วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เซ่นค่าโง่

กรณีที่ บอร์ดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีมติให้ กทพ. ปฏิบัติตาม คณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ กทพ.จ่ายค่าชดเชยให้กับบริษัท รถไฟฟ้าและทางด่วนกรุงเทพ หรือบีอีเอ็ม ซึ่งเสนอให้ขยายสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 ให้กับบริษัทรถไฟฟ้าแลกกับกรณีพิพาทการปรับค่าทางด่วนเมื่อปี 2546 ทั้งนี้ จะได้ไม่ต้องสู้คดีในชั้นศาล

ปรากฏว่า พนักงาน กทพ.และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้นัดประชุมใหญ่เพื่อหาแนวทางการต่อสู้คดีค่าทางด่วน จากนั้นได้เดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ กทพ.จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้บริษัทรถไฟฟ้าและทางด่วนกรุงเทพ

นอกจากนี้ พนักงาน กทพ.ได้ไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย เพื่อคัดค้านมติบอร์ดดังกล่าว หากไม่ได้รับการแก้ไขก็จะต่อสู้ให้ถึงที่สุดจนถึงขั้นขอให้ปลดบอร์ดชุดนี้ด้วย

ระยะนี้จะได้ยินเรื่องของ ค่าโง่ ที่รัฐบาลจะต้องจ่ายให้กับเอกชนเนื่องจากการผิดสัญญา ไม่ว่า จะเป็นค่าโง่คลองด่าน ค่าโง่ทางด่วน หรืออาจจะมีค่าโง่รถและเรือดับเพลิงของ กทม.ในอนาคตอันใกล้นี้

ส่วนใหญ่ การเซ่นค่าโง่ มักจะกลายเป็นความผิดของภาครัฐ หรือเป็นกรณีที่รัฐไม่มีทางต่อสู้หรือไม่มีโอกาสต่อสู้เลย เมื่อเรื่องถูกส่งให้คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการพิจารณา ก็จะตัดสินไปตามตัวหนังสือ และเอกชนก็จะเป็นผู้ชนะเสมอ โดยไม่ได้มีการพิจารณาว่า ในส่วนของเอกชน มีความโปร่งใส แค่ไหน ตั้งแต่ขั้นตอนของการเข้ามาสัมปทานจนถึงการปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานครบถ้วนหรือไม่

เหล่านี้คือจุดอ่อนของภาครัฐ แม้แต่การเยียวยา หรือการทิ้งสัมปทานของภาคเอกชน ที่มีมาตั้งแต่ในอดีต กรณีที่มีการแข่งขันการประมูลของเอกชน โดยไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ คิดแต่จะเอาชนะการประมูลท่าเดียว ในที่สุดเมื่อจะต้องปฏิบัติจริงไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ตามแผนธุรกิจ ทิ้งสัมปทานไปเป็นแถว

ส่งผลเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล โดยไม่มีการกำหนดโทษหรือมาตรฐานการดำเนินการในกรณีที่มีการทิ้งสัมปทานรัฐเอาไว้อย่างเข้มงวด ไม่ใช่แค่การยึดแบงก์การันตี เท่านั้น

และทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้นมา หน่วยงานภาครัฐจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นเสมอ ทั้งๆที่เป็นผู้ให้สัมปทานเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้สัมปทานด้วยซ้ำไป

รวมทั้งการทำหน้าที่ของ องค์กรตรวจสอบหรือตัดสินคดีเหล่านี้ จะต้องมีความเชี่ยวชาญและความสามารถพิเศษที่ลึกซึ้งพอจะเข้าใจข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ใช่ตีความตามกฎหมายอย่างเดียว

ไม่เช่นนั้นจะเกิดช่องว่างที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากภาครัฐ

การทุจริตเชิงนโยบายที่พูดกันอาจจะเป็นนามธรรม แต่การที่ภาครัฐจะต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินงานตามนโยบาย หรือการทำสัญญากับเอกชนได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ต้องเซ่นค่าโง่กันซ้ำซาก.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com 

17 พ.ค. 2559 09:27 17 พ.ค. 2559 09:27 ไทยรัฐ