วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้องเอาใจไปคุยกับรัสเซีย

นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เชิญ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ บรรยายถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์ 200 คน ที่หอประชุมภายในเรือนจำพิเศษฯ 08.30-10.30 น. พฤหัสบดีวันนี้ 19 พฤษภาคม 2559

ขณะที่กระแสของสหรัฐอเมริกาตกต่ำลงอย่างมากในประเทศไทย กระแสของรัสเซียกำลังมาแรง ผมเข้าไปดูในโซเชียลมีเดียประเภทต่างๆ โดยเฉพาะในเฟซบุ๊ก พบว่าสังคมไทยหวังพึ่งพิงรัสเซียสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้า การลงทุน

ขอเรียนนะครับ ว่าการคบค้าสมาคมกับรัสเซียอย่างแนบสนิทเป็นหนึ่งมิตรชิดใกล้นั้นเป็นเรื่องดี เพราะรัสเซียคบกับใครแล้ว ก็ไม่ทอดทิ้ง และยอมตายไปด้วยกัน ดูอย่างรัสเซียกับซีเรีย แม้ว่าโลกตะวันตกจะต่อต้านประธานาธิบดีซีเรีย นายอัซซาด รุนแรงยังไงก็ตาม แต่รัสเซียก็ไม่ทิ้งนายอัซซาด แถมช่วยอัซซาดทุกเรื่อง

ทว่าในทางเศรษฐกิจ ผมขออนุญาตแนะนำนะครับว่า อย่าพึ่งพารัสเซียมากนัก เพราะรัสเซียเป็นประเทศที่เอาไข่ไปใส่ตะกร้าใบเดียว รายได้ของรัสเซียส่วนใหญ่เกิน 80-90% มาจากน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ เมื่อราคาน้ำมันตก รัสเซียก็เดี้ยงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

119 ปีที่แล้ว สมัยที่ยังเป็นจักรวรรดิรัสเซีย รัสเซียกับสยามมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก พระพุทธเจ้าหลวงทรงส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กที่รัสเซีย แม้สนิทกัน แต่รัสเซียก็ไม่สามารถแสดงบทบาทมากในความขัดแย้งระหว่างสยามและฝรั่งเศส เพราะรัสเซียเป็นพันธมิตรสำคัญของฝรั่งเศส แถมยังต้องพึ่งพาการเงินจากฝรั่งเศส ที่รัสเซียช่วยเราในสมัยนั้น เป็นการช่วยเชิงสัญลักษณ์มากกว่าการกดดันทางการทูต

ตอนที่รัสเซียเป็นสาธารณรัฐหลักของสหภาพโซเวียต ไทยกับรัสเซียห่างเหินกัน เริ่มมีสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันเมื่อ ค.ศ.1941 จนถึงโซเวียตล่มเมื่อ ค.ศ.1991 ไทยกับรัสเซียทำความตกลงกันแค่ 6 ฉบับเท่านั้น

โซเวียตล่มแล้ว รัสเซียก็ตั้งตัวเองเป็นประเทศใหม่ชื่อสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่าง ค.ศ.1992-2000 รัฐบาลรัสเซียโดยนายเยลต์ซินไม่ได้สนใจไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งสนใจแต่สหรัฐอเมริกาและยุโรป 8 ปีของห้วงช่วงดังกล่าว ไทยกับรัสเซียลงนามความร่วมมือกันแค่ 5 ฉบับ

หลายคนคิดว่ารัสเซียเป็นประเทศใหญ่ มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูง จึงจะต้องเป็นประเทศร่ำรวย แต่ไม่จริงเสมอไปดอกครับ ผมยังจำได้ว่าใน ค.ศ.1994 ไทยกับรัสเซียต้องมาลงนามความตกลงในการปรับโครงสร้างหนี้ที่รัสเซียติดค้างประเทศไทย

พ้นยุคของนายเยลต์ซิน นายปูตินเป็นประธานาธิบดีรักษาการดูแลประเทศตั้งแต่ 1 มกราคม ค.ศ. 2000 จนกระทั่งมาเป็นประธานาธิบดีตัวจริง ในยุคนี้ไทยกับรัสเซียก็มีความตกลงว่าด้วยข้อยุติการชำระหนี้ที่สหพันธรัฐรัสเซียคงค้างราชอาณาจักรไทยลงนามเมื่อ ค.ศ.2003

รัสเซียเป็นประเทศจนเร็วรวยเร็ว ผู้บริหารของประเทศอื่นที่รู้จักธรรมชาติของประเทศนี้ดีจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเอาเศรษฐกิจของประเทศตัวเองไปพึ่งพิงอิงแอบแนบกับรัสเซียอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ค.ศ.1998 รัสเซียประสบปัญหาการเงินอย่างหนักและผิดนัดชำระหนี้ค่าสินค้ากับฝ่ายไทยมากกว่า 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปัญหาเรื่องหนี้สินก็ถูกแช่เอาไว้อย่างนั้นนานพอสมควร

ช่วงที่ปูตินดูแลประเทศ นักท่องเที่ยวรัสเซียที่มาประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นมาก คนรัสเซียมาเที่ยวประเทศไทยใช้เงินกันอย่างสนุกมือ คนไทยเห็นอย่างนั้นก็เข้าใจว่ารัสเซียรวย คงใช้หนี้เราหมดแล้ว แต่ไม่ใช่ครับ รัสเซียยังไม่ได้ชำระหนี้ค่าสินค้าจนกระทั่งเดือนตุลาคม ค.ศ.2002 ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยสมัยนั้น ไปเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ รัสเซียเสนอปรับโครงสร้างหนี้กับฝ่ายไทย โดยรัสเซียชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราคงที่ 2.5% ให้ไทยภายในเวลา 5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่รัสเซียก็ชำระหนี้ด้วยสินค้าและบริการต่างๆ และฝ่ายไทยก็เห็นชอบกับข้อเสนอรัสเซีย

ผมขอเรียนอย่างสรุปนะครับ ว่ารัสเซียเป็นประเทศที่สถานะทางเศรษฐกิจขึ้นๆลงๆ แต่สิ่งที่รัสเซียมีมากกว่าประเทศมหาอำนาจอื่นก็คือ ความเป็นมิตรที่ทุ่มเทให้กันอย่างจริงใจ

การเยือนของนายกรัฐมนตรีไทยในรัสเซียครั้งนี้

ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์มาก

ถ้าฝ่ายเราเอาหัวใจไปเจรจา.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th
www.nitipoom.media
www.facebook.com/nitipoom.thailand

18 พ.ค. 2559 09:45 18 พ.ค. 2559 09:45 ไทยรัฐ