ำตาคลอเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมาให้เห็นแต่อย่างใด มีเพียงรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ ที่พร้อมจะยิ้มสู้ในทุกสถานการณ์.

น้ำตาแห่งความผิดหวัง เป็นสิ่งที่ใครก็ไม่ต้องการให้คนอื่นเห็น แต่บางครั้งคนเราก็ไม่อาจปกปิดความรู้สึกตัวเองได้ แม้ชีวิตจะสตรองแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยังแพ้น้ำตาอยู่ดี เชื่อว่าหลายคนก็คงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ 19 พ.ค. 2559 19:20 21 พ.ค. 2559 12:52 ไทยรัฐ