วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"อภิศักดิ์" สั่งเพิ่มแพ็กเกจอุ้มคนชรา

"อภิศักดิ์" สั่งเพิ่มแพ็กเกจอุ้มคนชรา

  • Share:
อัพเกรด “คนคลัง” หยุด “ไม้ประดับ” บอร์ดรัฐวิสาหกิจ


“คลัง” ลุกขึ้นปฏิรูป “ตัวแทนกระทรวง” ในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ห้ามทำตัวเป็น “ไม้ประดับ” แต่จะต้องรักษาสิทธิผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริงและผลักดันนโยบายรัฐให้สำเร็จ ตั้ง สคร.เป็นที่ปรึกษา ทำไม่ได้ 3 เดือนปลดตั้งคนอื่นไปแทน “อภิศักด์” สั่ง สศค.เร่งทำแพ็กเกจช่วยผู้สูงอายุรายได้น้อย ยันไม่เลิกเบี้ยคนชรา

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการสัมมนาผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันควรเพิ่มบทบาทผู้แทนของกระทรวงการคลังในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ หรือบอร์ด ให้เป็นลักษณะผู้ถือหุ้น ทำหน้าที่ในการดูแลรัฐวิสาหกิจให้สามารถดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบด้วยการใช้มาตรการเชิงรุก (Active Shareholder) โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือ Account Officer (AO) ให้แก่ผู้แทนกระทรวงการคลังที่เข้าไปนั่งเป็นบอร์ด ในรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง

“ที่ผ่านมาผู้แทนของกระทรวงการคลังเมื่อเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจแล้ว นอกจากจะรับนโยบายจากกระทรวงการคลังแล้ว ยังรับนโยบายจากเจ้ากระทรวงหรือหน่วยงานต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ อีกด้วย ทำให้การทำงานในบางครั้งขาดความชัดเจน และอาจจะทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า นโยบายของรัฐวิสาหกิจในโครงการลงทุนต่างๆ มีความถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ แต่ หลังจากที่มี AO ที่เป็นผู้ให้คำแนะนำและให้คำปรึกษา แล้ว จะทำให้การทำงานของรัฐวิสาหกิจตรงตามนโยบายของรัฐบาล และมีความชัดเจนมากขึ้น”

นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า เมื่อผู้แทนกระทรวงการคลังที่นั่งอยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นของรัฐบาลจะต้องทำหน้าที่อย่างเหมาะสม และจะมีการประเมินผลงานทุกๆ 3 เดือนเพื่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน หากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่ตกลงกันไว้ก็จะปรับเปลี่ยนผู้แทนกระทรวงการคลังคนใหม่เข้าไปเป็นบอร์ดแทนคนเก่า ทั้งนี้ ในการทำงานผู้แทนคลังจะมีหน้าที่รับฟังความเห็นจาก AO ก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมกับบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ จากเดิมที่ผู้แทนกระทรวงการคลังเข้าร่วมประชุมและเสนอความคิดเห็นของตนเองเพื่อประกอบการพิจารณา หรือตัดสินใจ

“บางเรื่องและบางโครงการยอมรับว่า ผู้แทนกระทรวงการคลังไม่ได้เก่งไปเสียทุกเรื่อง แต่เมื่อมี AO ที่ทำหน้าที่คัดกรองงานให้แล้ว น่าจะทำให้นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังกำชับกับผู้แทนกระทรวงการคลังด้วยว่า ไม่ให้เห็นแก่เบี้ยประชุมหรือผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว”

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังเข้าใจในบทบาทและความรับผิดชอบ ในการเป็นผู้แทนกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงรุก หรือ Active Shareholder และทำงานร่วมกับ สคร. ในการพัฒนารัฐวิสาหกิจ จะทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน รวมทั้งให้บริการสาธารณะกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน สคร.มีรัฐวิสาหกิจที่กำกับดูแลทั้งหมด 55 แห่ง มีทรัพย์สินมากกว่า 13.5 ล้านล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2558 มีรายได้นำส่งคลัง 160,000 ล้านบาท และในปีงบประมาณนี้ ตั้งเป้าหมายนำรายได้ส่งคลัง 121,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหน่วยงานอันดับ 3 ของประเทศที่นำรายได้ส่งรัฐบาลมากที่สุด รองจากกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต

วันเดียวกัน รมว.คลัง ยังได้กล่าวถึงการดูแลผู้สูงอายุด้วยว่า ตนได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปเร่งออกแพ็กเกจในการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย โดยให้พิจารณาว่าภาครัฐจะสามารถให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยได้อย่างไรบ้าง เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทเอกชนที่จ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้มีผู้สูงอายุสามารถมีรายได้ในการดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้น และอาจรวมถึงโครงการบ้านสำหรับผู้สูงอายุด้วย นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้งกองทุนบำนาญแห่งชาติ หรือ กบช. โดยมาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อแนวทางที่ดีที่สุด และยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาชัดเจนว่าจะสามารถนำมาใช้เมื่อใด

นอกจากนั้น นายอภิศักดิ์ยังยืนยันว่า กระทรวงการคลังไม่มีนโยบายยกเลิกเบี้ยยังชีพคนชรา คนละ 600 บาทต่อเดือน แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นมาจากแนวคิดที่จะยกเลิกเบี้ยคนชราที่ร่ำรวย เพื่อนำเบี้ยคนชราจากที่ต้องจ่ายให้คนร่ำรวยไปจ่ายให้แก่คนชราที่ยากจนแทน เรื่องนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลจ่ายเบี้ยคนชราที่ยากจนเท่านั้น แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งการเมืองสั่งให้รัฐจ่ายเบี้ยคนชราทุกคนไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน

“แนวคิดที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่ยังไม่มีการตกผลึกหรือออกมาเป็นข้อสรุป เป็นเพียงแค่การหารือในเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้เท่านั้น อย่างไรก็ดี จากที่ได้เคยสอบถามผู้สูงอายุที่มีฐานะดี ต่างก็แสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และเห็นว่ารัฐบาลควรนำเบี้ยยังชีพไปให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยและมีความจำเป็นจริงๆ มากกว่า”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้