วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คู่มือสร้างรายได้ และคุณภาพชีวิต "ฐาปน สิริวัฒนภักดี" กับบทบาทตอบแทนสังคม

ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างทางสามแพร่งที่เจ้าของประเทศ คือ คนไทยด้วยกันเอง ไม่รู้ว่าจะกำหนดอนาคตประเทศให้เดินไปในทิศทางใด ระหว่างเอาความมั่นคงของชาตินำหน้า ผลักการเมืองถอยหลังออกไป หรือดันเศรษฐกิจปากท้องกลับขึ้นมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศ

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจยังคงดำดิ่งจากที่คาดว่าน่าจะเติบโตในระดับ 3% ของจีดีพี เอาเข้าจริงอาจเหลือเพียง 2% กว่าๆเท่านั้น เพราะผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเกษตรกร และคนรากหญ้าได้รับผลกระทบหนักจากรายได้ที่ขาดหายไป เนื่องจากขายสินค้าไม่ได้ และราคาพืชผลตกต่ำลงอย่างหนัก โดยที่รัฐบาล และทีมเศรษฐกิจหมดลูกเล่นที่จะนำมาใช้เพื่อช่วย เหลือประชาชนโดยรวม

ยิ่งผู้มีอำนาจในรัฐบาลหลายคนยังคงติดกับดักที่ตัวเองสร้างขึ้นว่า ไม่สามารถช่วย เหลือประชาชนในรูปแบบเดียวกันกับที่ประชาชนต้องการ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับ “ประชานิยม” ได้ ซ้ำยังไม่มีเงินงบประมาณมากพอจะนำไปใช้ในการเยียวยา หรือพยุงราคาสินค้า และรายได้ของประชาชนที่หดหายไปได้

จึงคงเหลือแต่ภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้นที่ยังคงมีความสามารถพอจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปข้างหน้าได้ ด้วยเหตุผลที่ทุกบริษัทต่างก็ต้องเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเจอะเจอกันให้ได้นั่นเอง

แนวคิดแห่ง “ประชารัฐ” ซึ่งถูกประดิษฐ์ถ้อยคำใหม่ขึ้นใช้แทนคำว่า “ประชานิยม” จึงถูกจุดประกายขึ้นเพื่อนำมาเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบ (คสช.) เรียกแนวคิดนี้ว่า การสานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากภายใต้ชุดความคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ผู้เรียกตัวเองว่าราษฎรอาวุโส

ผสมผสานกับสิ่งที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ในฐานะผู้ก่อตั้งมูลนิธิสัมมาชีพเมื่อสิบกว่าปีก่อนอย่างเงียบๆ เพื่อเชื่อมโยงภาคเครือข่ายชุมชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจเข้าไปร่วมกันทำงาน

ในปลายเดือน ก.ย.2558 นายกรัฐมนตรีจึงประกาศขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยเชิงกลยุทธ์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า คณะกรรมการภาครัฐ และเอกชนเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีหัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชนรายใหญ่ๆ ทำงานประกบคู่กับรัฐมนตรีในทุกคณะรวม 24 คน 12 คณะ

คณะทำงานทั้ง 12 ชุดนี้ มีใคร และทำอะไรกันบ้าง?!

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในเอกชนไทยรายใหญ่ของประเทศที่ถูกรัฐบาลขอให้เข้าไปช่วยทำงาน และออกเงินลงขันด้วยในคณะทำงานชุดที่ 5 ที่เรียกว่า คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน และผู้ที่คิดสูตรสำเร็จของการทำงานออกมาได้ก่อนเพื่อน

จะมาเป็นผู้แจกแจงเรื่องยากๆทั้งหมดนี้ให้ทีมเศรษฐกิจ และ เราๆท่านๆฟังกันง่ายๆ จะได้สามารถนำไปปฏิบัติกันให้เป็นเรื่องเป็นราว และประสบผลสำเร็จได้ในชาตินี้ โดยไม่ต้องรอชาติหน้า

คณะทำงานร่วมรัฐ-เอกชน-ประชารัฐแผนใหม่

คณะกรรมการชื่อยาวทั้ง 12 ชุดนี้ น่าจะมาแทนที่ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ประกอบด้วย 1.คณะทำงานด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ หัวหน้าทีมภาครัฐ คือ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนภาคเอกชนมี นายกานต์ ตระกูลฮุน อดีต CEO บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย เป็นหัวหน้าทีม

2.คณะทำงานด้านการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หัวหน้าทีมภาครัฐ คือ รมว.คลัง มี นายชาติศิริ โสภณพนิช CEO บมจ.ธนาคารกรุงเทพ เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน

3.คณะทำงานด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจเริ่มต้น (SMEs&Start-up) หัวหน้าทีมภาครัฐ คือ รมช.พาณิชย์ หัวหน้าทีมภาคเอกชน คือ สุพันธุ์ มงคลสุธี อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

4.คณะทำงานด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.ศึกษาธิการ หัวหน้าทีมภาคเอกชน นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส CEO บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย

5.คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ หัวหน้าทีมภาครัฐ คือ รมว.มหาดไทย หัวหน้าทีมภาคเอกชน นายฐาปน สิริวัฒนภักดี CEO บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ

6.คณะทำงานด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและ MICE หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มี นายกลินท์ สารสิน ประธานบอร์ดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน

7.คณะทำงานด้านการส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.พาณิชย์ ส่วนหัวหน้าทีมภาคเอกชนคือ นายสนั่น อังอุบลกุล CEO บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์

8.คณะทำงานด้านพัฒนาคลัสเตอร์ ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หัวหน้าทีมภาครัฐ คือ รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าทีมภาคเอกชน นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานบอร์ด บมจ.พีทีทีโกลบอล เคมิคอล (PTTGC)

9.คณะทำงานด้านการปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐ หัวหน้าทีมภาครัฐคือ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ หัวหน้าทีมภาคเอกชน คือ นายกานต์ ตระกูลฮุน อดีต CEO บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย

10.คณะทำงานด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ หัวหน้าทีมภาครัฐ คือ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าทีมภาคเอกชน คือ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ CEO บจก. น้ำตาลมิตรผล

11.คณะทำงานด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ หัวหน้าทีมภาครัฐ คือ รมว.ศึกษาธิการ หัวหน้าทีมภาคเอกชน คือ นายศุภชัย เจียรวนนท์ CEO เครือ บมจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บมจ.ทรูมูฟ-ทรูวิชั่น

12.คณะทำงานด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ หัวหน้าทีมภาครัฐ คือ รมว.คลัง ส่วนหัวหน้าทีมภาคเอกชน คือ นายทศ จิราธิวัฒน์ CEO ของธุรกิจทั้งหมดในเครือเซ็นทรัล

คณะทำงานเหล่านี้จะดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งหมายความรวมถึงท้องถิ่นทั้ง 77 จังหวัดในลักษณะของความเป็นหุ้นส่วนกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน (ประชารัฐ) ที่เน้นการขับเคลื่อนผ่านกิจกรรม ที่เป็น Action Agenda ครอบคลุม 4 เสาหลัก

ประกอบไปด้วย 1.ธรรมาภิบาล 2.นวัตกรรม และผลิตภาพ 3.การพัฒนาทุนมนุษย์ และ 4.การมีส่วนร่วมในความมั่งคั่ง

สูตรสำเร็จของคณะทำงานชุดที่ 5

ในฐานะหัวหน้าทีมที่จัดทำ “คู่มือประชารัฐรักสามัคคี” สำเร็จเป็นคณะแรก นายฐาปนให้ทีมเศรษฐกิจดูคู่มือของเขาว่า เขามีวิธีการจัดการกับการพัฒนาคนในระดับรากหญ้าที่จะกลายเป็นรากแก้วในอนาคต และกลุ่มประชาชนที่จะกลายเป็นประชารัฐได้อย่างไร

“คุณรู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้วพวกเราทุกคนสามารถสร้างอนาคตให้กับประเทศไทยได้ด้วยการระดมพลังสมอง และพลังใจที่จะทำให้เราก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของประชารัฐ”

คู่มือของประชารัฐรักสามัคคี มุ่งหวังให้ผู้เข้ามาทำงานด้วยกันร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่น และผู้คนให้สามารถลงมือปฏิบัติตามคู่มือนี้ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ เพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การกินดีอยู่ดีของประชาชน เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนมีความสุข และมีรายได้เพิ่มขึ้น

“คำว่าประชารัฐของท่านนายกฯก็คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา และคิดหาทางสร้างอนาคตให้กับประเทศผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งมั่นลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเป็นหลัก”

ความคาดหวังข้างต้นนี้ ถูกรวบเข้ามาเป็น 1 เป้าหมาย คือ การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชน และประชาชนมีความสุข โดยการแบ่งกลุ่มงานที่จะต้องทำออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เกษตรแปรรูป (SMEs/OTOP) และท่องเที่ยวโดยชุมชน

ใน 1 เป้าหมาย 3 กลุ่มงานนี้ จะดำเนินการภายใต้กระบวนการ 5 ประการคือ การเข้าถึงปัจจัยการผลิต, การเข้าถึงองค์ความรู้, การตลาด, การสื่อสาร–สร้างการรับรู้ เพื่อความยั่งยืน และการบริหารจัดการ

ทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์ที่ครอบคลุมการดำเนินงานตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง จนถึงปลายทางครบวงจรแบบเดียวกันกับภาคอุตสาหกรรมที่ทำกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำนั่นเอง

ถามว่ากลยุทธ์และแผนการดำเนินงานเหล่านี้ จะปฏิบัติการโดยใคร หรือมีใครเป็นเจ้าภาพคำตอบคือ เราจะจัดตั้ง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด (SE : Social Enterprise Holding/คณะขับเคลื่อน) ขึ้นในพื้นที่เป้าหมาย 18 กลุ่มจังหวัด ก่อนจะขยับลงสู่ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (จังหวัด) จำกัด 76 จังหวัด (SE ประจำจังหวัด)

บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด

จังหวัดที่จะดำเนินการในระยะที่ 1 ก็คือ ภูเก็ต เพชรบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ และ บุรีรัมย์ โดยแต่ละจังหวัดจะจัดตั้งบริษัทขึ้นเป็นของจังหวัดนั้นๆเอง เช่น บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต จำกัด โดยคณะกรรมการบริหาร จะประกอบไปด้วย รัฐ เอกชน วิชาการ ประชาสังคม และประชาชน ซึ่งมีสิทธิโหวตได้ภาคละ 20%

ขณะที่คนที่จะต้องลงเงินก็คือ ภาคเอกชน นายฐาปนกล่าวว่า เขายินดีลงเงินด้วยภายใต้ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท ซึ่งเขาคิดว่าเอกชนในจังหวัด เช่น หอการค้าจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด หรือคนในพื้นที่สามารถร่วมกันลงขันเพื่อค้นหาจุดเด่นของสินค้า รูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาสร้างตราสัญลักษณ์หรือยี่ห้อสินค้า พร้อมสร้างมาตรฐานการรับรอง และจดสิทธิบัตรทางปัญญา ควบคู่ไปกับการมองหาตลาด และช่องทางการจัดจำหน่ายได้

“อย่างที่เราเปิดภูเก็ตก่อนก็เพราะเขามีความพร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถหาพื้นที่เพื่อเปิดร้านค้า หรือสถานที่วางสินค้าในโรงแรม ร้านอาหารต่างๆได้ ที่สำคัญ ภูเก็ตไม่ได้มีแต่สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมากเท่านั้น แต่ยังมี “กุ้งล็อบสเตอร์ภูเก็ต” ที่อร่อยไม่แพ้ของต่างชาติ มีชุมชนสับปะรดภูเก็ต ชุมชนนมแพะ ชุมชนผักปลอดสารพิษ และชุมชนผ้าบาติกที่เลื่องชื่อด้วย”

มีคำถามมากมายว่า นี่คือ “ประชารัฐฉบับนายทุน” หรือไม่ ผมอยากจะตอบว่า ผมหรือใครที่ลงเงินไป จะไม่มีการนำรายได้จากการขายสินค้ามาปันผล เงินจะถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพการผลิต รวมถึงทักษะและงานดีไซน์ใหม่ๆที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ส่วนจะแบ่งรายได้ที่เข้าไปยังบริษัทหรือชุมชนอย่างไร ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างบริษัทกับชุมชนจะกำหนดกันเอง

“อาจแบ่งเข้าบริษัท 5-10% แต่ไม่ควรเกิน 20% ที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นของชุมชน ซึ่งผู้ถือหุ้นทั้งหลายมีสิทธิโหวตเสียงได้เท่ากันโดยวงเงินเบื้องต้นที่ต้องใช้จ่ายเพื่อเช่าสถานที่จ่ายเงินเดือน ทำกิจกรรมเพื่อสร้างความยั่งยืน และรายได้ให้กับชุมชนอาจอยู่ที่ 1-5 ล้านบาท”

ทั้งหมดนี้ แค่เริ่มที่พวกเราทุกคนลงมือทำภายใต้การขับเคลื่อนของเอกชน ที่มีรัฐบาลสนับสนุนในทุกกระบวนการเท่านั้น

ถามว่ายากไหมที่จะทำ จริงๆไม่ยาก ถ้าอยากอยู่ดีกินดี ท้องถิ่นได้รับการพัฒนา ลูกหลานได้เรียนหนังสือดีๆ และไม่ต้องออกไปแสวงหาโอกาส หรือความร่ำรวยนอกพื้นที่...ก็ต้องขยันหมั่นเพียรเป็นสำคัญ เพราะความอยู่ดีกินดีไม่เคยมีทางลัด

รัฐบาลและภาคเอกชนใส่พานมาให้ขนาดนี้แล้ว ท้องถิ่นไม่รับก็ยากที่จะพัฒนาจังหวัด ประเทศ และคนไทยโดยรวมให้ก้าวไกลไปข้างหน้าได้!!

ทีมเศรษฐกิจ

15 พ.ค. 2559 11:16 15 พ.ค. 2559 11:19 ไทยรัฐ