วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กว่าชาวนาจะปฏิวัติสำเร็จ

พุธวันนี้ ประธานกรรมการและฝ่ายจัดการ สหกรณ์การเกษตรจากจันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ตราด สระแก้ว และระยอง 250 คน จะเข้าหลักสูตรผู้นำสหกรณ์ยุคใหม่ฯ จัดโดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ที่ รร.จอมเทียนการ์เด้น รีสอร์ท จ.ชลบุรี และเชิญ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ พูด 10.00-12.00 น.

มีคนถามผมหลายครั้ง ว่าพลังชาวนารัสเซียมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงจากระบอบพระเจ้าซาร์ไปเป็นระบอบโซเวียตบ้างหรือเปล่า? ผมขอรับใช้เรื่องชาวนารัสเซียสมัยก่อนคอมมิวนิสต์ให้ฟังดีกว่าครับ

ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ทรงประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาการปลดปล่อยทาสติดที่ดินเมื่อ ค.ศ.1861 เพื่อปฏิรูปสังคมและปลดปล่อยทาสติดที่ดินกว่า 23 ล้านคน ให้เป็นอิสระจากการกดขี่ของพวกขุนนางเจ้าที่ดิน แต่เงื่อนไขการปลดปล่อยก็ซับซ้อนเยอะ ให้ทาสติดที่ดินต้องจ่ายเงินชดเชยค่าที่ดินที่ได้รับครอบครัวละ 22.5 ไร่แก่รัฐ นาน 49 ปี

แรกๆ ซาร์ก็ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “ซาร์ผู้ปลดปล่อย” แต่พอชาวนาต้องมาจ่ายเงินจริงๆ ก็รู้ว่านี่เป็นการเอาเปรียบพอๆกับการเป็นทาสติดที่ดิน จึงมีคนคิดจะล้มระบบซาร์ สมัยนั้น ใครอยากปฏิวัติก็ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ เพราะถ้าอยู่ในประเทศแล้วถูกจับได้โทษมีอย่างเดียวคือประหารชีวิต สื่อปฏิวัติสมัยนั้นไม่มีเฟซบุ๊ก นักปฏิวัติจึงต้องใช้วารสารและหนังสือเป็นเครื่องมือปลุกระดมและจัดตั้งแนวความคิดทางการเมือง

อเล็กซานเดอร์ ลีวาโนวิช เฮอร์เซน คิดปฏิวัติพระเจ้าซาร์ก็ลี้ภัยอยู่นอกประเทศเหมือนกัน และใช้เครื่องมือเป็นนิตยสารรายปักษ์ทำการปลุกระดมโดยคิดขบวนการ “ไปหาประชาชน” ให้พวกปัญญาชนสละความสุขสบายไปทำงานใช้ชีวิตร่วมกับชาวนา รวมทั้งช่วยเตรียมชาวนาให้พร้อมในการก่อการปฏิวัติโค่นอำนาจซาร์

นี่แหละครับ คือการก่อตัวของแนวความคิดสังคมนิยมแรกเริ่มของรัสเซียที่เราเรียกกันในเวลาต่อมาว่า “ขบวนการนารอดนิค” หรือ “รัสเซียปอปปูลิสต์” หนังสือของพวกขบวนการนี้น่าอ่านมากครับ ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาที่ว่าด้วยการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นอุดมการณ์สังคมนิยมและสละชีวิตในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมแห่งความเสมอภาค

ปัญญาชนที่ได้อ่านหนังสือพวกนี้ ก็ทยอยออกไปอยู่ต่างประเทศกันเยอะ ไปตั้งกลุ่มต่อต้านพระเจ้าซาร์ เขียนหนังสือเป็นเล่ม ผลิตบทความลงวารสาร แม้แต่นายทหารหลายคน เมื่ออ่านหนังสือพวกนี้แล้ว ก็อินขนาดหนีไปอยู่นอกประเทศและเสนอความคิดในการปฏิวัติ อย่างนายทหารที่ชื่อว่า ปีเตอร์ ลัฟรอฟ ก็ทำแบบเดียวกัน แกผลิตบทความชุดจดหมายแห่งประวัติศาสตร์ว่าด้วยปัญญาชนที่รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม หน้าที่ของปัญญาชนคืออุทิศตนเพื่อติดอาวุธทางความคิดสังคมนิยมให้แก่ชาวนา ลัฟรอฟเชื่อว่าเมื่อชาวนาเข้าใจความหมายของการปฏิวัติ ไฟปฏิวัติก็จะลุกลามขึ้นทั่วประเทศ และหลังจากการปฏิวัติ รัสเซียก็จะเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองครั้งใหญ่

ค.ศ.1873-1874 เกิดทุพภิกขภัยแถวลุ่มแม่น้ำดอนและแม่น้ำวอลกา ผู้คนอดอยากไม่มีอะไรจะกิน ความจนทำให้นโยบาย “ไปหาประชาชน” เป็นปฏิบัติการที่ปัญญาชนลงมือทำจริงๆ พอถึง ค.ศ.1879 ก็เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมที่เรียกว่า “ฤดูร้อนที่บ้าคลั่ง” มีปัญญาชนกว่า 3,000 คน ไปอยู่ใน 37 จังหวัด ชาวนาจึงเริ่มตื่นและเริ่มต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของตนเอง

ชาวนาบางส่วนที่ยังมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าซาร์ได้รายงานความเคลื่อนไหวของปัญญาชน พวกนี้จึงโดนกวาดล้าง และทำให้ปัญญาชนกว่าครึ่งถูกจับและขบวนการ “ไปหาประชาชน” ล้มเหลว แต่ปัญญาชนสมัยนั้นก็ไม่ยอมแพ้ หันไปปลุกระดมความคิดทางการเมืองให้กรรมกรแทนและตั้งองค์กรปฏิวัติที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่ชื่อว่า กลุ่มที่ดินและเสรีภาพ

นายทหารที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวนาจำนวนไม่น้อยก็เอาด้วย ลูกสาวนายทหารคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกกลุ่มที่ดินและเสรีภาพยิงนายพลผู้บัญชาการตำรวจบาดเจ็บสาหัส เมื่อถูกจับได้ เธอให้การในศาลว่า มูลเหตุของการยิงก็เพราะความรู้สึกด้านคุณธรรมของเธอถูกทำร้าย ในช่วงตัดสินคดีความเกิดจลาจล เพราะคนที่ประทับใจในคำให้การของเธอออกมาประท้วงวุ่นวายไปหมด

ตั้งแต่นั้นมา กลุ่มที่ดินและเสรีภาพก็หันมาใช้ความรุนแรงฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยอ้างว่าเป็นความชอบธรรม เพราะเป็นวิธีการเดียวที่จะปกป้องตนเองจากอำนาจรัฐ

ท้ายที่สุดคนในกลุ่มนี้ปลงพระชนม์พระเจ้าซาร์ได้ รัฐบาลจึงปราบอย่างรุนแรง หลายคนจึงหนีออกนอกประเทศและไปศึกษาแนวความคิดของลัทธิมากซ์แทน

ลัทธิมากซ์ทำให้การปฏิวัติรัสเซียสำเร็จใน ค.ศ.1917.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th
www.nitipoom.media
www.facebook.com/nitipoom.thailand

17 พ.ค. 2559 08:23 17 พ.ค. 2559 08:23 ไทยรัฐ