วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชงแก้กฎหมายสลากฯ เน้นใหม่ทำเพื่อสังคม

พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2517 เป็นต้นมา

วันที่ 1 พ.ค.2558 คสช.ได้ออกคำสั่งที่ 11/2558 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการขายสลากฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และปฏิบัติตามกฎหมาย เงื่อนไขในสัญญาขายสลากกินแบ่งฯอย่างเคร่งครัด จึงทำให้อาจต้องมีการแก้ไขกฎหมายสลากกินแบ่งรัฐบาลกันใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้ เป็นที่คาดว่า เมื่อ คสช.สิ้นสุดลง อาจมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับใหม่

ภายใต้เหตุผล การออกสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง เพราะรายได้จากการจำหน่ายสลากฯส่วนใหญ่มาจากรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนผู้มีรายได้น้อย อย่างที่ชอบพูดกันว่า “คนจน เล่นหวย คนรวย เล่นหุ้น” คำว่า หวย ในที่นี้ หมายถึง ทั้งหวยรัฐ หรือสลากกินแบ่งฯ และหวยใต้ดิน

นอกจากนี้ หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า สลากกินแบ่งรัฐบาล ถือเป็นการพนันประเภทหนึ่ง เพียงแต่เป็นการเล่นพนันถูกกฎหมาย จึงมิควรส่งเสริมให้ประชาชนเล่นพนัน โดยมุ่งเน้นใช้กิจการสลากฯ เป็นเครื่องมือในการหารายได้เข้ารัฐ

ในทางกลับกัน เริ่มมองกันว่า กิจการสลากฯ ควรถูกใช้ให้เกิดคุณประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าประโยชน์ด้านอื่น โดยเฉพาะการจัดสรรรายได้จากการขายสลากฯบางส่วน ควรนำไปส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาชนและสังคม

เพื่อให้เป็นต้นแบบการพนันถูกกฎหมาย ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

ในอดีตการจัดสรรเงินรายได้บางส่วนจากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ 60% ของรายได้ ถูกกันไว้เป็นเงินรางวัล อีก 28% กันไว้เป็นรายได้เข้าแผ่นดิน และอีก 12% สุดท้าย กันไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ

ขณะที่ปัจจุบัน เปลี่ยนสูตรใหม่เป็น 60% ยังคงเป็นเงินรางวัลเท่าเดิม แต่ตัดลดรายได้เข้าแผ่นดินเหลือเพียง 20% และไปเพิ่มในส่วนของค่าบริหารจัดการจากเดิม 12% เป็น 17% แทน โดยขยักอีก 3% ของรายได้เอาไว้เป็น “เงินกองทุน” ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเงินก้อนนี้ อาจนำไปใช้ส่งเสริมการศึกษาและวิจัยปัญหาเกี่ยวกับการพนัน สาเหตุและผลกระทบจากการพนัน สร้างการรู้เท่าทัน เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนติดการพนัน รวมทั้งมีไว้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการพนัน เป็นต้น

แต่กระนั้น กฎหมายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ ถูกมองว่ายังมีช่องโหว่ หรือยังไม่สมบูรณ์พอ หลายฝ่ายมองกันว่าควรมีการล้างไพ่แบ่งสัดส่วนการจัดสรรเงินรายได้จากการขายสลากฯใหม่

นอกเหนือจากเงินรางวัล รายได้เข้าแผ่นดิน ค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน และเงินกองทุน ยังมีข้อเสนอแนะจากบางฝ่ายว่า ตามร่างกฎหมายสลากฯฉบับใหม่ น่าจะมีส่วนที่เป็น สวัสดิการเพื่อดูแลผู้ค้าสลากฯรายย่อย หรือ เงินให้กู้ยืมแก่ผู้ค้าสลากฯรายย่อย ด้วย

รวมทั้งควรให้การกำกับ ควบคุม และบริหารกิจการสลากฯ มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล โดยแยกอำนาจในการ บริหารออกจากการกำกับ ควบคุม และตรวจสอบ โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ดังเช่นที่มักถูกครหามาโดยตลอด

ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า กฎหมายสลากกินแบ่งรัฐบาล เกิดขึ้นเมื่อปี 2517 กำหนดให้สำนักงานสลากกินแบ่งฯ มีผลิตภัณฑ์หรือจำกัดสินค้าเอาไว้แค่เพียงอย่างเดียว คือ สลากฯ หรือลอตเตอรี่

เขามองว่า ในอนาคตถ้ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค (คนซื้อสลากฯ) การมีสินค้าเพียงอย่างเดียว อาจทำให้กิจการนี้อยู่ไม่ได้ ดังนั้น จึงอาจต้องหาทางเพิ่มสินค้าบางอย่างที่สังคมยอมรับได้ เพิ่มเข้าไปนอกเหนือจากการขายสลากฯเพียงอย่างเดียว

ประการถัดมา ดร.สังศิตเห็นว่า รายได้จากการขายสลากฯ และเงินกองทุนฯ มีอยู่จำนวนมหาศาล ดังนั้น ผู้ที่จะเข้าไปเป็นคณะกรรมการ หรือบอร์ดในสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ไม่ควรจะมีผลประโยชน์แอบแฝงและทับซ้อน เช่น ไม่ควรแต่งตั้งผู้ที่มีโควตาสลากฯ เข้าไปดูแลโควตาของตัวเอง เป็นต้น

ประการถัดมา การบริจาคเงินต่างๆของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้แก่โครงการใดๆ นอกจากต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างไร ยังควรเปิดโอกาสให้สังคม สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ด้วย

เช่นเดียวกับกรณี “กองทุนสลากฯ” จะจัดสรรรายได้แบ่งออกมากี่เปอร์เซ็นต์ หรือจะนำรายได้ส่วนนี้ไปใช้ทำอะไรบ้าง ก็ควรระบุเอาไว้ให้ชัดเจน

“แม้ว่าขณะนี้ ยี่ปั๊วรายใหญ่ที่เคยผูกขาด และได้รับผลประโยชน์จากการขายสลากฯ ได้สูญเสียอำนาจจากการควบคุมตลาดไปแล้ว ตั้งแต่มีการกระจาย หรือเปิดโอกาสให้แก่ผู้ค้ารายย่อย และผู้ค้ารายจิ๋ว มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ แต่กระนั้นถ้ายังไม่มีการแก้กฎหมาย วังวนของปัญหาก็อาจกลับมาอีกครั้ง”

ขณะที่ ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า

แม้สลากกินแบ่งรัฐบาลจะมีในหลายประเทศทั่วโลก แต่สินค้าประเภทนี้ ถือว่าเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวทางสังคม เป็นการพนันอย่างอ่อนชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ผู้เล่นต้องมาเสี่ยงเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

ดังนั้น สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงควรต้องนำเงินรายได้จากการขายสลากฯไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กลับคืนสู่สังคม มากกว่านำไปทำอย่างอื่น หรือมิใช่มุ่งเน้นแต่จะหารายได้ให้รัฐบาล มากกว่าเน้นเพื่อทำประโยชน์แก่สังคม

“อย่าลืมว่า ผู้เล่นสลากกินแบ่งฯส่วนใหญ่ มีฐานะยากจน โดยมากเป็นคนระดับกลางถึงระดับล่าง ผู้ที่มีฐานะดี มักไม่ค่อยซื้อสลากฯ หรือกลุ่มคนระดับล่างสุด ก็จะหันไปซื้อหวยใต้ดิน ซึ่งลงทุนต่ำกว่าแทน ดังนั้น ควรหาทางทำอย่างไร ให้เงินจากคนจน กลับคืนไปสู่คนจนอีกครั้ง”

นอกจากนี้ ดร.นวลน้อยยังเห็นว่า ควรนำผู้ที่ไม่อาจหางานอย่างอื่นทำได้เหมือนคนทั่วไป มาเป็นผู้ขายสลากฯ เพื่อให้เกิดการจ้างงานแก่คนกลุ่มนี้ เช่น ควรกันอาชีพนี้ไว้ให้แก่ผู้สูงวัยที่ต้องเลี้ยงดูตัวเอง หรือผู้พิการ เป็นต้น หรือพูดง่ายๆ ไม่ควรให้ผู้ที่ยังทำงานอื่นได้ มาเป็นผู้ค้าสลากฯนั่นเอง

ดร.นวลน้อยบอกว่า ยังมีข้อกังขาอีกมากมายเกี่ยวกับสลากกินแบ่งรัฐบาลในบ้านเรา

ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่คนส่วนใหญ่มักมีความเชื่อฝังใจเกี่ยวกับเรื่อง “เลขล็อก” โดยเฉพาะเชื่อกันว่า เลขล็อกผลการออกรางวัลสลากฯ เลขท้าย 2 และ 3 ตัวนั้น สามารถทำได้ (เพราะบ่อยครั้งที่บังเอิญการออกรางวัลเลขท้าย 2 หรือ 3 ตัว มักไปตรงกับวันเกิด อายุ หรือเลขทะเบียนรถยนต์ของบุคคลสำคัญ เป็นต้น)

“หรืออย่างกรณี สลากฯเลขชุด การที่ยังสามารถนำสลากกินแบ่งรัฐบาลมารวมเลขขายเป็นชุดได้ เท่ากับว่า ยังมีการฮั้วหรือซื้อโควตากันได้อยู่ ใช่หรือไม่ ฉะนั้น จึงมีความพยายามที่จะปฏิรูป พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลกันใหม่ เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรม และทำเพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง” ดร.นวลน้อยสรุปทิ้งท้าย.

16 พ.ค. 2559 09:56 16 พ.ค. 2559 09:56 ไทยรัฐ