วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"อำนาจ" ยิ่งรวบ ยิ่งสาละวันต่ำเตี้ย

หลายฝ่ายได้แสดงเจตนารมณ์ที่อยากเห็นการ “ปฏิรูปประเทศไทย”... จึงควรที่จะต้องสนับสนุน “ชุมชนท้องถิ่น” เพราะหัวใจของการปฏิรูปคือการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นปกครองตนเอง

ฉะนั้นรัฐบาลก็ดี รัฐสภาก็ดี กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ควรเข้าใจและเห็นคุณค่าของความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น

ยิ่งไปกว่านั้น...ควรให้การสนับสนุนทั้งด้านกำลังใจ ความรู้ เทคโนโลยี รวมทั้งการจัดการ ทุน นโยบาย รวมถึงการแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ ให้ท้องถิ่นสามารถทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น

“หัวใจ” ของการ “ปฏิรูป” ประเทศไทย เท่ากับคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นปกครองตนเอง ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ย้ำว่า ในกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยที่พูดๆกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง กปปส. สปช. สปท. หรือ คสช. มัวงาดเงื้อกันในเรื่องต่างๆจนพร่าและช้า ไม่พุ่งเป้าที่หัวใจของการปฏิรูป จึงไม่มีผลเป็นเนื้อเป็นหนังที่จับต้องได้

มีคำคำหนึ่งคือ “เอกะมัคโค” หรือ “เส้นทางอันเป็นเอก” อันพระบรมศาสดาทรงเรียก การเจริญสติปัฏฐาน ...“ทางอันเป็นเอกแห่งการปฏิรูปประเทศไทย” คือ การคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นปกครองตนเอง เพราะจะขจัดทุกข์ โทมนัส อุปายาสของสังคมไทยทั้งหลายทั้งปวงเกือบหมดสิ้นทุกประการ

ผลเสียของ “การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง” ศ.นพ.ประเวศ มองว่า การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางมากเกินและนานเกิน ก่อให้เกิดผลเสียอย่างร้ายแรงแก่ประเทศอย่างน้อย 6 ประการด้วยกันคือ...

ประการที่หนึ่ง...ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ เพราะไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรได้ด้วยตนเอง

“ในระบบร่างกายของเรา หัวใจ ตับ ปอด และอวัยวะต่างๆ ต้องมีความเป็นอัตโนมัติทำงานได้ด้วยตนเอง จะไปรอให้ใครมาสั่งให้หัวใจเต้น ให้หายใจ ฯลฯ...ไม่ได้ จะตายเสียก่อน”

ถ้าชุมชนท้องถิ่นมีความเป็นอัตโนมัติ จะสามารถจัดการเรื่องต่างๆ ไปได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์...เหลือต้องพึ่งส่วนกลางเป็นส่วนน้อย แต่เมื่อรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง อะไรๆก็ต้องวิ่งเข้าส่วนกลาง ซึ่งไม่ทันการณ์และไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศสะสมปัญหามากขึ้นๆจนวิกฤติ

ประการที่สอง...ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นและอำนาจส่วนกลาง

“วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของกลุ่มชนนั้น มีความหลากหลายไปตามชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ของเชียงใหม่ ของอยุธยา ของปัตตานี...จะเหมือนกันหาได้ไม่ อำนาจรวมศูนย์นั้นต้องการให้เหมือนๆกัน จึงขัดแย้งกับวัฒนธรรมท้องถิ่น อาการของความขัดแย้งมีมากหลาย อย่างหนึ่งคือความรุนแรงที่ชายแดนใต้”

ประการที่สาม...ทำให้ระบบราชการอุ้ยอ้ายไร้คุณภาพและประสิทธิภาพ

“ระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจจึงใหญ่โตอุ้ยอ้าย เน้นการใช้อำนาจควบคุม แต่ขาดความรู้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หมดเปลืองงบประมาณมหาศาล แต่ข้าราชการก็เงินเดือนน้อย ขาดแรงจูงใจที่จะอุทิศตัวเพื่องาน ความพยายามที่จะปรับปรุงระบบราชการโดยไม่คืนอำนาจไปให้ชุมชนท้องถิ่นปกครองตนเองจึงไม่ได้ผล ระบบราชการจึงคล้ายตราสังที่รัดประเทศไทยโดยไม่มีใครคลายได้”

ประการที่สี่...ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศคอร์รัปชัน

“อำนาจเข้มข้นที่ไหนคอร์รัปชันบานสะพรั่งที่นั่น...ระบบราชการรวมศูนย์จึงเต็มไปด้วยคอร์รัปชัน การที่จะจับได้ไล่ทันนั้นมีน้อยเพราะอำนาจครอบงำการตรวจสอบด้วย...ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อร้อยกว่าปีย้อนหลังเต็มไปด้วยโคตรโกงและโกงทั้งโคตร เพราะรวมศูนย์อำนาจ ภายหลังกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 26 แห่ง...คอร์รัปชันก็หายไป เพราะอำนาจเจือจางและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยใกล้ชิด”

ประการที่ห้า...ทำให้การต่อสู้ทางการเมืองรุนแรง และการเมืองไร้คุณภาพ

การรวมศูนย์อำนาจการปกครองทำให้เดิมพันทางการเมืองสูง เพราะใครได้อำนาจทางการเมืองกินรวบหมดทั้งประเทศ เป็นแรงจูงใจให้มีการต่อสู้ชิงอำนาจอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะโดยการใช้เงิน ใช้อิทธิพล หรือใช้ความรุนแรง ทำให้เกิดความแตกแยก ความรุนแรง และการเมืองไร้คุณภาพ

“การเมือง” ที่แตกแยกรุนแรงไร้คุณภาพจะนำไปสู่ข้อสุดท้าย...ทำรัฐประหารได้ง่าย การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจทำให้ยึดอำนาจได้ง่าย ถ้ากระจายอำนาจไปหมดก็ไม่รู้จะไปยึดตรงไหน เพราะรวมศูนย์อำนาจบ้านเมืองจึงตกอยู่ในวงจรอุบาทว์แห่ง “การเมืองไร้คุณภาพ-รัฐประหาร” วนเวียนๆกันอยู่เช่นนี้มา 70-80 ปี โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะหลุดออกจากวงจรนี้ ทำให้ประเทศเสียโอกาส จึงถอยหลังไปเรื่อยๆเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

ถึงตรงนี้ให้รู้เอาไว้ว่าทั้ง 6 ประการข้างต้นก็คือปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่เกิดจากการปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจ ต่อเนื่องไปอีกนิด...ย้ำกับหลัก 7 ประการของการเอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง

เริ่มจาก...ระบบที่ซับซ้อนต้องวิวัฒน์ขึ้นมาจากหน่วยย่อย เช่น ร่างกายของเราที่ซับซ้อนสุดประมาณ เติบโตขึ้นมาจากเซลล์เดียว จาก 1...เป็น 2...เป็น 4, 8, 16....แล้วสร้างเป็นอวัยวะต่างๆอย่างสมประกอบ ไม่มีใครสามารถเสกคนทั้งคนให้มีรายละเอียดซับซ้อนลงมาจากข้างบนได้

“ประเทศ” ก็ต้องพัฒนาขึ้นมาจากหน่วยย่อยคือ “ชุมชน”... ชุมชนหลายชุมชนรวมตัวกันเป็นท้องถิ่น ท้องถิ่นขนาดเล็กรวมกันเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ ท้องถิ่นทั้งหมดรวมกันเป็นประเทศ

หลักข้อที่สอง...พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน สร้างจากยอดไม่ได้เพราะจะพังลงๆ สาม...การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง การพัฒนาแบบแยกส่วนนำไปสู่สภาวะวิกฤติเสมอ สี่...ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากทำให้เกิดความมั่นคง เศรษฐกิจฐานรากเป็นเศรษฐกิจจริงที่เกิดจากการทำมาหากิน ส่วนเศรษฐกิจข้างบนเป็นเศรษฐกิจมายาคติที่มีสมมติอยู่ที่เงินซึ่งเกินจริงและฉ้อฉล เศรษฐกิจที่เน้นข้างบนจึงวูบไหววิกฤติได้ง่ายทั่วโลก ต้องเน้นที่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นเศรษฐกิจจริงอยู่กับชีวิต สังค

ห้า...การปกครองตนเองของชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่ไม่มีฐานย่อมล้มลุกคลุกคลาน หก...ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ สิ่งแวดล้อมในชุมชนท้องถิ่นต่างๆไม่เหมือนกัน มีความหลากหลายไปตามชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ไม่ถือว่าของใครดีกว่ากัน แต่เหมาะสมกับชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ

“การเห็นคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นการเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีของทุกกลุ่มชน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เป็นประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม...”

หลักข้อสุดท้าย...เป็นฐานทางศีลธรรม ศีลธรรมคือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ชุมชนท้องถิ่นเป็นระบบการอยู่ร่วมกันจึงเป็นฐานทางศีลธรรม ในขณะที่สังคมข้างบนไม่มี ที่อยู่ของศีลธรรม เพราะเป็นเรื่องของอำนาจ กฎหมาย เงิน มายาคติต่างๆ ความฉ้อฉล ฉะนั้นแม้มีการสอนวิชาศีลธรรม...ศีลธรรมก็ไม่เกิด เพราะศีลธรรมไม่ใช่วิชาแต่เป็นระบบการอยู่ร่วมกัน ซึ่งพบได้ในชุมชนท้องถิ่น

ตามพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระเจ้าอยู่หัวเป็นสัญลักษณ์ของแผ่นดิน แผ่นดินต้องมีธรรมหรือความถูกต้องครองศานติสุขของคนทั้งมวลจึงจะบังเกิด... “การรวมศูนย์อำนาจไม่ใช่ธรรม...ธรรมคือการที่คนทั้งมวลมีศักดิ์ศรี มีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ มีศักยภาพ มีปัญญา และร่วมมือกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่น...ประเทศ”

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี กล่าวทิ้งท้าย.

15 พ.ค. 2559 10:28 15 พ.ค. 2559 10:34 ไทยรัฐ