วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เครื่องเคียง

เครื่องเคียง

  • Share:

คำว่า “ข้างเคียง” ที่เราใช้เป็นคำเดียวกันในวันนี้ ถ้าแยกเป็น ข้าง คำหนึ่ง และเคียง อีกคำหนึ่ง ข้าง อยู่ใกล้ เคียง อยู่ไกลออกไปอีกหน่อย

ม.จ.หญิง พูนพิศมัย ดิศกุล ทรงนิพนธ์ ไว้ในหนังสือ สารคดีที่น่ารู้ (คลังวิทยา 2518) ว่า เครื่องเสวยพระกระยาหารของพระเจ้าแผ่นดิน มีโต๊ะเงิน 3 ใบเถา ใบใหญ่ใส่เครื่องประจำ แกง น้ำพริก ปลา ผัด ยำ ฯลฯ

แต่ที่ไม่พอสำรับที่มีผักหลายอย่าง จึงต้องเติมโต๊ะใบที่ 2 เรียกว่า “เครื่องข้าง” ถ้ามีอาหารพิเศษ ที่คิดใหม่ หรือมาจากที่อื่นนำมาถวาย ก็ใส่โต๊ะใบเล็ก เรียกว่า “เครื่องเคียง”

โดยมากมีทั้งสามโต๊ะ แต่ที่ทรงเห็นมีแต่ 2 โต๊ะ คือ เครื่องใหญ่ และเครื่องข้าง

ท่านหญิงพูน เล่าว่า เคยเห็นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ยังประทับเสวยกับพื้นในตอนแรกๆเสวยราชย์ ในเวลาเสวยกลางวันพระองค์เดียว มีชามหยกเลี่ยมทองวางบนโต๊ะทองสำหรับเสวยด้วยพระหัตถ์

มีขันน้ำเสวยจอกทอง พระสุพรรณศรี (กระโถน) ทอง กับโต๊ะทองใส่ผ้าเช็ดพระหัตถ์ และกลักสบู่เล็กๆ วางอยู่ข้างขวา

มหาดเล็กนุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงินแก่ ใส่เสื้อปิดคอกระดุม 5 เม็ด ใส่แผงคอตามตำแหน่ง หมอบเฝ้าข้างขันน้ำเสวย คอยหยิบยื่นสิ่งที่ต้องพระราชประสงค์

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมาประทับบนเบาะพิง มหาดเล็กก็เชิญโต๊ะเครื่องใหญ่ เครื่องข้าง เครื่องเคียง คลานเชิญเครื่อง เข้ามาตั้งตามที่แล้ว คนหนึ่งนั่งอยู่ถวายงานพัดต่อไป คนที่หมอบอยู่ข้างพระองค์ ก็เปิดฝาชามเครื่องและตักพระกระยา (ข้าว) ใส่ในชามหยกถวาย

เมื่อเสวยเสร็จผู้อยู่ใกล้ก็ยกเครื่อง ส่งให้คนที่สองที่สามรับส่งต่อๆออกไปและในทางเดียวกัน เขาก็ส่งโต๊ะเครื่องหวาน (โดยมาก 2 โต๊ะ) กลับเข้ามาตั้งถวาย จนครบแล้ว ก็พร้อมกันหมอบกราบ คลานถอยหลังออกไป

คำ “ข้างเคียง” ที่ใช้กันอีกอย่าง ก็คือ คนที่อยู่ใกล้เคียง

นอกจากฤาษีชีไพร มนุษย์จะอยู่ลำพังคนเดียวไม่ได้ โดยธรรมชาติต้องการปรึกษาหารืออย่างน้อยกับใครคนหนึ่ง

ข้าพเจ้าเคยได้ยินเสด็จพ่อ (สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ตรัสว่า “บุญของพ่อที่มีแม่ดี เมียก็ดี มิฉะนั้นก็ทำงานไม่สำเร็จ” ท่านหญิงพูนทูลถาม

ท่านก็ตรัสว่า “คนเรา จะทำดีหรือทำชั่ว ก็ทำไม่ได้คนเดียว ต้องมีคนช่วยทั้งทางตรงและทางอ้อม”

“พ่อเห็นคนฉิบหายเพราะผู้ข้างเคียงมาเสียนักต่อนักแล้ว ทั้งคุณย่าและแม่เธอถูกทดลอง หีบหมากเต็มไปด้วยทองก็มี เงินเป็นหมื่น...ก็มี แต่ทั้ง 2 คน ไม่ยอมรับตอบว่ากลัวพ่อ พ่อจึงรอดตัวมาได้ด้วยดี”

คำสนทนาระหว่างพ่อลูก ทำให้เห็นคติธรรมของคนชั้นเก่า แต่ถ้าดูไปแล้ว ก็เป็นความจริงทุกข้อ เป็นแต่ว่า กรรมจะเกิดผล ก็ต้องใช้กรรมอยู่นานเท่านั้นเอง

แต่ความจริง ยังคงไม่ตายอยู่เสมอ และบาปก็คงเป็นบาป บุญก็คงเป็นบุญอยู่เสมอ ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า จะผิดกันก็แต่พละการ เช่น คนข้างเคียงสมัยนี้ น่ากลัวมากกว่าสมัยก่อนมาก

เพราะมีการเมือง การล้มชาติ แทรกเข้ามายิ่งกว่าอยากได้เงินเฉยๆข้างเดียว

ท่านหญิงพูนทิ้งท้าย...ขอเตือนท่านผู้มีบุญทั้งหลาย...จงระวังคนข้างเคียงของท่าน ขอให้นึกถึงภาษิตโบราณ หวานเป็นลม ขมเป็นยาและขอเตือนนักพงศาวดารว่า จงช่วยกันรักษาความจริงไว้ให้ได้

แม้ความจริงนั้นจะขมขื่นอย่างไร...มิฉะนั้นคนดีจะท้อถอย ไม่ทำความดีให้เป็นตัวอย่างแก่ลูกหลานสืบไป
และอย่าลืมจดชื่อคนข้างเคียงไว้ด้วย อย่าให้ผู้มีบุญต้องเสียชื่ออยู่ในพงศาวดารแต่คนเดียว

ผมอ่านพระนิพนธ์ เรื่องคนข้างเคียงจบ...เรื่องที่ต้องขบเทียบเคียงต่อ...ถ้าเป็นในสมัยนี้ ผู้มีบุญนั้น เห็นหน้าตาชัด นักพงศาวดาร น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของพวกสื่อสารมวลชน...ก็พวกผมนี่เอง

ที่เลือนๆพร่าๆ ก็คนข้างเคียงผู้มีบุญนั่นล่ะครับ...มีอยู่หลายคน ผมเองยังนึกไม่ออกว่า...ใคร?

กิเลน ประลองเชิง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้