วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จัดวิสาขะโลกที่เนปาล พบข้อมูลที่ประสูติใหม่

จัดวิสาขะโลกที่เนปาล พบข้อมูลที่ประสูติใหม่

  • Share:

วันวิสาขบูชาปีนี้ ตรงกับวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2559 อดีต คือวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธองค์

รัฐบาลประเทศเนปาลประกาศจัด “วันวิสาขบูชา” เอง พร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วโลกเข้าร่วมงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบิน นาย Ananda Prasad Pokharel ถึงกับประกาศว่า ต้องการให้ “ลุมพินี” สถานที่ประสูติพระพุทธองค์เป็นศูนย์กลางของชาวพุทธโลก

การจัดงาน “วันวิสาขบูชาโลก” ของรัฐบาลเนปาล ทั้งด้านความพร้อม ความเหมาะสม และรายละเอียดของงาน พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ หรือ ดร. อนิลมาน ธมฺมสากิโย วัดบวรนิเวศวิหาร อดีตผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ได้รับนิมนต์ไปดูแลกิจกรรมด้านวิชาการ อธิบายถึงความพร้อมของรัฐบาล และบางประเด็นที่น่าสนใจ

เป็นต้นว่า รัฐบาลเนปาลเพิ่งคลอดรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เปลี่ยนข้อกำหนดว่าเป็น “ประเทศฮินดู” เป็นประเทศที่มีการนับถือศาสนาอย่างหลากหลาย แล้วความพร้อมในการจัดงานพุทธระดับโลกจะเป็นอย่างไร

“อาตมาว่า ตรงนั้นเป็นเพียงถ้อยคำในรัฐธรรมนูญที่เมื่อก่อนกำหนดว่า ประเทศเนปาลมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นประเทศฮินดู ทำให้เมื่อเวลาจัดงานพระพุทธศาสนาอาจถูกบดบังไปบ้าง แต่ในสมัยก่อนนั้น เนปาลมีพระมหากษัตริย์ งานใหญ่ๆกษัตริย์ก็สั่งให้ทำได้ ต่อมาเมื่อไม่มีพระมหากษัตริย์ และไม่มีข้อกำหนดศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็น่าจะมีความคล่องตัวขึ้น การได้มาของเรื่องนี้ชาวพุทธก็มีการต่อสู้ มีการประท้วงเป็นแสนคน ถือว่าเป็นการประท้วงที่มีคนออกมามากที่สุด ชาวพุทธทั่วประเทศมารวมกันต่อสู้จนชนะเอาคำว่าประเทศฮินดูออกจากรัฐธรรมนูญได้”

แสดงว่าชาวพุทธในประเทศเนปาลมีไม่น้อย แต่จากการสอบถามคนเนปาลพบว่า บางคนบอกว่าทั่วประเทศมีชาวพุทธประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่บางคนก็บอกว่ามีไม่ต่ำกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ตัวเลขห่างกันมากเพราะ “เป็นที่วิธีการคิด อยู่ที่ใครเป็นคนพูด ถ้ารัฐบาลพูดก็เอาสถิติของรัฐบาลนั่นแหละมาวัด รัฐบาลบอกว่ามีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราไปมองวิถีชีวิตคนเนปาล เราจะพบว่าไม่สามารถแยกพุทธกับฮินดูได้ เหมือนคนไทยเรานับถือพระพุทธศาสนา บางคนก็นับถือพระพิฆเนศ ปลัดขิก ถือว่าเป็นเรื่องของแต่ละคน เมื่อรัฐบาลเขาเป็นฮินดู เขาก็ถือว่า คนนับถือพระพิฆเนศ พระศิวะ เป็นฮินดู แต่เขาไม่ถามลึกไปให้รู้ว่า พวกเขาก็นับถือพระพุทธเจ้าเหมือนกัน”

บริบทของชาวพุทธและฮินดูในเนปาล “เป็นการเมืองในศาสนา แต่ในแง่ชีวิตของชาวบ้าน พุทธกับฮินดูไม่แตกต่างกันเลย พุทธก็ไปร่วมพิธีฮินดูได้ ฮินดูก็เข้าร่วมกับพุทธได้ เข้าวัดของกันและกันได้ ไม่มีข้อกีดกันทางศาสนาใดๆ จริงๆแล้วมันก็แยกกันไม่ออก”

แม้จะ “พระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน เมื่อเป็นพุทธเขาก็ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ฮินดูเขาก็บอกว่าเป็นพระเจ้าของฮินดู จำนวนพุทธตามสถิติของรัฐบาล 10 เปอร์เซ็นต์นั้น ส่วนนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา เนปาลมีชาวพุทธถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แล้วอยู่ๆทำไมหายไปไหนหมด ดาวนอกโลกมาชนหายไปหมดหรืออย่างไร”

ดร.อนิลมานแนะว่า ถ้าจะดูชาวพุทธเนปาล ต้องดูที่วิถีชีวิต ในเนปาลมีเผ่าต่างๆ 62 ชาติพันธุ์ หลายชาติพันธุ์เป็นพุทธ แลต้องดูที่นามสกุล ว่านามสกุลนี้เป็นของตระกูลไหน นับถือศาสนาอะไร คนเนปาลต้นตระกูลนับถือศาสนาอะไรมา คนรุ่นต่อๆมาจะไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะแต่งงานกันก็ยังถูกควบคุมโดยวัฒนธรรม

สำหรับความเป็นมาของวันวิสาขบูชาโลก ดร.อนิลมานบอกว่า เนปาลเป็นประเทศแรกที่ประกาศวันวิสาขบูชาโลก และให้เป็นวันหยุดราชการ และเคยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมชาวพุทธโลกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง การจัดงานครั้งนี้ “รัฐบาลให้หน่วยงาน และคนของรัฐบาลทั้งหมดเป็นคนทำ ประชาชนมีหน้าที่เข้าไปร่วม ถือว่าเป็นการทุ่มเทอย่างมาก”

เบื้องหลังของการจัดประชุมครั้งนี้ มีเสียงกระซิบว่า สาเหตุมาจากรัฐมนตรีของประเทศเนปาลไปประชุมเรื่องศาสนาที่ประเทศอินเดีย ท่านเป็นฮินดู ช่วงหนึ่งของการประชุมพูดถึงเรื่องสถานที่พระพุทธเจ้าประสูติ ปรากฏว่า คนอินเดียทั้งนักวิชาการ และรัฐบาลพูดตรงกันว่า พระพุทธเจ้าประสูติในประเทศอินเดีย

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้รัฐมนตรีแค้นใจ ต้องการบอกชาวโลกให้รู้ว่าสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าอยู่ในประเทศเนปาล จึงกลับมาระดมความคิดกับคณะรัฐบาล จนได้มติออกมาว่าต้องจัดงานวันวิสาขบูชาโลก ให้ชาวโลกได้รู้ได้เห็นโดยทั่วกัน

ดร.อนิลมานบอกว่า “รัฐบาลเนปาลถือเป็นวาระของชาติ และเชิญนักวิชาการนานาชาติเข้าร่วมพูดคุยเรื่องต่างๆ งานจะจัดแยกเป็น 2 แห่งคือ 1.ที่กรุงกาฐมาณฑุ และ 2.ที่ลุมพินี ตามหมายกำหนดการนั้น วันที่ 19 พฤษภาคม จัดกิจกรรมที่กรุงกาฐมาณฑุ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และวันที่ 20 พฤษภาคมจัดขึ้นที่ลุมพินี มีประธานาธิบดีเป็นประธาน

งานนี้ “อาตมาไปช่วยส่วนที่เป็นด้านวิชาการ มีอยู่ประมาณ 4 หัวข้อ เกี่ยวกับเรื่องลุมพินี อย่างการพัฒนาลุมพินีเป็นพุทธสถานศูนย์กลางสันติภาพโลกและเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าอโศก”

ส่วน ดร.อนิลมานเสนอเรื่องเสาศิลาจารึกพระเจ้าอโศกที่ลุมพินี “อาตมามองว่า จารึกที่เสาพระเจ้าอโศกเป็นเสาเดียวที่มีลักษณะพิเศษคือ บ่งบอกสถานที่ ว่าเป็นสถานที่ประสูติและย้ำไว้ถึงสองครั้งว่าประสูติที่นี่ และบริเวณนั้นมีก้อนหินอยู่ 1 ก้อน ไม่มีใครรู้ว่าเป็นก้อนหินอะไร ตอนนี้นักโบราณคดีหาทางออกไม่ได้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร พอดีอาตมาไปเรียนที่อังกฤษ ไปนั่งรื้อหนังสือในห้องสมุด เจอหนังสือที่ฝรั่งทำไว้ มีเล่มหนึ่งเป็นของผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณของเอเชีย เขาแปลไว้ไม่เหมือนชาวบ้านคือ เขาแปลว่า เมื่อมีคนชี้ให้พระเจ้าอโศกทราบว่าจุดประสูติของพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ให้ตั้งหินไว้เป็นเครื่องหมาย แล้วล้อมไว้ด้วยอิฐ หลังจากนั้นค่อยนำเสาศิลาจารึกมาตั้งภายหลัง”

นอกจากหลักฐานนี้ “อาตมายังไปเจอหลักฐานของจีน พบว่ามีนักเดินทางของจีนบันทึกไว้ว่า ประมาณ ค.ศ.300-400 เดินทางไปเห็นหินอยู่ 7 ก้อน ท่านสันนิษฐานว่า แทนการเดิน 7 ก้าว และประชาชนก็บูชาด้วยดอกไม้และน้ำ”

ดังนั้น “อาตมาเลยเอาสองหลักฐานนี้มายัน เมื่อเสนอเรื่องต่อรัฐบาลเนปาลเขาก็ดีใจ และบอกว่าเราพบแล้ว ทำให้เดี๋ยวนี้ก็มีคนไปกราบไหว้กันอยู่”

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ คำแปลจารึกจากเสาพระเจ้าอโศก ความที่แปลว่า เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติที่ลุมพินี จึงให้ยกเว้นภาษีโดยเก็บแค่ 1 ใน 8 “แต่อาตมาเห็นว่าน่าจะแปลผิด เพราะเท่าที่ดูเสาหินของพระเจ้าอโศก ท่านไม่เคยพูดถึงเรื่องการปกครอง พูดแต่ธรรมะไม่มีเรื่องภาษี พระองค์เคารพพระพุทธเจ้าขนาดนั้น ทำไมจึงเก็บภาษีชาวบ้านอีก มันน่าจะผิด น่าจะเป็น...ให้ปฏิบัติธรรมข้อ...มรรคมีองค์ 8 มากกว่า เผอิญฝรั่งที่แปลไม่เข้าใจก็เลยแปลเป็นเรื่องภาษีไป”

รัฐบาลเนปาลจัดงานครั้งนี้ นอกจากประกาศพุทธสถานให้โลกรู้แล้ว ยังปัดฝุ่นรางวัล “สันติภาพโลก” ขึ้นมาสานต่ออีกด้วย เงินรางวัลมากถึง 50,000 เหรียญ

เท่ากับว่างานวันวิสาขบูชาโลกที่เนปาล มิเพียงมีข้อมูลสถานที่ ประสูติใหม่ หากยังมีรางวัลใหม่และใหญ่ระดับโลกอีกด้วย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้