วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กกต.จัดเวทีแจงกระบวนการ 'ประชามติ' พรรคการเมือง

เวทีชี้แจง "ประชามติ" พรรคการเมือง กกต.เน้นออกเสียงบริสุทธิ์-เที่ยงธรรม-มีประสิทธิภาพ ด้าน กรธ.ย้ำทุกคะแนนเสียงต้องมีความหมาย ไม่ตกหล่น ขณะที่ รบ.แจงบทบาท 3 ร. ช่วงทำประชามติ "รักษาความสงบ-ร่วมมือ กกต.-โรดแม็ป" 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค.59 ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต  สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดการประชุมชี้แจงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการประชามติ โดยเป็นการเปิดเวทีให้พรรคการเมืองแสดงความเห็นเกี่ยวกับการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ อาทิ พรรคเพื่อไทย ที่นำโดย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค, พรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค, และตัวแทนพรรคการเมืองอื่นๆ รวม 63 พรรค, รวมทั้งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มี นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำ นปช. เข้าร่วม แต่ไม่มีตัวแทนของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เข้าร่วม ส่วนผู้แทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) มี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ขณะที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มี นายอุดม รัฐอมฤต และ นายประพันธ์ นัยโกวิท เป็นตัวแทน, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีตัวแทน คือ นายกล้านรงค์ จันทิก และนายสมชาย แสวงการ, ส่วนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี นายคำนูณ สิทธิสมาน และนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นตัวแทน โดยในการประชุมจะให้เวลาแต่ละฝ่ายแสดงความคิดเห็นฝ่ายละ 10-15 นาที โดยในการประชุมครั้งนี้ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนนำเครื่องมือสื่อสารเข้าไปภายในห้องประชุม

โดย นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า การออกเสียงประชามติจะเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมและมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น เกิดจากการจัดการออกเสียงเพียงและการตัดสินใจออกเสียงของประชาชนอย่างอิสระ สิ่งสำคัญคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อประชาชน เพื่อประกอบการตัดสินใจที่สามารถสะท้อนเจตนารมณ์ต่อร่างรัฐธรรมนูญได้  อย่างไรก็ตาม กกต.มุ่งมั่นในการควบคุมให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม โดยขอให้ประชาชนศึกษาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วน เพื่อประกอบการตัดสินใจออกเสียงประชามติ และขอให้พรรคการเมืองนำสิ่งที่ได้จากการประชุมวันนี้ (19 พ.ค.) ไปขยายผลให้ครบถ้วน 

ขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกิจการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ตนเชื่อว่าพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองจะนำไปทำความเข้าใจกับคนที่เกี่ยวข้องต่อไป อาทิ สมาชิกพรรค สมาชิกในองค์กรต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้รู้และเข้าใจตรงกัน แต่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขว่าถ้ารู้แล้วต่อไปจะทำผิดไม่ได้ เพราะไม่มีใครอยากทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว

จากนั้น นายอุดม รัฐอมฤต ตัวแทน กรธ. กล่าวว่า ภาพรวมในร่างนี้ไม่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ในเชิงปฏิบัติการ อาทิ หมวดสิทธิเสรีภาพซึ่งเราไม่มีสิทธิ์ไปเปลี่ยนแปลง จึงจะเหมือนร่างฯที่ผ่านมา เพราะการไปจำกัดสิทธิประชาชนนั้นทำไม่ได้ ซึ่งการเลือกตั้งใช้บัตรเดียว มุ่งเน้นให้พรรคการเมืองส่งระบบสัดส่วนด้วย ทุกคนที่สมัคร ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง เลือกทั้งคนทั้งพรรค กรธ.มองว่าหลักการไม่สอดคล้อง เลือกเสียงแตกต่างคะแนนเสียงตกน้ำ เราจะเน้นทุกคะแนนเสียงให้มีความหมาย รวมทั้ง ส.ว.เลือกจากประชาชนทุกภาคส่วนที่สนใจการเมือง เพื่อให้เป็นสภาที่มีมุมมองของภาคพลเรือน ไม่ใช่สภาพี่เลี้ยง ที่มาของ ส.ว.จะทำให้ภาคส่วนต่างๆ มีประสบการณ์เลือกกันเอง รวมทั้งเนื้อหาร่างฯนี้ให้ความสำคัญตรวจสอบนักการเมือง มีการกำหนดคุณสมบัติเข้มข้น

ด้าน นายคำนูณ สิทธิสมาน ผู้แทน สปท. กล่าวว่า สปท.มีหน้าที่เสนอความเห็นให้สนช. ตัดสินใจประเด็นคำถามพ่วงประชามติรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งคำถามพ่วงจะมีผลถ้าร่างผ่าน ถ้าไม่ผ่านตกไปทั้งหมด ซึ่งมาตราสำคัญที่ให้วุฒิสภามีที่มาแตกต่างจากร่างถาวร คือมีอำนาจหน้าที่ติดตามเสนอแนะเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ให้สอดคล้องกับการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำหนดให้ ครม.ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาทุก 3 เดือนถึงการบริหารตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในช่วง 5 ปีแรก เพราะหัวใจของรัฐธรรมนูญนี้ให้ความสำคัญการปฏิรูปประเทศมาก และควรให้ ส.ว.เห็นชอบนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะนายกฯเป็นผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่ง ส.ว.ไม่สามารถเสนอชื่อคนอื่นนอกเหนือจากพรรคการเมืองเสนอมาได้ นอกจากในที่ประชุมสองสภาไม่สามารถเลือกรายชื่อจากสามบัญชีไม่ได้ จึงต้องใช้มาตร 272 เลือกนายกรัฐมนตรีจากคนนอก

ขณะที่ นายวิษณุ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่คุ้นการออกเสียงประชามติ ซึ่งขณะนี้ถึงเวลาที่จะออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 ถ้าผ่าน เราคงจะชิน เพราะมีปัญหาหลายอย่างในอนาคตที่จะเกิดขึ้นซึ่งต้องมีการทำประชามติ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสำคัญ เป็นต้น เพราะหากทำประชามติให้ชินทุกคนจะเข้าใจกัน มีระเบียบเข้าระเบียบเข้ารูปเข้ารอย ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ ทั้งนี้ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ บทบาทของรัฐบาล คือ "3 ร." คือ 1.รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อเดินไปสู่การออกเสียงประชามติ เมื่อใดก็ตามการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะมีความเห็นที่หลากหลาย ซึ่งจะสร้างความขัดแย้ง เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่ต้องใช้ความแตกต่างให้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อทางคลี่คลาย ไม่ให้ความขัดแย้ง แตกแยก ร้าวฉาน ย้อนกลับมา เพราะมีเชื้ออยู่ก่อนแล้วและอย่าให้เรื่องการออกเสียงประชามติเป็นเหตุสำคัญ  2.ร่วมมือกับ กกต. ในเรื่องของงบประมาณ ประชาสัมพันธ์ และการรณรงค์ต่างๆ 3.โรดแม็ปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เราต้องเดินไปนั้น ซึ่งส่วนที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ คือ การทำประชามติ.

เวทีชี้แจง "ประชามติ" พรรคการเมือง กกต.เน้นออกเสียงบริสุทธิ์-เที่ยงธรรม-มีประสิทธิภาพ ด้าน กรธ.ย้ำทุกคะแนนเสียงต้องมีความหมาย ไม่ตกหล่น ขณะที่ รบ.แจงบทบาท 3 ร. ช่วงทำประชามติ "รักษาความสงบ-ร่วมมือ กกต.-โรดแม็ป" 19 พ.ค. 2559 18:01 19 พ.ค. 2559 20:40 ไทยรัฐ