วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รุ่งหรือร่วง? อนาคตธุรกิจโรงพยาบาลไทย หลัง รพ.เดชา เจอพิษถูกปิดตัว

'โรงพยาบาลเดชา' ก่อตั้งขึ้นมาโดย นพ.เดชา สุขารมณ์ และมี บริษัท สุขารมณ์ เป็นเจ้าของที่ดินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการแพทย์ของโรงพยาบาล แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลมากว่า 10 ปีแล้ว โดยได้ให้ บริษัท ศรีอยุธ จำกัด เป็นผู้เช่าและบริหารงานของโรงพยาบาลทั้งหมด จนเมื่อช่วงปลายปี 2558 บริษัท ศรีอยุธ เกิดภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินขั้นวิกฤติ โดยเป็นหนี้ค้างค่าเช่ากับ บริษัท สุขารมณ์ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท จนกระทั่งตกเป็นข่าวใหญ่โตขึ้นมา เมื่อกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มีคำสั่งปิดโรงพยาบาลเดชาชั่วคราว เป็นระยะเวลา 60 วัน เหตุดำเนินการไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดนั้น

การขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนนำมาสู่คำสั่งปิดตัวชั่วคราวของโรงพยาบาลเดชา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่มีผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคมถึง 40,000 คน จึงเป็นที่น่าค้นหาว่า ยังมีโรงพยาบาลอื่นอีกหรือไม่ที่ไม่ได้มาตรฐาน และจ่อปิดตัวลงเฉกเช่น โรงพยาบาลเดชา ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดี กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ถึงคำสั่งปิดโรงพยาบาลเดชา และอนาคตของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยจะรุ่งหรือจะร่วง ทีมข่าวฯ มีคำตอบให้กับในประเด็นนี้อย่างชัดเจน!

เปิดหลักเกณฑ์พิจารณามาตรฐานโรงพยาบาล

แรกเริ่มในการขออนุญาตเปิดโรงพยาบาลนั้น จะต้องตรงตามหลักเกณฑ์มาตรฐานตามกฎกระทรวง กำหนดลักษณะของสถานพยาบาลและลักษณะการให้บริการของสถานพยาบาล พ.ศ.2558 โดย นต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อธิบายถึงหลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพของโรงพยาบาล โดยหากเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ต้องมีจำนวนเตียงผู้ป่วยตั้งแต่ 91 เตียงขึ้นไป โรงพยาบาลขนาดกลาง ต้องมีจำนวนเตียงผู้ป่วยตั้งแต่ 31 เตียงขึ้นไป โรงพยาบาลขนาดเล็ก ต้องมีจำนวนเตียงผู้ป่วยไม่เกิน 30 เตียง โดยจะต้องมีมาตรฐาน ดังต่อไปนี้

1. หน่วยสนับสนุนการให้บริการ

โรงพยาบาลทั่วไป จะต้องมีแผนกที่ให้บริการ 15 แผนก ได้แก่ 1. แผนกเวชระเบียน 2. แผนกผู้ป่วยนอก 3. แผนกผู้ป่วยใน 4. แผนกผู้ป่วยฉุกเฉิน 5. แผนกเภสัชกรรม 6. แผนกกายภาพบำบัด 7. แผนกเทคนิคการแพทย์ 8. แผนกรังสีวิทยา 9. แผนกผ่าตัด 10. แผนกสูติกรรม 11. ระบบรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน 12. ระบบควบคุมการติดเชื้อ 13. ระบบบำบัดน้ำเสีย 14. ระบบไฟฟ้าสำรอง 15. ระบบน้ำสำรอง ทั้งนี้ หากเป็นโรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็ก อาจจะไม่มีแผนกในข้อ 6-10 แต่ต้องจัดให้มีบริการเท่าที่จำเป็นได้

2. บุคลากรทางการแพทย์

แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร รังสีเทคนิค กายภาพบำบัด และอื่นๆ จะต้องมีจำนวนที่สอดคล้องกับที่ขอเปิดบริการ ว่าจะอยู่ในประเภทของโรงพยาบาลขนาดเล็ก โรงพยาบาลขนาดกลาง หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งหากเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ จะต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ ได้แก่ แพทย์ 5 คน พยาบาล 15 คน ทันตแพทย์ 3 คน เภสัชกร 3 คน เทคนิคการแพทย์ 3 คน รังสีเทคนิค 2 คน กายภาพบำบัด 2 คน

3. ระบบงาน

มาตรฐานในการให้บริการ จะมี 11 ระบบงาน ในการให้บริการดูแลผู้ป่วย เช่น มาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในห้องไอซียู มาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในแผนกศัลยกรรม มาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในแผนกสูตินรีเวช เป็นต้น 

4. โครงสร้าง

ทำเลที่ตั้ง, โครงสร้างต้องไม่ติดกับอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น, ทางสัญจร, อุปกรณ์อำนวยความสะดวก, มีลักษณะตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข, มีลักษณะเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง, ได้รับอนุญาตเป็นอาคารสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร, รวมถีงต้องมีห้องที่ได้มาตรฐาน มีระบบการถ่ายเทอากาศ ซึ่งที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นมาตรฐานในสถานพยาบาลทั้งหมด

แนะทางออก รพ.เดชา แก้ไขสิ่งที่บกพร่อง หรือลดเตียงเปลี่ยนขนาด รพ.

สำหรับในกรณีของโรงพยาบาลเดชานั้น น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า โรงพยาบาลเดชา มีการขออนุญาตเปิดเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 91 เตียงขึ้นไป ในช่วงแรกมีการดำเนินการตามมาตรฐานทุกอย่าง แต่การตรวจสอบล่าสุด พบว่า บุคลากรมีน้อยกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น มีแพทย์ 1-2 คน พยาบาล 2-3 คน ฉะนั้น จำนวนของบุคลากรไม่ได้ครบตามสัดส่วนของโรงพยาบาลขนาดใหญ่

ส่วนแผนกที่ต้องให้บริการ จะต้องมีครบทั้ง 15 แผนก แต่โรงพยาบาลไม่ได้ให้บริการครบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยได้ปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งเป็นสาระสำคัญของการให้บริการของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการรับการรักษาพยาบาล

อย่างไรก็ดี อนาคตข้างหน้าหากโรงพยาบาลเดชา ยืนยันจะเปิดให้บริการต่อไป ในประเภทของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ จะต้องมีบุคลากร แผนกให้บริการ และระบบงานที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์มาตรฐานของโรงพยาบาล แต่หากไม่สามารถทำได้ครบถ้วน ก็สามารถปรับเปลี่ยนประเภทของโรงพยาบาลให้เป็นขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก ซึ่งจะมีสัดส่วนของบุคลากรและแผนกที่ให้บริการลดน้อยลง ถือเป็นการแก้ปัญหาอีกทางหนึ่ง

สบส. ยัน ย้ายผู้ป่วย-ประกันสังคม ไป รพ.อื่น ไร้ปัญหา

การย้ายผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษา รวมถึงผู้ประกันตนในสิทธิประกันสังคม จำนวน 40,000 คน จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไรนั้น น.ต.นพ.บุญเรือง อธิบายในเรื่องนี้ว่า จะแยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นผู้อยู่ในประกันสังคม จะกระจายไปที่ รพ.ราชวิถี รพ.เลิดสิน และโรงพยาบาลอื่นๆ ซึ่งโรงพยาบาลเหล่านี้มีศักยภาพที่จะรองรับได้ เพราะในแต่ละปีมีผู้ประกันตนมาใช้สิทธิแค่ไม่กี่ครั้งต่อปี ฉะนั้น จะไม่ค่อยกระทบในเรื่องนี้เท่าไร นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลอื่นๆ ที่สามารถรองรับผู้ประกันตน หากผู้ประกันตนมีความประสงค์จะย้ายสิทธิไปยังโรงพยาบาลแห่งใหม่

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มผู้ป่วยใน จะส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลที่อยู่ในประกันสังคม ซึ่งจะมีประวัติส่งต่อไป ขณะนี้ได้จัดการเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนไข้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิประกันสังคม แต่ใช้สิทธิประกันสุขภาพคงไม่มีปัญหา โดยให้ย้ายไปรักษาโรงพยาบาลอื่นที่มีสิทธิได้

รพ.เอกชน ปิดกิจการแล้ว 2 แห่ง ปรับลดขนาดเตียง 3 แห่ง

ทีมข่าวฯ ตั้งคำถามถึงโรงพยาบาลอื่นๆ อีกว่า ปัจจุบันยังมีโรงพยาบาลอีกกี่แห่งที่เข้าข่ายไม่ได้มาตรฐานและจ่อปิดตัวลง อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ โรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนประมาณ 348 แห่งทั่วประเทศ ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โดยแต่ละโรงพยาบาลจะได้รับการตรวจสอบอยู่ทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และพบว่าทุกแห่งสามารถดำเนินกิจการได้ภายใต้มาตรฐานการเปิดสถานพยาบาล

แต่ยังมีโรงพยาบาลบางแห่งที่ทำเรื่องมาขอปรับลดขนาดเตียงลง เพื่อลดจำนวนบุคลากร เช่น จาก 100 เตียง เหลือ 80 เตียง หรือ 50 เตียง โดยในรอบปีที่ผ่านมามีโรงพยาบาลที่ขอปรับลด 3 แห่ง ขณะที่ โรงพยาบาลที่ขอปิดกิจการมีอยู่ 2 แห่ง เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก แต่ไม่ขอเปิดเผยรายชื่อโรงพยาบาลที่ขอปรับลดขนาดเตียงและโรงพยาบาลที่ขอปิดกิจการ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศมีทั้งขอปรับเพิ่มขนาดเตียง ขอปรับลดขนาดเตียง และขอปิดกิจการ

ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ ชี้ ธุรกิจโรงพยาบาลโดดเด่นระดับโลก

เมื่อพูดถึงภาพรวมธุรกิจโรงพยาบาลนั้น ทีมข่าวฯ ได้รับการเปิดเผยจาก ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ว่า ธุรกิจกิจการโรงพยาบาลยังไปได้สวย เนื่องจากการที่ชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยว และมารักษาพยาบาลในประเทศไทย ทำให้ธุรกิจของโรงพยาบาลนานาชาติเติบโตขึ้น จนได้เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ประเทศไทยโดดเด่นมากในเรื่องของธุรกิจบริการทางการแพทย์ในระดับโลก ตลอดจนในเรื่องของบริการสุขภาพอื่นๆ เช่น สปา ประเทศไทยถือว่าติดอันดับท็อปเท็นที่มีความโดดเด่นเรื่องของการดูแลสุขภาพโดยรวม ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นเทรนด์ที่ดี ซึ่งเทรนด์ที่ดี คือ 1. คนในประเทศใส่ใจสุขภาพ 2. เทรนด์ของโลกที่คนใส่ใจสุขภาพ และ 3. ประเทศไทยเองก็มีคุณภาพของแพทย์และบริการทางการแพทย์ที่ดี และไม่ได้มีค่าใช้จ่ายแพง

“กรณีของ โรงพยาบาลเดชา เป็นกรณีเฉพาะ สังเกตได้ว่าเพิ่งได้ยินข่าวมีโรงพยาบาลเดชาแห่งเดียว แต่ว่าเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีการขยายตัว คนก็เข้ารับการบริการจากโรงพยาบาลเยอะ และเข้าในตลาดหลักทรัพย์เยอะ ฉะนั้น กรณีของโรงพยาบาลนี้เป็นกรณีเฉพาะ และเป็นรายละเอียดภายใน” ผศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวจากประสบการณ์

วิกฤต รพ.เดชา ไม่สะเทือนภาคธุรกิจโรงพยาบาล

การปิดตัวลงของโรงพยาบาลเดชานั้น ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณถึงภาพรวมธุรกิจโรงพยาบาล เพียงแต่เป็นเรื่องของการบริหารงานภายในของบริษัท โดยทั้ง น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย มีมุมมองที่สอดคล้องกัน

อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แสดงทัศนะว่า แนวโน้มการประกอบกิจการโรงพยาบาล มีแต่ขอเพิ่มขนาดเตียงมากขึ้น เนื่องจากว่าคนมีความต้องการที่จะได้รับความสะดวกสบาย เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว และได้รับการบริการโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีแนวโน้มเปิดมากขึ้น ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

ฉะนั้น การปิดของโรงพยาบาลเดชาไม่ได้แปลว่า ภาพรวมของธุรกิจโรงพยาบาลจะย่ำแย่ลง โรงพยาบาลเดชา ดำเนินการมาด้วยความเรียบร้อยมาโดยตลอด เพียงแต่ว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการมากกว่า เพราะมีคนไข้ที่เป็นผู้ประกันตน 40,000 คน ซึ่งถือว่าเยอะ และมีทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ประสบการณ์ มีความรู้ และสามารถทำงานร่วมกับทีมแพทย์ ทีมพยาบาลได้อย่างดี จึงจะอยู่รอดในธุรกิจด้านนี้ได้

ขณะเดียวกันนั้น ทางฝั่งของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอย่าง ผศ.ดร.ธนวรรธน์ มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ธุรกิจบริการทางการแพทย์ เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตและโดดเด่น และประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างรายได้ต่างๆ มาจากชาวต่างชาติ ที่ให้ความไว้วางใจในการเข้ามารักษาพยาบาล เพราะว่ามีคุณภาพสูง มีการบริการคุ้มค่า สะดวกสบาย และใกล้

เพราะฉะนั้น จะเริ่มเห็นนานาชาติเริ่มเข้ามารักษาพยาบาลในไทยมากขึ้น จะมีทั้งโซนของทางด้านเอเชียหรือในอาเซียน ตลอดจนในประเทศตะวันออกกลาง เห็นได้ว่าการบริการทางการแพทย์ไม่ใช่การเข้ามารักษาพยาบาลอย่างเดียว การเข้ามาทำฟัน หรืออะไรต่างเหล่าๆ นี้ก็จะมีมากขึ้น กลุ่มนักธุรกิจมองว่า ธุรกิจโรงพยาบาลยังโดดเด่นค่อนข้างดี

ส่องรายได้ บ.ศรีอยุธ ผู้เช่าบริหาร รพ.เดชา

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนการจัดตั้งบริษัทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท ศรีอยุธ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2549 ทุนจดทะเบียน 20,000,000 บาท ตั้งอยู่ที่ 43 ถนนเจริญนคร แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน มีชื่อคณะกรรมการ คือ ส.อ.ชาญณรงค์ ประเสริฐศรี

งบกำไรขาดทุนของ บริษัท ศรีอยุธ จำกัด ปี 2557 รายได้หลัก 277,591,072.80 บาท รายได้รวม 279,513,401.52 บาท ต้นทุนขาย 180,597,523.17 บาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ 87,464,124.47 บาท รายจ่ายรวม 268,061,647.64 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 483,444.94 บาท กำไรสุทธิ 10,065,453.85 บาท.

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เอาผิดรพ.เดชา ค้างจ่าย6เดือน

รพ.เดชา ติดหนี้ สปส.-รพ.จุฬาฯ 32 ล้าน เร่งโอนย้ายผู้ประกันตน

ให้เวลา 'รพ.เดชา' ปรับปรุง 60 วัน จัด 'ราชวิถี-เลิดสิน' รับผู้ประกันตน

ลูกสาวหมอเดชา แจงบริหารรพ. ไม่เกี่ยว 'สุขารมณ์' ผู้เช่าต่อค้างหนี้อื้อ

การขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนนำมาสู่คำสั่งปิดตัวชั่วคราวของ รพ.เดชา เป็นที่น่าค้นหาว่า อนาคตของโรงพยาบาลเอกชนไทย จะรุ่งหรือร่วง และมีโรงพยาบาลอื่นอีกหรือไม่ที่ไม่ได้มาตรฐานและจ่อปิดตัวลงเฉกเช่น โรงพยาบาลเดชา... 14 พ.ค. 2559 18:58 16 พ.ค. 2559 01:36 ไทยรัฐ