วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นัด19พ.ค. เปิดเวทีถกรธน.

บิ๊กป้อมสั่งวิษณุหาช่อง ตั้งชัยยะนั่งเลขาฯปปง. กกต.หวังประชามติ80%

“ประวิตร” ลั่นพยายามทำตามโรดแม็ป โวย มีแต่พวกแช่งไม่ให้ร่าง รธน.ผ่าน เล็งเปิดรูระบายนักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ร่างรธน.“วิษณุ” เผย 19 พ.ค. ควง “มีชัย” สนช.-สปท. ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนนักการเมือง ตอบข้อข้องใจซึ่งหน้า กกต.ตั้งเป้าสูงลิ่วหวังคนใช้สิทธิ์ลงประชามติ 80% เตรียมเชิญฝ่ายสนับสนุน-คัดค้าน คุยออกทีวี นปช.สวนกลับ “มีชัย” สำรวจเถยจิตตัวเอง ยกอดีตทิ่มแทงเคยเขียน รธน.นำไปสู่โศกนาฏกรรม “พฤษภาทมิฬ” เย้ยหยันไม่กล้าดีเบตเพราะกลัวแพ้เด็กจนเสียคน “ดอน” วอนก้าวข้ามอย่าสาละวนคำพูดทูตสหรัฐฯ ย้อนศรอเมริกาก็จนแต้มแก้ปัญหาไม่ได้เหมือนกัน ผู้แทนสภาอียูตระเวนพบบิ๊กเบิ้มการเมือง “ยิ่งลักษณ์” สะท้อนภาวะน่าเป็นห่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน ปิดปากห้ามวิจารณ์ร่าง รธน. นายกฯบินเยือนรัสเซียกระชับสัมพันธ์ เจรจาซื้อเฮลิคอปเตอร์ใช้ขนส่ง-ดับไฟป่า “ชัยยะ” ซี้ปึ้ก “สนธิลิ้ม” ผงาดนั่งเลขาฯ ปปง.

หนทางไปสู่การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค. ยังเต็มไปด้วยการห้ำหั่นเชือดเฉือน หลังจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตอบโต้บรรดานักการเมืองอย่างดุเดือด กรณีถอดรหัสถ้อยคำว่า “ให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อยแก้ในภายหลัง” ล่าสุด ฝ่ายการเมืองก็โต้กลับชนิดไม่ลดราวาศอก ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เตรียมหาช่องให้นักการเมืองแสดงความเห็นวิพากษ์ วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ

“ประวิตร” ลั่นคงโรดแม็ป

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.ว่า ไม่มีความกังวล จะผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็ไม่ผ่าน ที่มีข่าวว่าถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้ว คสช.จะอยู่ต่อนั้นหมายความว่า อยู่เพื่อที่จะทำรัฐธรรมนูญต่อไปอย่างไร ส่วนจะใช้เวลาเท่าไหร่ ก็ว่ากันไป ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านอาจต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว และแต่งตั้งคณะกรรมการร่าง ขึ้นมาใหม่หรืออาจนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ปี 50 หรือฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ มาปรับใช้ให้สอดคล้อง หรือจะนำมาผสมกันก็ได้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนที่หลายคนกังวลว่าจะไม่เป็นไปตามโรดแม็ปที่วางไว้นั้น ไม่สามารถตอบได้ การเลือกตั้งปี 60 จะเลื่อนไปหรือไม่ ตนพูดไม่ได้ แต่ว่าเราจะพยายามทำตามโรดแม็ปทั้งหมด

“ทำไมไม่คิดให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านกันบ้าง อะไรก็คิดไม่ผ่านๆท่าเดียว สำหรับผมอยากให้รัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ” พล.อ.ประวิตรกล่าว

เล็งเปิดรูนักการเมืองวิพากษ์ร่าง รธน.

เมื่อถามว่า การส่งเจ้าหน้าที่ไปทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องร่างรัฐธรรมนูญคืบหน้าอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตรตอบว่า เป็นการสร้างการรับรู้ให้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ลงไปทุกพื้นที่ และได้รับรายงานว่า ประชาชนตอบรับ คสช.ด้วยดีมาตลอด ไม่เคยมีที่ไหนเลยที่ไม่ดี เขารักทหารเพราะทหารไม่เล่นการเมือง ทหารลงไปช่วยทุกคน น้ำท่วมก็ทหาร น้ำแล้งก็ทหาร เมื่อถามว่านายกฯมอบให้ฝ่ายความมั่นคงไปดูเรื่องการเตรียมกฎหมายให้ฝ่ายการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็นได้ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ตนมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปดูข้อกฎหมายในการเปิดช่องให้พรรคการเมืองแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญได้ โดยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนท่าที เพราะก่อนหน้านี้ก็เปิดช่องทางให้แสดงความเห็นอยู่แล้ว

19 พ.ค.เปิดเวทีสุมหัวพรรคการเมือง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ว่าต้องการที่จะผ่อนคลายสถานการณ์การเมือง และสร้างการรับรู้ทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง คสช. อนุญาตให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญ พรรคการเมืองทุกพรรคมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและเปิดโอกาสให้ซักถาม ในวันที่ 19 พ.ค. เวลา 14.00 น. ที่สโมสรทหารบก ตนจะเป็นตัวแทนรัฐบาล และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเป็นตัวแทน กรธ. รวมถึงผู้แทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะไปตอบ คำถามและชี้แจงให้กับพรรคการเมืองทุกพรรคด้วย โดยอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังได้ เวทีนี้จะเป็นการส่งสัญญาณในการผ่อนคลายอะไรบางอย่าง เพราะในเวลาปกติพรรคการเมืองจะมานั่งด้วยกันอย่างนี้ไม่ได้ ส่วนพรรคการเมืองจะมาหรือไม่ก็แล้วแต่เขา หากเวทีนี้มีคนสนใจมากก็อาจจะมีเวทีต่อไป

กกต.ตั้งเป้าสูงหวังคนใช้สิทธิ์ 80%

เมื่อเวลา 08.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วมเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมการอบรมวิทยากร ครู ก. เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เพื่อนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้แก่เครือข่ายต่างๆได้อย่างถูกต้องและเป็นแนวทางเดียวกัน นายประวิชกล่าวว่า กระบวนการนำไปสู่ประชามติไม่รู้สึกเป็นห่วง จากประสบการณ์ของ กกต.18 ปี จัดการเลือกตั้งมาแล้วทุกรูปแบบ เราทำได้แน่นอน สบายใจได้ขอสังคมอย่าห่วง 7 ส.ค.เราพร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้มาออกมาใช้สิทธิ์ และจะดำเนินการให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ ภารกิจของเราคือจะต้องรณรงค์และผลักดันให้คนออกมาใช้สิทธิ์ การทำประชามติเมื่อปี 50 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ร้อยละ 57 แต่ปีนี้เราต้องทำให้ได้ร้อยละ 80 โดย 2 เดือนต่อจากนี้อย่าท้อ ภารกิจนี้ใหญ่หลวงนัก แต่เบาใจเพราะเราคุยกันมาปีเศษ ดังนั้นการตั้งเป้าร้อยละ 80 จึงไม่เกินไป

ย้ำหลักการห้ามปลุกระดมข่มขู่

นายประวิชให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากอบรมครู ก. เสร็จสิ้น กกต.จะประเมิน ติดตาม ตรวจสอบความพร้อมของ ครู ก. ก่อนการอบรม ครู ข. ส่วนในปัจจุบันที่มีกระแสต่อต้าน แสดงสัญลักษณ์ด้วยการใส่เสื้อ ถ้าต่างจังหวัดทำตาม หลักมีอยู่ประการเดียว และ กกต.จะไม่อธิบายไปเกินกว่าที่มาตรา 7 รองรับไว้ มาตราดังกล่าวกำหนดไว้เพียงพอที่ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้ข้อกฎหมายที่ไม่ปลุกระดมข่มขู่ หรือใช้คำที่ก้าวร้าว ถ้ายึดหลักนี้สามารถแสดงความเห็นได้อย่างปลอดภัย

เปิดแผนประชาสัมพันธ์ร่าง รธน.

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านบริหารการเลือกตั้ง เป็นประธานประชุมเพื่อชี้แจง และกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเวลาการออกเสียงประชามติ โดยมีนายอัชพร จารุจินดา นายภัทร คำพิทักษ์ ตัวแทน กรธ. นายสมชาย แสวงการ ตัวแทน สนช. ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่องหลัก สถานี วิทยุ ตัวแทนมหาวิทยาลัย และตัวแทนจาก กสทช. เข้าร่วม ภายหลังประชุมนายสมชัยแถลงว่า ที่ประชุมได้กำหนดรายละเอียดการจัดสรรเวลาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ในลักษณะทีวีพูล ช่วงเวลา 18.20-18.50 น. จำนวน 13 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เริ่มจากวันจันทร์ที่ 27 มิ.ย. ออกอากาศทุกวันจันทร์และวันพุธ จนถึงสัปดาห์สุดท้ายวันเสาร์ที่ 6 ส.ค.

เชิญ 2 ฝ่ายแสดงความเห็นออกทีวี

นายสมชัยกล่าวว่า จะมีการออกอากาศพร้อมกันทางสถานีโทรทัศน์ดิจิตอล 25 ช่อง โดยจะพ่วงสัญญาณไปยังสถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐ 616 สถานีทั่วประเทศ กกต.จะไม่มีการเซ็นเซอร์ โดยให้อิสระต่อสถานีได้เชิญคนที่มีความเห็นต่างทั้ง 2 ฝ่ายมาร่วมแสดงความคิดเห็น กำชับเรื่องไม่เป็นความเท็จ ไม่หยาบคาย และไม่ปลุกระดม การจัดเวทีเสวนาจะต้องมีผู้เข้าร่วม 2 คน แบ่งเป็นฝ่ายเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย มาพูดคุยกันบนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ จะทราบผังรายการได้ภายในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้น กกต.ก็จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบว่าวันใด มีเนื้อหาอย่างไร และมีบุคคลใดเข้าร่วมรายการบ้าง ทั้งนี้ ในวันที่ 19 พ.ค. เวลา 14.00 น. กกต.จะเป็นเจ้าภาพเชิญ กรธ. สนช. ครม. และตัวแทนจาก 77 พรรคการเมืองเข้าร่วมรับฟัง ชี้แจงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการประชามติ ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต

ชงแจกใบเหลืองเตือนผิดประชามติ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ในการประชุม สปท.การเมือง เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้ส่งข้อเสนอแนะไปยังประธาน กกต. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 เนื่องจาก สปท.การเมืองเห็นว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวของ กกต.อาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ จึงเห็นควรให้ข้อเสนอแนะ อาทิ 1.กกต.ควรให้ประชาชนเข้าใจและมีเสรีภาพในการเสนอความเห็นและเผยแพร่ความเห็นโดยสุจริตและไม่ผิดกฎหมาย ตามมาตรา 7 พ.ร.บ.ประชามติ 2.กกต.ควรให้คำแนะนำว่าหากบุคคลใดมีข้อสงสัยเรื่องที่อยู่นอกเหนือหลักเกณฑ์ที่ กกต.กำหนด ขอให้ผู้นั้นทำหนังสือสอบถามไปยัง กกต. เพื่อไม่ให้มีการทำผิดกฎหมาย 3.หาก กกต.เห็นว่ามีบุคคลใดน่าจะกระทำความผิดต่อกฎหมายประชามติ ให้ กกต.ยื่นใบเหลืองเตือนก่อน โดยมีหนังสือแจ้งเตือนมิให้บุคคลนั้นกระทำผิด 4.กกต.ควรจัดทำข้อเสนอแนะในส่วนที่เป็นความผิดจำนวน 7 ข้อ ตามมาตรา 61 กฎหมายประชามติ พร้อมยกตัวอย่างข้อห้ามเป็นข้อๆให้ชัดเจน

นปช.สวน “มีชัย” วัดระดับจิตใจตัวเอง

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญออกมาโจมตีนักการเมืองที่พาดพิงนายมีชัยว่า ให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลังว่าเป็นคนใช้จิตใจไม่สุจริตว่า นายมีชัยอย่าทำตัวเป็นคนที่แตะต้องไม่ได้ เป็นบุคคลสาธารณะต้องสามารถวิจารณ์ได้ และอยากให้กลับไปดูคำพูดของตัวเองที่ระบุว่า “ตอนนี้แก้อะไรไม่ได้ คงต้องเดินหน้าต่อไป” มันแปลว่าอะไร นายมีชัยอย่าไปว่าคนที่ออกมาวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ว่าไม่ได้ศึกษารายละเอียดเพราะเขาอ่านแล้วคนละ 2-3 รอบ ไม่ใช่ 3 แผ่นเหมือนที่นายมีชัยว่า ดังนั้น นายมีชัยควรสำรวจระดับจิตใจของตัวเองที่ไปดูแคลนคนอื่นเขาว่ามีระดับจิตใจต่ำหรือไม่ การไปว่าคนอื่นมีไถยจิต ตัวเองเป็นคนที่มีไถยจิตหรือไม่ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญดีจริง ทำไมไม่ยอมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่เป็นเช่นนี้เพราะกลัวตอบคำถามไม่ได้ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นทองแท้ต้องไม่กลัวไฟ

จี้ทบทวนเขียน รธน.นองเลือด

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ตนได้อ่านคำบรรยายของนายมีชัยโดยละเอียด และเข้าใจความหมายระหว่างบรรทัดว่า ผู้พูดต้องการให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง แต่เมื่อนายมีชัยยืนกรานปฏิเสธ จะเชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่ประชาชน ทั้งนี้ กลุ่มที่เห็นต่างไม่มีใครมุ่งร้ายต่อประเทศ ประธาน กรธ.จึงไม่ควรสรุปว่าเสียงวิพากษ์ วิจารณ์มาจากฝ่ายที่ไม่เห็นแก่บ้านเมือง ตัวนายมีชัยเองต่างหากที่ไม่ควรเห็นแก่แป๊ะและตามใจแป๊ะจนเกินไป กี่ครั้งมาแล้วที่ลงมือร่างรัฐธรรมนูญและกี่ครั้งมาแล้วที่เคยถูกสังคมทักท้วงในเรื่องเดิมๆ เช่น เปิดช่องให้มีนายกฯคนนอก วันนี้เป็นวันครบรอบ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ อยากให้นายมีชัยในฐานะที่เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2534 ที่เปิดช่องให้แกนนำคณะรัฐประหารเป็นนายกรัฐมนตรี จนเหตุการณ์ บานปลายกลายเป็นโศกนาฏกรรม ใช้สมาธินั่งทบทวนประวัติศาสตร์ และตอบตัวเองให้ได้ว่า สิ่งที่ทำลงไปในเหตุการณ์นั้น เหมือนหรือต่างกันอย่างไรกับที่กำลังทำอยู่ตอนนี้

เย้ย กรธ.กลัวเสียคนดีเบตแพ้เด็ก

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า สำหรับการปฏิเสธเวทีดีเบตที่นักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่เรียกร้องนั้น เป็นสิทธิของ กรธ. แต่ไม่ควรอ้างเหตุว่าเป็นเพราะไม่อยากคุยกับคนที่ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญหรือยังอ่านไม่จบ เพราะถ้าใครขึ้นเวทีด้วยสภาพแบบนั้น สังคมจะสรุปได้ทันทีว่าเป็นพวกขาดข้อมูล ไร้เหตุผล ความคิดเห็นก็ไม่มีน้ำหนัก แนวทางของ กรธ.ก็จะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น ถ้านักศึกษาขึ้นเวทีแบบไม่มีความรู้ก็เสียเด็ก ขณะที่ กรธ.ถ้าขึ้นเวทีแล้วประชาชนจับได้ว่าขัดหลักการประชาธิปไตยก็เสียผู้ใหญ่ จึงไม่แน่ใจว่าที่ไม่มีดีเบตนั้นเพราะผู้ใหญ่กลัวเสียคนที่เหตุผลแพ้เด็กหรือไม่

“ดอน” วอนก้าวข้ามคำพูดทูตสหรัฐฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของนายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนของไทยว่า ขอให้ทุกคนก้าวข้ามกรณีดังกล่าว ควรที่จะเดินหน้ามองเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่นายกลิน เดวีส์ ทำการแถลงยังไม่ได้พูดคุยกันอีก และไม่คิดว่าคำพูดของเอกอัครราชทูตจะเป็นการโน้มน้าวให้ต่างชาติคิดเช่นเดียวกัน จึงขอไม่พูดในเรื่องนี้อีก ถือว่าเรื่องนี้จบแล้ว ส่วนกรณีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อรายงานสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ หรือ tip report หรือไม่นั้น ไม่สามารถคาดหมายได้ แต่คาดหวังว่าจะไม่ส่งผลอะไรต่อการพิจารณาเรื่องนี้ เพราะเรื่องของการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ไทยทำอย่างเต็มที่มากเกินกว่าปกติ ไม่เห็นเหตุผลอะไรที่จะให้ไทยคงอยู่ในระดับที่เทียร์ 3 ต่อไป

ย้อนศรสหรัฐฯก็จนแต้มยูพีอาร์

นายดอนกล่าวว่า ส่วนกรณีการนำเสนอรายงานด้านสิทธิมนุษยชนตามกลไกขององค์การสหประชาชาติหรือคณะทำงานยูพีอาร์นั้น ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ทุกประเทศสามารถที่จะไปรับฟังคำซักถามโดยไม่มีมาตรการใดๆทั้งสิ้น ในส่วนของสหรัฐฯเองก็ถูกประเทศต่างๆตั้งคำถามถึง 377 ข้อ ในวงรอบที่สหรัฐฯต้องไปนำเสนอรายงาน ซึ่งสหรัฐฯก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องของสิทธิเด็กได้ ขณะที่ประเทศแถบตะวันตกก็ไม่สามารถแก้ไขในบางเรื่องได้เช่นกัน ดังนั้น จึงขอทำความเข้าใจว่าเวทีคณะทำงานยูพีอาร์ไม่ใช่เวทีถล่มประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นเวทีที่เปิดรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ขั้นตอนจากนี้ไทยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อสรุปแนวทางแก้ไข หลังจากไปรับข้อเสนอแนะมาว่าจะสามารถดำเนินการในเรื่องไหนได้บ้าง เมื่อถามถึงกรณีที่ คสช.เตรียมยกเลิกการเชิญบุคคลปรับทัศนคติเป็นผลจากข้อเสนอแนะคณะทำงานยูพีอาร์ใช่หรือไม่ นายดอนตอบว่า จะส่งผลต่อหรือไม่ก็แล้วแต่ขอให้รับรู้ว่ารัฐบาลนี้เอาใจใส่ประชาชน ที่ผ่านมาการเชิญบุคคลไปปรับทัศนคติเป็นไปได้ด้วยดี ผิดกับต่างประเทศที่อาจจะเจ็บตัวกลับมา

ผู้แทนรัฐสภายุโรปพบ “มีชัย-ปู”

เช้าวันเดียวกัน คณะผู้แทนรัฐสภายุโรป นำโดยนายเวอร์เนอร์ แลงเกน ประธานกรรมาธิการรัฐสภายุโรปด้านความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียน พร้อมด้วยนายมาร์ค ทาราเบลลา รองประธาน และนายเพียร์ อันโตนิโอ แปนซีรี คณะอนุกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชน และคณะรวม 8 คน ได้เข้าพบนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ที่กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งนายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รักษาการแทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จากนั้นเวลา 15.00 น. เดินทางไปพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โดยคณะผู้แทนรัฐสภายุโรปได้สอบถามถึงสาเหตุที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เดินทางไปพูดคุยตามคำเชิญก่อนหน้านี้ รวมทั้งสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า สาเหตุที่ไม่เดินทางไปตามคำเชิญเนื่องเพราะ คสช.ไม่อนุญาต ขณะเดียวกันได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การเรียกนักการเมืองเข้าไปปรับทัศนคติในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการทำประชามติ การห้ามประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการใช้มาตรการทางกฎหมายของรัฐบาลและ คสช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 พ.ค. คณะผู้แทนรัฐสภายุโรปจะเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ที่พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มเอ็นจีโอในประเทศไทย จากนั้น นายเวอร์เนอร์จะเป็นผู้แถลงข่าวการเดินทางมาประเทศไทยในครั้งนี้

“วรชัย” โวยอย่าเหมาคนชังทูตสหรัฐฯ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุว่าคนไทยเกลียดทูตสหรัฐฯทุกคนนั้น พล.อ.ประยุทธ์อย่าเหมารวม ตีขลุม คนฝ่ายประชาธิปไตย 80-90 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับทูตสหรัฐฯ มีแค่คนกลุ่มเล็กๆ คนนิยมเผด็จการเท่านั้นที่จะเกลียดทูตสหรัฐฯ ตนอยู่ในฐานะที่พูดได้ เพราะโดนมาสองรอบแล้ว ทั้งโดนขังราบ 11 และที่บุกมาค้นบ้านล่าสุด โดนคุกคามสิทธิเสรีภาพอย่างรุนแรง เห็นด้วยกับที่อาเซียนและอียูระบุว่าคนไทยโดนคุกคาม และขออย่าเอาประเทศไปผูกโยงกับการขัดแย้งของมหาอำนาจ ต้องบริหารให้สมดุล ไม่ผูกข้างใคร มิฉะนั้น จะทำให้แก้ปัญหายากขึ้น ประเทศไทยเล็กนิดเดียว จะอยู่บนความขัดแย้งได้อย่างไร ต้องไม่อยู่ข้างใดข้างหนึ่ง การบริหารโดยผูกโยงกับซีกใดซีกหนึ่ง เป็นไปได้ว่าจะถูกแซงก์ชั่นทางการค้ามากขึ้น

ย้ำต้องใช้นิรโทษสร้างปรองดอง

นายวรชัยกล่าวว่า สถานการณ์ประเทศเดินมาจุดนี้ การอ้างลดขัดแย้ง ปรองดอง ในการเข้ามายึดอำนาจนั้น ขณะนี้ไม่เกิดขึ้นเลย ไม่มีการสร้างความสุขให้คนไทยเลย ดังนั้น ถ้าจะมีการเลือกตั้ง น่าจะมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยให้ใช้ฉบับของตนที่ร่างไว้ก็ได้ เป็นการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองเฉพาะประชาชน ไม่เกี่ยวกับแกนนำ เป็นการเริ่มต้นปรองดอง นิรโทษกรรมทุกฝ่าย วันนี้ถึงแม้คนหลุดคดีแล้วยังทำงานไม่ได้ เพราะโดนตราหน้า ดังนั้นต้องนิรโทษกรรมให้คนมีโอกาสเลี้ยงชีพ หรือคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ทำผิดแต่ติดร่างแห คนบริสุทธิ์ติดคุกก็เยอะ ต้องใช้จังหวะนี้ลดความขัดแย้ง นำไปสู่ความปรองดองและประชาธิปไตย ที่ผ่านมาผู้ได้อำนาจมาต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ มีแต่ยุค พล.อ.ประยุทธ์ที่ไม่ยอมทำ ไม่รู้ต้องการอะไร หรืออยากผูกคนมีคดีไม่ให้ออกมาก็ไม่ทราบ ดังนั้นขอให้ลดทิฐิ ถ้าแข็งกร้าวโดนพายุใหญ่ก็พังต้านไม่ได้

“อ๋อย” ยกพฤษภาทมิฬเตือน คสช.

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กรำลึกเหตุการณ์พฤษภา 35 ตอนหนึ่งว่า เป็นเหตุการณ์รัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มีการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย กำหนดให้ผู้ที่ไม่เป็น ส.ส.เป็นนายกฯได้ และ ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง จนนำไปสู่การตระบัดสัตย์ สืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร และนำไปสู่การชุมนุมเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 ที่ปฏิเสธการสืบทอดอำนาจ ขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร แกนนำ รสช. ที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ จนสุดท้ายต้องประกาศลาออก ดังนั้น การกล่าวอ้างกำหนดให้คนนอกเป็นนายกฯได้นั้น ถ้าศึกษาเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จะเห็นว่าการกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่เป็นความจริงเลย ไม่น่าเชื่อว่า 24 ปีผ่านไป เราต้องมารำลึกเหตุการณ์เดือนพฤษภา 35 กัน ในประเด็นเรียกร้องเดิมๆกลับมาอีก และบ้านเมืองอยู่ในสภาพที่ถอยหลังยิ่งกว่าช่วงก่อนเหตุการณ์เดือนพฤษภาเสียอีก

“วัฒนา” ชี้ศาลทหารกำจัดศัตรูการเมือง

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “ใช้ศาลทหารผิดตรงไหน” ว่า นายกฯสงสัยว่าเหตุใดคนจึงตั้งข้อรังเกียจศาลทหาร ท่านคงไม่เข้าใจว่าหลักการที่สำคัญของศาลคือหลักความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย และหลักความเป็นอิสระ ของผู้พิพากษาและองค์กร โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ใช้กับศาลยุติธรรมและศาลปกครอง แต่ไม่บังคับใช้กับศาลทหารที่ไม่มีความเป็นอิสระ เพราะอยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม และอยู่ใต้คณะผู้ยึดอำนาจ ดังนั้นสูตรสำเร็จของคณะรัฐประหารนอกจากการนิรโทษกรรม การอนุมัติสองขั้นพร้อมวันเวลาทวีคูณให้กับตัวเองและพวกพ้องแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเอาคดีสำคัญไปขึ้นศาลทหาร ทั้งที่ศาลพลเรือนก็มีอยู่แล้ว ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรม กฎหมายระหว่างประเทศและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศาลทหารเอง นี่คือเหตุผลที่ยูพีอาร์ตำหนิรัฐบาลไทยอย่างรุนแรง เพราะเห็นว่าการใช้ศาลทหารก็เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง ส่วนคำแก้ตัวของคณะผู้แทนไทยที่คล้ายกับคำพูดของนายกรัฐมนตรี ได้ถูกที่ประชุมยูพีอาร์กล่าวหาว่าปากอย่างใจอย่าง หรือที่คนไทยมักพูดกันว่าตอแหล ซึ่ง คสช.อาจจะไม่รู้สึก แต่ตนและคนไทยทั่วไปอับอายกับคำประณามนี้มาก

ปชป.จี้ กต.ย้อนแย้งอย่าความจำสั้น

นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา วิจารณ์เรื่องมาตรา 112 ว่า เคยอธิบายให้นายกลินเข้าใจชัดเจนแล้วว่าในต่างประเทศก็มีกฎหมายที่คุ้มครองประมุขของประเทศนั้นๆ แต่นายกลินยังพูดประเด็นนี้ตอนแถลงข่าวกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ส่วนตัวฟันธงว่าที่นายกลินพูดน่าจะโยงกรณีนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทยที่ถูกทหารเชิญตัวไปก่อนหน้านี้ จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยมีประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด ทั้งกรณีกรือเซะ ตากใบ ตัดตอน 2,500 ศพ แต่ตอนนี้กลับมาสวมบทบาทผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนเอง กระทรวงการต่างประเทศ ไทยต้องตีโจทย์นี้ให้แตกว่าทำไมเขาถึงลืม แล้วจะแก้เกมกับต่างประเทศได้ ขอแนะว่าอย่าความจำสั้น

ผบ.ทบ.จับตาเข้มพวกก่อกวน

พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.และเลขาธิการ คสช. ระบุถึงการทำงานของ คสช.ครบรอบ 2 ปีว่า ไม่ได้เตรียมการอะไร เพราะดำเนินการตลอดอยู่แล้วเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ดูแลทุกวันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี ประชาชนต้องอยู่ด้วยความสงบและใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข พวกที่ก่อกวน คสช.จะไม่ปล่อยไว้ เราดูแลทุกเรื่องอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการปรับทัศนคติจะไม่เรียกแล้วเพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ได้เน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษ เพราะเราดูแลสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสองปี ไม่ห่วงกลุ่มใดเป็นพิเศษเพราะเราติดตามทุกกลุ่มที่จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย

พลเมืองโต้กลับฎีกาฟ้อง “บิ๊กตู่”

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่งานอุทธรณ์-ฎีกา ศาลอาญา นายอานนท์ นำภา ทนายความและสมาชิกกลุ่มพลเมืองโต้กลับ พร้อมด้วยนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือพ่อน้องเฌอ นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่น้องเกด เดินทางเข้ายื่นคำร้องฎีกา กรณีศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีหมายเลขดำ อ.1805/2558 ที่นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ และสมาชิกกลุ่มพลเมืองโต้กลับ รวม 15 ราย ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กับพวก ซึ่งเป็นคณะ คสช.รวม 5 คน เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานเป็นกบฏ ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการหรือแบ่งแยกราชอาณาจักรโดยใช้กำลังประทุษร้าย และกระทำการสะสมกำลังพล หรืออาวุธหรือสบคบกันเพื่อเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 กรณีเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 คสช.เข้ายึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ศาลอาญารับคำร้องไว้พิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป

คนการเมืองรำลึกพฤษภาทมิฬ

วันเดียวกัน เวลา 09.00 น. ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน ได้มีกิจกรรมรำลึกสืบสาน “24 ปี พฤษภาประชาธรรม” จัดโดยมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ 35 กรุงเทพมหานคร และรัฐบาล โดยมีตัวแทนจากหลายกลุ่มทางการเมืองเข้าร่วม อาทิ นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีกิจกรรมวางพวงมาลาเพื่อรำลึกถึงวีรชนและผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว และได้ร่วมกันปลูกต้นไม้ปรองดอง 17 ต้น ภายในสวนสันติพรด้วย โดยนายจตุพรเป็นคนใช้จอบเกลี่ยดินกลบ และนายอภิสิทธิ์รดน้ำต้นไม้ร่วมกัน

เตือนระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวสดุดีวีรชนฯว่า จุดมุ่งหมายมาร่วมเหตุการณ์สำคัญในวันนั้นมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ที่เราไม่อยากเห็นการสืบทอดอำนาจและใช้อำนาจโดยมิชอบ พี่น้องเราได้ออกมาเรียกร้องจนหลายคนสูญเสียชีวิต สูญหายและบาดเจ็บ หวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์เพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงใดๆขึ้นอีก

นายจตุพรกล่าวว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พี่น้องประชาชนใช้ชีวิตเลือดเนื้อแลกด้วยคำว่าประชาธิปไตย ทุกคนพร้อมจะพลีชีพ เพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง วันนี้เราต้องมาต่อสู้ในประเด็นเดิมเพราะไม่มีความปรารถนาที่จะให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก บทเรียนอีกอย่างหนึ่งคือ การติดตามผู้สูญหาย การสร้างอนุสรณ์สถาน และการเยียวยา เป็นตัวอย่างที่สังคมไทยเป็นบทเรียน

“โภคิน” จี้เปิดกว้างชำแหละร่าง รธน.

ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่ห้องทับทิม โรงแรมรัตนโกสินทร์ มีการปาฐกถา “ความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ นิติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูญ” โดยนายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา กล่าวว่า ประเด็นการทำประชามติ ถ้าต้องการให้มีการทำประชามติต่อไป แต่ห้ามประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีก็จะยุ่งวุ่นวาย ในขณะที่ กรธ.สามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยถูกต้อง จูงใจไม่เป็นไร หากต้องการจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้พูดถึงรัฐธรรมนูญได้อย่างเสรี เพราะทุกวันนี้มีอยู่ฝ่ายเดียว และควรใช้กฎหมายปกติจัดการกับคนที่หมิ่นประมาทแทน

“อภิสิทธิ์” หนุนนิรโทษคนสุจริต

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ย้อนถอยไปก่อนปี 35 ทำให้ระบบราชการกลายเป็นผู้ชี้นำประเทศ สร้างวาทกรรมให้ประชาชนต้องเสียสละ ทำลายผลพวงการต่อสู้ของประชาชน จึงขอเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.ประเทศไทยไม่ควรใช้รัฐธรรมนูญที่ถดถอยเรื่องสิทธิเสรีภาพ ส่วนการทำประชามตินั้น ไม่มีเหตุผลที่จะทำถ้าไม่สามารถรณรงค์ได้ 2.ผู้มีอำนาจต้องยุติความคิดว่า ปัญหามาจากการชุมนุมประท้วง หากไม่มีการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมา บ้านเมืองเราจะถดถอยมากกว่านี้จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและการทุจริตคอร์รัปชัน 3.การปรองดอง การเคารพประชาชนต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนที่มาชุมนุมโดยสุจริต ส่วนการทำความผิดอื่น ให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์จนถึงที่สุด แล้วค่อยพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ ที่จะมีมาตรการพิเศษเพื่อความปรองดอง ทั้งหมดจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเข้าสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน และสร้างความปรองดองแท้จริง

“บิ๊กตู่” เยือนรัสเซียกระชับสัมพันธ์

ด้านความเคลื่อนไหวนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 พ.ค. ที่ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา และคณะ ออกเดินทางไปเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย อย่างเป็นทางการ โดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ไปยังท่าอากาศยาน Pulkovo (Pulkovo Airport) นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย ก่อนออกเดินทาง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามใดๆของผู้สื่อข่าว ทั้งเรื่องการตัดสินใจซื้อเฮลิคอปเตอร์ หรือแนวคิดที่จะยกเลิกการเชิญตัวบุคคลปรับทัศนคติของ คสช.

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการ เป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียในโอกาสจะครบรอบ 120 ปี นายกฯจะหารือถึงความร่วมมือกันในทุกด้านกับนายดมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย ให้เกิดเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยนายกฯได้นำตัวแทนภาคธุรกิจของไทยร่วมคณะพบปะพูดคุยถึงแนวทางการค้าการลงทุนกับภาคธุรกิจรัสเซียด้วย จากนั้นจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย ที่เมืองโซชิ

เผยไปซื้อคอปเตอร์ขนส่ง–ดับไฟ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เดินทางไปเยือนประเทศรัสเซีย มีแผนจะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ว่าคงจะไปซื้อเฮลิคอปเตอร์เพื่อการขนส่งและดับไฟป่า แต่ไม่ได้ไปซื้อรถถังของรัสเซีย ส่วนที่กองทัพบกได้จัดซื้อรถถังจากจีนก็ได้จัดซื้อไปแล้ว ต้องไปถาม พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ถึงราคาและขีดความสามารถเพราะทุกโครงการต้องผ่านคณะกรรมการมาตรฐานยุทโธปกรณ์กองทัพบก (กมย.ทบ.) และ ผ่านการทดสอบ รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษาว่าเป็นอย่างไรเพื่อมารายงานให้รับทราบ โครงการนี้มีมาก่อนแล้วไม่ใช่อยู่ๆก็จะไปซื้อ

“การร่วมมือกันด้านดุลอำนาจเราไม่ผูกขาดกับประเทศใด ต้องดูเรื่องการซ่อม การส่งกำลังบำรุง ให้สามารถใช้ร่วมกันได้ อาทิ กระสุน หรือลำกล้องปืน ถ้าจะซื้อต้องสามารถใช้ร่วมกันได้ ไม่ใช่เพราะยุครัฐบาลทหารที่จะซื้ออาวุธได้ สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็จัดซื้อเหมือนกัน เป็นไปตามนโยบายของกองทัพ” พล.อ.ประวิตรกล่าว

ทบ.ขอ ครม.อนุมัติงบซื้อ 12 ลำ

พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีกองทัพบกจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบ Mi-17 V5 จากรัสเซีย เพื่อใช้บรรเทาสาธารณภัยว่า ขณะนี้เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกที่จะนำมาใช้แทนเฮลิคอปเตอร์แบบลำเลียง CH-47 ชีนุกไม่มี จึงได้ขอการสนับสนุนจากรัฐบาลว่ากองทัพบกต้องการอากาศยาน ซึ่งขาดแคลนเป็นจำนวนมาก โดยกองทัพบกใช้งบประมาณอัตราที่ต่ำสุด และไม่ใช่การพร้อมรบ เพราะความพร้อมรบจะต้องได้ 80% แต่เราขอเพียง 50% ของอัตราเท่านั้นเอง ส่วนรถถังตอนนี้ดำเนินการไปแล้ว โดยซื้อรถถัง vt-4 ของจีน และเราก็พอแล้ว ตนเชื่อมั่นในศักยภาพรถถัง vt-4 ของจีนเพราะได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูหลายรอบ และเดินทางไปดูมาด้วยตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้เสนอความต้องการโครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบ Mi-17 V5 จากรัสเซีย เพื่อใช้บรรเทาสาธารณภัยจำนวน 12 ลำ ขณะนี้อยู่ในระหว่าง ครม.พิจารณาว่าสามารถจัดสรรงบฯให้ได้เท่าไร เบื้องต้นคาดว่าไม่น่าจะได้พร้อมกันทั้ง 12 ลำ อาจจะเป็นรูปแบบการจัดซื้องบฯผูกพัน 3 ปี ปีละ 4 ลำ

“บิ๊กป้อม” ขึงขังตรวจสอบ อผศ.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการตรวจสอบทุจริตโครงการขุดลอกคลองขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว อนุมัติให้ อผศ.รับงานได้ ตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งตอนแรกยังไม่รู้ด้วยซ้ำ เพราะ ผอ.อผศ.ก็ไม่ได้มารายงาน ตนก็ไม่รู้อะไรกับเขา ถือว่าเป็นความหวังดี ของรัฐบาลเก่าที่อนุมัติให้ อผศ.สามารถรับงานของหน่วยงานราชการได้ เพื่อที่ อผศ.จะได้มีรายได้มา ดูแลทหารผ่านศึก ทั้งนี้ สภา อผศ.ไม่รู้เรื่อง แต่เป็น การบริหารงานของ อผศ. ดังนั้นจึงให้ อผศ.ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อไปดูว่ามันผิดไหม มีทุจริต อะไรตรงไหนหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้สรุปผลการสอบสวนมาเพราะโครงการทำทั่วประเทศ ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ เมื่อถามว่ามีการวิจารณ์ว่า อผศ.รับช่วงเพื่อให้เอกชนทำ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ให้ไปสอบสวนอยู่ว่ามีผิดตรงไหนหรือไม่ ทำขัดกับมติหรือไม่ มีรายได้ที่ไหน ทำตรงไหน ก็ต้องชี้แจง ให้ชัดเจน ตรงไหนที่ไม่ถูกต้องก็ต้องมีคนรับผิดชอบไป เมื่อถามว่า หากเป็นการอนุมัติของ ผอ.อผศ.คนเดิมจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่เป็นไร เมื่อเป็นหน่วยงานรัฐสามารถสอบเอาผิดย้อนหลังได้ ไม่ว่ากี่ปี

“ชัยยะ” ซี้ “สนธิลิ้ม” ผงาดเลขาฯ ปปง.

วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 24/2559 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง เนื่องจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระตามกฎหมาย หากใช้วิธีสรรหาปกติอาจใช้เวลานาน ขณะนี้ ปปง.มีภารกิจเร่งด่วนในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และการ เร่งรัดการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล พ้นจากตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ และให้โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนตำแหน่งเลขาธิการ ปปง. และให้เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ทำหน้าที่แทนวุฒิสภาให้ความเห็นชอบต่อไป จากนั้นให้นําความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตาม พ.ร.บ.ปปง. โดยคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ชัยยะ คือคนสนิทของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาถอดยศ “พ.ต.ท.” ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก่อนที่คณะกรรมการฯจะมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถอดยศเมื่อปี 2558

ชง ป.ป.ช.ไม่ถอนฟ้องคดีสลาย พธม.

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการ ประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณากรณีการถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปี 51 ตามที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุมคณะทำงาน ภายหลังการประชุม นายสรรเสริญกล่าวว่า คณะทำงานได้ ข้อสรุปเรียบร้อย หลังจากนี้จะไปสรุปและเรียบเรียงเอกสาร เพื่อลงนามรับรองมติดังกล่าวในที่ประชุมคณะทำงานอีกครั้งในวันที่ 24 พ.ค. ก่อนนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในวันที่ 26 พ.ค. เพื่อลงมติชี้ขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานฯมีมติว่า ไม่ควรถอนฟ้องคดีดังกล่าว เนื่องจากพยานหลักฐานที่ผู้ร้อง คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ยื่นมาให้ ป.ป.ช.พิจารณา เป็นเรื่องเก่า ส่วนการประชุม ป.ป.ช. วันที่ 26 พ.ค. จะนำ 2 สำนวนคดีสลายชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 53 กับคดีสลายชุมนุมกลุ่มพันธมิตรปี 51 มาเปรียบเทียบกัน เพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ

บี้รัฐบาลแจงเลิกเบี้ยคนชรา

สำหรับกรณีกระทรวงการคลังเตรียมทบทวนนโยบายการจ่ายสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคนละ 600 บาทต่อเดือน โดยจะยกเลิกจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้เกินเดือนละ 9,000 บาท หรือมีสินทรัพย์สูงเกิน 3 ล้านบาท เพื่อลดภาระงบประมาณด้านสวัสดิการภาครัฐ วันเดียวกัน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ แถลงคัดค้านแนวคิดดังกล่าวของกระทรวงการคลัง โดยนางชุลีพร ด้วงฉิม เครือข่ายประชาชนเพื่อสวัสดิการ กทม. กล่าวว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุควรยกระดับให้เป็นบำนาญพื้นฐานของทุกคน เป็นหลักประกันเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ การจะยกเลิก โดยอ้างเรื่องเป็นภาระ งบประมาณเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

เร่งสอบพิรุธบูรณะบ้านพิษณุโลก

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงกรณีการพบพิรุธการบูรณะบ้านพิษณุโลกว่า ได้สั่งการให้สำนักสถาปัตยกรรม ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการบูรณะบ้านพิษณุโลก เร่งรวบรวมข้อมูลรูปแบบรายการบูรณะบ้านพิษณุโลก พร้อมรายงานมาภายในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ก่อนจะเสนอนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม ทั้งนี้ ได้ย้ำว่า จะต้องตรวจสอบตั้งแต่เริ่มดำเนินการ เพราะมีการทำสัญญาตั้งแต่ปี 58 ส่วนตัวคิดว่าการดำเนินงานของกรมศิลปากรเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่วางไว้ทั้งหมดกระทรวงการคลัง วันที่ 17 พ.ค.59

“วิษณุ” ชี้ ปปง.รู้ช่องเอาเงินค่าโง่คืน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ครม.มีมติเห็นชอบให้กรมควบคุมมลพิษระงับการชำระเงินให้กับกลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG งวดที่ 2 และ 3 ในคดีคลองด่านว่า การชำระงวดที่ 1 ถือว่าจบไปแล้ว แต่ ปปง. รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป มันมีวิธีการ ยังไม่ต้องพูดในตอนนี้ ส่วนรัฐจะได้เงินคืนหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เหตุที่ต้องมีมติให้ระงับการจ่าย เพราะก่อนหน้านี้มีมติให้จ่ายไป และหากไม่มีมติกรมควบคุมมลพิษจะผิด ส่วนที่ให้กระทรวงการคลังเป็นโจทก์ ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้พิจารณาคดีใหม่ เพราะเป็นผู้เสียหาย กรมควบคุมมลพิษเป็นคู่สัญญา คุยเรื่องประนีประนอมไว้ การจะบอกว่าขอเลิกไม่ จ่ายจะกลายเป็นคนผิดสัญญาเจรจาไป

ก.คลัง รับ ครม.ฟื้นคดีคลองด่าน

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังรอมติ ครม.อย่าง เป็นทางการ กรณีมอบหมายให้กระทรวงการคลังฟื้นคดีคลองด่าน เนื่องจากมีห1ลักฐานใหม่ หลังจากที่ศาลปกครองเคยมีคำสั่งให้กระทรวงการคลังแพ้คดีและต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้เสียหาย ในระหว่างนี้กระทรวงการคลังต้องประสานงานกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเตรียมเอกสารและหลักฐานต่างๆ ให้ครบ เพื่อส่งเรื่องให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาอีกครั้ง

“ประวิตร” ลั่นพยายามทำตามโรดแม็ป โวย มีแต่พวกแช่งไม่ให้ร่าง รธน.ผ่าน เล็งเปิดรูระบายนักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ร่างรธน.“วิษณุ” เผย 19 พ.ค. ควง “มีชัย” สนช.-สปท. ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนนักการเมือง ตอบข้อข้องใจซึ่งหน้า 18 พ.ค. 2559 07:53 18 พ.ค. 2559 07:54 ไทยรัฐ