วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทพาเกที่อัสสัม วิถีไทยในอินเดีย

หมู่บ้านไทพาเกแมกไม้ร่มรื่น หมาก มะม่วง กล้วย และผลไม้อื่นๆ อวดลำต้นอยู่ในบริเวณบ้าน บ้างผลิดอกออกผล บ้างก็ให้ร่มเงา

รั้วกั้นเป็นไม้ขัดแตะบอบบาง ฉายเจตนาว่าต้องการทำเพื่อให้รู้เขตแนวเท่านั้น มิได้มีประสงค์กั้นขโมยแต่อย่างใด

ชาวไทพาเกนี้อยู่ในแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำบุรีดีฮิง สายธารหนึ่งที่ไหลลงสู่แม่น้ำพรหมบุตร แต่ละหมู่บ้านตั้งอยู่ใกล้ๆกัน เช่น บ้านพานำเก, บ้านติปัม และบ้านลองจ็อง เป็นต้น

ชื่อไทพาเกมาจากอะไร คำตอบจากปากคำของไทพาเกตัวจริงเสียงจริงคือ “พา หมายถึง ผาหิน เก หมายถึง เก่าแก่” รวมความแล้วแปลว่า ผาเก่า ซึ่งเป็นชื่อสถานที่บรรพชนชาวไทพาเกเคยทำมาหากินอยู่ แต่เนื่องจากเหตุผลทางสงคราม ทำให้จากถิ่นนั้นมา

ผาเก่าแก่แห่งนั้น ปัจจุบันอยู่ในรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า

ชาวไทพาเกที่ให้ความหมายชื่อเผ่าพันธุ์ของตนเอง มีทั้งอ้ายโทนเจ จะคับ อายุ 85 ปี อ้ายเชียง เวียงแก่น ปราชญ์ท้องถิ่น และปัญญาชนท้องถิ่นคือ งียอด เวียงแก่น

งียอดยังบอกว่า ชาวไทพาเกเป็นหนึ่งใน 6 ชนเผ่าไทที่อยู่ในแคว้นอัสสัม ซึ่งมี ไทพาเก ไทคำตี่ ไทอ้ายตอน ไทคำยัง ไทตูรุง และไทอาหม รกรากของไทพาเกอยู่ในเมืองเมา ซึ่งอยู่ในยูนนาน ประเทศจีน

พร้อมเล่าประวัติว่า ในยูนนานมีเจ้าฟ้า 4 คน คือ เสือกาฟ้าเป็นพี่ใหญ่ (Seukapha) เสือข่านฟ้า (Seukhanpha) เป็นคนรอง เสือปัดฟ้า (Seupatpha) เป็นคนที่สาม และเจ้าเสือฉัตรฟ้า (Seuchatpha) เป็นน้องเล็ก

เจ้าชายทั้งสี่เติบใหญ่ ต่างคนต่างออกไปขยายอาณาเขต คนโตเสือกาฟ้า พร้อมไพร่พลเดินทางไปทางทิศตะวันตก คนที่สองเดินทางไปทางเหนือ คนที่สามเดินทางไปทางทิศตะวันออก ส่วนคนที่สี่อยู่ในดินแดนยูนนานเหมือนเดิม

เมื่อต่างคนต่างยกไพร่พลออกไปสร้างบ้านแปงเมือง ต่างตั้งหน้าตั้งตาสร้างอาณาจักรของตนให้เข้มแข็ง เสือก่าฟ้า พร้อมไพร่พลมาทางเขา “ปาดไก่” และลงมาทางเมืองนูนชุนคำ (Noon Chun Kham)

ส่วนกลุ่มของเจ้าเสือข่านฟ้าได้เคลื่อนพลมาทางเหนือของยูนนาน สร้างอาณาจักรของเขาเรียกว่า Kwang

บรรพชนของไทพาเก กว่าจะมาถึงลุ่มน้ำพรหมบุตรได้ ต้องร่อนเร่จากตอนใต้ของจีน มาอยู่ตอนเหนือของพม่า และข้าม “เขาปาดไก่” มาอยู่ในดินแดนภารตะที่อัสสัม อันเป็นดินแดนที่ “ไทอาหม” สร้างบ้านแปงเมืองเป็นหลักฐานอยู่ก่อนแล้ว

คำว่า “เขาปาดไก่” มาจากชื่อภูเขา อยู่ชายแดนอินเดียกับประเทศพม่า มีเรื่องเล่าว่า เมื่อบรรพบุรุษของชาวไทเดินทางมาถึงก็เกิดความลังเล หรือไม่ก็ต้องการเสี่ยงทายว่า ถ้าเดินทางข้ามเขามาแล้วจะดีร้ายปานใด ดังนั้นจึงทำพิธี “ปาดไก่” เสี่ยงทาย

ปัจจุบัน เพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ ชาวไทพาเกได้สร้างหอปฏิบัติธรรมเอาไว้ แม้จะไม่ใช่จุดที่ปาดไก่ แต่ก็เป็นเทือกเขาเดียวกัน จุดนี้ห่างจากเมืองดีบรูการ์ประมาณ 150 กม.

การเดินทางไปหมู่บ้านไทพาเก จากสุวรรณภูมิไปลงที่กอลกัตตา (Kolkata) แล้วขึ้นเครื่องต่อไปยังเมืองดีบรูการ์ จากนั้นนั่งรถต่อไปยัง วัดลองจ็อง (Long Jong) อยู่ในพื้นที่เมืองนาฮาคาเทีย Naharkatia เขตดีบรูการ์ (Dibrugarh) แคว้นอัสสัม (Assam ) ชุมชนแห่งนี้มีชาวไทพาเกอยู่ประมาณ 2,000 คน ตั้งอยู่ห่างจากเมืองดีบรูการ์ประมาณ 70 กม.

คณะของเรามี ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เป็นหัวหน้าคณะเข้าพักที่บ้าน งียอด เวียงแก่น ชาวไทพาเก ผู้มีความรู้กว้างขวาง ประกอบอาชีพครู ส่วนภรรยาเป็นหมอ ทั้งสองให้การต้อนรับคณะชาวไทย “พลัดถิ่น” อย่างมิตรภาพ

ชาวไทพาเกส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ หน้าตาคล้ายคนไทยในประเทศไทย มีคำใช้เหมือนกับภาษาไทยในประเทศไทยปัจจุบันมาก โดยเฉพาะคำเรียกเครือญาติ เช่น พี่ น้อง อา ป้า หลาน ลุง ส่วนคำคล้ายกัน เช่น ลูกโขย คือ ลูกเขย หลานจาย คือ หลานชาย แม คือ แม่ ยา คือ ย่า ปู คือ ปู่ กน คือ คน

ผลไม้ที่เหมือนกัน เช่น งา หวาย อ้อย คล้ายกัน เช่น โก้ย คือ กล้วย มักไม้ คือ หมากไม้ เครื่องดนตรี เช่น ก๊อง คือ กลอง ข้าวของเครื่องใช้ เช่น ไถ, เคว คือ เคียว, ขาน คือ ขวาน, แอก, แห, หอก เป็นต้น

เวลาเช้า คนเฒ่าคนแก่จะแต่งตัวตามประเพณี นำข้าวของไปทำบุญที่วัด ระหว่างทางได้พบกับสองแม่เฒ่า ท่านยิ้มให้อย่างไมตรี ก่อนพูดว่า “ฝนมาอ่อนโตเย็น”

คำว่า อ่อน แปลว่าน้อย คำว่า “โต” ในประเทศไทยคือ ตัว น่าสังเกตว่า สระอัว ชาวไทพาเกจะออกเสียงเป็นสระโอ เช่นคำว่า ตัว ออกเสียงเป็น โต คำว่างัว ออกเสียงเป็น โง คำว่าหัว ออกเสียงเป็น โห เป็นต้น

คำในภาษาไทพาเกบางคำฟังแล้วก็ทึ่งในความหมาย เช่นคำว่า “เอ่ยคำ” แปลว่า ร้องเพลง

คณะของเราได้เข้าไปเดินในหมู่บ้าน เพื่อดูพืชสมุนไพรรอบรั้ว บ้านแต่ละหลังใต้ถุนสูง มียุ้งข้าวอยู่ใกล้ๆ สภาพของหมู่บ้าน มีต้นหมาก กล้วย มะพร้าว แต่ละบ้านปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง ไม่ว่าจะขึ้นไปบ้านไหน บ้านนั้นเป็นต้องเชิญให้รับประทานอาหาร แม้เราจะอิ่มแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจได้ อาหารของไทพาเกมีข้าวเป็นหลัก ส่วนกับข้าวนั้น ผศ.ดร.อุเทน วงษ์สถิตย์ อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สรุปว่ามี “ต้ม” กับ “ตำ” นั่นคือต้มผักกับปลา หมู ไก่ และตำผักต่างๆ

อาหารทุกบ้านคล้ายๆ กันคือมีต้มกับตำ และมีรสจืด สังเกตจากหลายๆบ้านพบเหมือนกันคือ ไม่มีกลิ่นเครื่องเทศ ทั้งๆที่อยู่ในดินแดนของภารตะ

เราได้พบปราชญ์พื้นบ้านชื่ออ้ายเชียง เวียงแก่น ท่านบอกว่า คนไทยมาจากแม่น้ำฮวงโห เส้นจากอพยพผ่านยูนนาน ล้านเจ้า เมืองเมา เมืองคงในรัฐคะฉิ่นของพม่า แล้วข้ามเขาปาดไก่มาอยู่แคว้นอัสสัมของอินเดีย

อ้ายเชียงอธิบายว่า “ล้านเจ้า” คืออาณาจักรไทยที่ต่างตั้งตัวเป็นใหญ่ ทำให้เกิดเจ้ามากมาย ประเด็นนี้ต่างจากประวัติศาสตร์ไทยที่เรียกว่า “น่านเจ้า”

ปราชญ์พื้นบ้านไทพาเกต้อนรับคณะเป็นอย่างดี นำอาหารการกินมารับ พร้อมยกตำราภาษาไทพาเกออกมาอวดมากมาย พลางชี้ไปที่ตำราพับหนึ่งแล้วบอกว่า ในหลักของการใช้ชีวิตของชาวไทมีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า ผู้ชายไทจะทำอะไรต้องบอกภรรยาให้รู้ก่อน “แสดงว่าคนไทเรากลัวเมีย” อ้ายเชียงสรุปพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

แม้จะได้อยู่กับชาว “ไทพาเก” ไม่นานวัน แต่สร้อยสัมพันธ์อันดีที่เกิดขึ้น เสมือนเชื่อมร้อยกันมาแต่บรรพกาล.

18 พ.ค. 2559 10:49 18 พ.ค. 2559 10:49 ไทยรัฐ