วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เศรษฐกิจรัฐกับประชา

หน้าข่าวเศรษฐกิจ “ไทยรัฐ” พาดหัวข่าวอย่างได้อารมณ์ว่า “นํ้าตาจิไหล จีดีพีไทยเด้งแล้ว ตีปี๊บไตรมาสแรก 3.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี” สะท้อนว่าคนไทยอาจดีใจจนนํ้าตาไหล ได้เฮเป็นครั้งแรก ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน หรือจีดีพี พุ่งขึ้นถึง 3% หลังจากที่รอคอยมานานหลายปี เป็นอานิสงส์โดยตรงของการท่องเที่ยว ซึ่งยังวิ่งฉิว และการใช้จ่ายภาครัฐ

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงว่าในไตรมาสแรกของปี 2559 การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 8% ส่วนการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพิ่ม 2.3% แสดงว่ารัฐบาลรํ่ารวย มีเงินใช้จ่ายมากกว่าภาคประชาชนหลายเท่า ภาครัฐลงทุนเพิ่มขึ้น 12.4% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.7% แต่การส่งออกยังติดลบ

การขยายตัวของจีดีพี 3.2% เป็นเพียงตัวเลขของ 3 เดือนแรกของปี 2559 ยังเหลืออีก 3 ไตรมาสหรือ 9 เดือน จึงจะสิ้นปี สศช.ปรับประเมินเศรษฐกิจทั้งปี จากเดิม 2.8–3.8% เป็น 3.0–3.5% เพิ่มจากปี 2558 ที่ขยายตัว 2.8% แต่ก็ยังตํ่ากว่าที่นายกรัฐมนตรีเคยประเมินว่าจีดีพีไทยจะโตถึง 4.7% ในปีนี้ หลังจากที่รัฐบาลใช้จ่ายงบ 2.72 ล้านล้านบาท

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นภาพเศรษฐกิจ โดยรวมของประเทศ ลองมาดูภาพเศรษฐกิจภาคประชาชนกันบ้าง จากเวทีเสวนาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการเสนอผลการศึกษา โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มรายได้ พบว่าทุกกลุ่มมีรายได้และทรัพย์สิน ที่หาได้ทั้งชีวิต ไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณเกิน 15 ปี แม้แต่กลุ่มผู้จัดการ นักวิชาการ และผู้ประกอบวิชาชีพ

ปัญหานี้เป็นพาดหัวข่าวของ “ไทยรัฐ” หน้าหนึ่ง ระบุว่ากลุ่มคนไทยผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง มีเงินออมเหลืออยู่เมื่อวัยเกษียณ แต่ไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณเกิน 15 ปี ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มเกษตรกรและคนงาน ส่วนใหญ่จะไม่มีช่วงวัยที่มีรายได้ สูงสำหรับการออม จึงไม่มีเงินใช้จ่ายหลังวัยเกษียณ กลายเป็นคนจนเมื่อแก่ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง

เมื่อพูดถึงภาวะเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ) มักจะพูดถึงเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศ หรือจีดีพี ไม่ค่อยพูดถึงเศรษฐกิจส่วนตัวของประชาชน ซึ่งนอกจากคนส่วนใหญ่จะไม่มีเงินออมแล้ว ยังมีภาระหนี้สิน จึงขอฝากไว้ว่าเมื่อเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัว รัฐได้โปรดหันหน้ามาดูแลเศรษฐกิจประชาชน ปัญหาปากท้องชาวบ้านอย่างจริงจัง

ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย มีภาระหนี้สิน แต่ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม เริ่มต้นด้วยความเหลื่อมล้ำของรายได้ ความเหลื่อมล้ำในโอกาสในอำนาจและศักดิ์ศรี ปัญหาการรวยกระจุกจนกระจาย เกือบครึ่งหนึ่งของครอบครัวไทย มีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 150,000 บาท แม้เศรษฐกิจของชาติ หรือจีดีพีจะโตถึง 4 เท่า ใน 25 ปีที่ผ่านมา.

18 พ.ค. 2559 10:01 18 พ.ค. 2559 10:01 ไทยรัฐ