วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แจงไม่เพิ่มข้อหา 6โจ๋ฆ่า‘ชายพิการ’

ทนายและญาติชายขาพิการถูกวัยโจ๋รุมฆ่าอำมหิตบุกร้องถึง“บิ๊กแป๊ะ” ขอให้ ตร.โชคชัย แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต่อผู้ต้องหา หลังมีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดผู้ต้องหาโทร.เรียกพวกและจัดเตรียมอาวุธ ด้าน “ศานิตย์” โต้ทนายการแจ้งข้อหาต้องดูข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์ผู้ต้องหาให้การว่าให้มาช่วยกันไม่ได้ให้มาฆ่า ขณะนี้พยานหลักฐานยังไปไม่ถึง

จากเหตุสะเทือนใจกรณีวัยรุ่น 6 คน ส่วนใหญ่เป็นลูกตำรวจเมาโหดใช้มีดรุมฟันนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ อายุ 36 ปี ขาพิการเสียชีวิต หน้าร้านขายขนมปังภายในซอยโชคชัย 4 แยก 69 และถูกจับกุมแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าคนตายโดยเจตนา และบุกรุก ต่อมาตำรวจจับกุมแฟนสาวของ 1 ในผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุเพิ่ม ขณะที่ทนายความและญาติผู้เสียชีวิตนำหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุมอบให้พนักงานสอบสวน สน.โชคชัย เพิ่มเติม และเรียกร้องให้ตำรวจดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายในข้อหาร่วมกันฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 พ.ค. นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ และครอบครัวของนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ ชายพิการที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตในพื้นที่ สน.โชคชัย ได้เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เพื่อขอให้พนักงานสอบสวน สน.โชคชัย พิจารณาแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับผู้ต้องหาทั้งหมด โดยมี พล.ต.ต.ศักดา วงศ์ศิริยานนท์ รองผบช.

สำนักงานกฎหมายและคดี เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือนายอนันต์ชัย กล่าวว่า พยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด พบว่า 2 ใน 7 ผู้ต้องหา มีการโทรศัพท์เรียกพวกมา และมีการจัดเตรียมอาวุธมาทำร้ายผู้ตาย จึงถือว่ามีการเตรียมการและคิดไว้ก่อนแล้ว เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 อนุ 4 คือฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เหตุที่ต้องเข้ามาร้องเรียน เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อหาดังกล่าว และอยากให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่ามีความผิดตามมาตราดังกล่าวหรือไม่ ไม่ใช่ดุลพินิจของพนักงานสอบสวน จึงมาร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้มีการแจ้งข้อหานี้ และให้ข้อหานี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ที่ผ่านมาทางญาติผู้เสียชีวิตไม่ได้ติดใจการทำงานของพนักงานสอบสวนของ สน.โชคชัย อีกทั้งการมาร้องขอความเป็นธรรมครั้งนี้ ไม่ใช่การทำตามกระแสสังคม แต่ต้องการให้คดีเกิดความเป็นธรรม ส่วนกระแสการขอโอนย้ายสำนวนคดีไปกองปราบปรามนั้น ยืนยันว่าไม่มีความคิดดังกล่าว เพราะจะทำให้ขบวนการทางคดีล่าช้า

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เวลา 14.00 น. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พ.ต.อ.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผกก.สน.โชคชัย พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน สน.โชคชัย ร่วมกันแถลงข่าวกรณีทนายความยื่นหนังสือร้องเรียนคดีลูกตำรวจฆ่าชายพิการและไม่แจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนว่า ข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายต้องไปด้วยกัน ยืนยันว่าใครจะมาบิดเบือนข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ได้ ที่จริงถ้าไม่ใช่ลูกตำรวจคงไม่โดนจับง่ายๆ เพราะเป็นลูกตำรวจจึงถูกจับหมด ตำรวจสั่งให้หยุดมันก็หยุด ตำรวจ 2 นาย จับได้ 4 คน อีก 1 คน พาคนเจ็บ 1 คนไปส่งโรงพยาบาล พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าคนตายโดยเจตนา และดำเนินคดีผู้หญิงอีก 1 คน ซึ่งเป็นภรรยาของผู้ต้องหาที่พูดทำนองว่า “เอาเลยๆ” ถือเป็นตัวการร่วม ทนายความบอกว่าน่าจะผิดฐานสนับสนุน มีโทษ 2 ใน 3 แต่ตนบอกว่าสนับสนุนไม่ได้ เพราะอยู่ในที่เกิดเหตุหรือพร้อมที่จะร่วมทำความผิด ถือว่าเป็นตัวการร่วม จึงแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่า นอกจากนี้ดำเนินคดี ข้อหาบุกรุกเคหสถาน โดยร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ข้อหาทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ ข้อหาพกพาอาวุธมีด รวมทั้งดำเนินคดีเรื่องการโพสต์ข้อความข่มขู่

พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวถึงกรณีไม่ได้แจ้งข้อหาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ถ้าข้อเท็จจริงมันไปถึงดำเนินคดีแน่นอน ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และข้อหาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีโทษสูงสุดประหารชีวิตเหมือนกัน แต่ข้อเท็จจริงมันแตกต่างกันคือ ต้องมีการวางแผนเตรียมการมาก่อน เช่น เพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่ากำลังมีเหตุใช้มีดทำร้ายกันให้มาช่วยหน่อย ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการเตรียมการมาเพื่อฆ่าผู้อื่นหรือยัง เพราะฉะนั้น ถ้าแจ้งข้อกล่าวหาเกินความเป็นจริงตามพฤติการณ์แห่งคดี จะเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาโดยปราศจากการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสม หากมีพยานหลักฐานชัดเจน ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาทันที แต่ขณะนี้พยานหลักฐานยังไปไม่ถึง ฝ่ายผู้ต้องหาให้การว่า ให้มาช่วยกัน ไม่ได้ให้มาฆ่า

รรท.ผบช.น.กล่าวต่อว่า ถ้าแจ้งข้อหาเกินความเป็นจริงตามพฤติการณ์แห่งคดี นอกจากถูกสังคมตราหน้าว่าตำรวจทำงานโดยอาศัยกระแสสังคมหรือความรู้สึก และไม่มีหลักฐานชัดเจน ทำให้ส่งผลเสียหายต่อผู้ถูกกล่าวหา การแจ้งข้อหาต้องมีหลักฐานพอสมควรว่า ผู้ต้องหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ไม่ใช่แจ้งข้อหาไปเรื่อยเปื่อยโดยปราศจากหลักฐานที่ชัดเจน พนักงานสอบอาจจะเข้าความผิดตามมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษจำคุก 1-10 ปี หรือความผิดมาตรา 200 แกล้งผู้อื่นให้รับโทษหนักขึ้น มีโทษจำคุก 1-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งกำชับให้ทำคดีให้รอบคอบและรวดเร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทนายความตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะแจ้งข้อหาไปก่อนแล้วให้ศาลตัดสิน พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า งานสอบสวนจะกลายเป็นวิชาชีพที่ตกต่ำ เพราะแจ้งข้อหาตามความรู้สึก ตามกระแส หรือการคาดเดา ตั้งข้อหาไว้ก่อนแล้วสั่งไม่ฟ้อง ทำให้ขบวนการยุติธรรมนั้นไม่เป็นธรรม ขณะนี้เรากำลังพยายามหาหลักฐานอื่นๆ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ การเตรียมมีดมานั้น 1.เพื่อป้องกันตนเอง 2.เพื่อทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และ 3.เตรียมมาเพื่อฆ่า แต่กรณีข้อที่ 3 ต้องพยานหลักฐานที่แน่หนาชัดเจน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องให้ความเป็นธรรม ฝ่ายผู้ตายใช้มีดฟันคู่กรณีมีความผิดหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงมีอยู่แล้ว ตนจะไม่พูดให้เป็นที่สะเทือนอกสะเทือนใจคนอื่น ส่วนจะเป็นการป้องกันโดยชอบหรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงให้ชัดเจน แต่ผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฆ่าเป็นหลัก

ทนายและญาติชายขาพิการถูกวัยโจ๋รุมฆ่าอำมหิตบุกร้องถึง“บิ๊กแป๊ะ” ขอให้ ตร.โชคชัย แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต่อผู้ต้องหา หลังมีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดผู้ต้องหาโทร.เรียกพวกและจัดเตรียมอาวุธ... 17 พ.ค. 2559 08:06 17 พ.ค. 2559 08:06 ไทยรัฐ