วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สวีเดนเล่นด้วย โผล่กดดันอีกชาติ

พูดชัดห่วงเสรีภาพ แสดงความคิดเห็น ‘บิ๊กตู่’แจงทุกข้อหา ปูแนะฟังนานาชาติ

นานาชาติพาเหรดกดดันไทย “ทูตสวีเดน” หารือ “ประยุทธ์” ประเดิมรับตำแหน่งใหม่ แจงจุดยืน “สวีเดน” ห่วงใยสิทธิเสรีภาพประชาชน ออกความเห็นประชามติร่าง รธน. “บิ๊กตู่” ย้ำเข้ามาวางรากฐานประชาธิปไตยไม่ประสงค์จะละเมิดสิทธิมนุษยชน เปิดงานนายกฯพบเพื่อนครู กร้าวภูมิใจความเป็นไทย จะไม่ยอมศิโรราบให้ใคร จวกนักการเมืองเจตนาไม่สุจริต แขวะคนเลวดื้อยาไม่หายป่วย ห่วงมีคนจ้องป่วนประชามติบานปลาย “ยิ่งลักษณ์” กระตุกรัฐบาล คสช.ฟังเสียงเตือนนานาชาติ พท.ออกแถลงการณ์บี้แก้ ก.ม.เลิกจำกัดเสรีภาพเตือนอย่าใช้อำนาจคุกคามคนเห็นต่าง “วัฒนา” ฉะขุดลอกหนองบึงพลผิด ก.ม.ชัดยังกล้าแถ “ชวลิต” โต้ รบ.ปูไม่เคยอนุมัติให้ อผศ.รับงาน ป.ป.ช. ตั้งอนุ กก.ไต่สวนไฟประดับ กทม.ส่อเข้าข่ายฮั้ว ลงมติฟัน “เด็กเจ๊แดง” แจ้งบัญชีเท็จยึดทรัพย์ 186 ล้าน สั่งอายัดเช็คจีทูจีข้าว 1,800 ล้าน “วรชัย-ประชา”โวยคสช.อ้างปราบมาเฟียเล่นงานแต่ พท.-เสื้อแดง

จากกรณีที่นายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย แถลงตอกย้ำท่าทีสหรัฐฯ แสดงความวิตกสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย โดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศข่มขู่ พร้อมจี้ให้รัฐบาลเลิกข้อจำกัดต่างๆ พร้อมคืนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้ประชาชน ล่าสุดนายสตัฟฟาน แฮร์สเตริม เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทยได้แสดงท่าทีของสวีเดน ที่ห่วงใยต่อสิทธิเสรีภาพของคนไทยในเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน

ทูตสวีเดนห่วงสิทธิเสรีภาพคนไทย

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 13 พ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้การต้อนรับนายสตัฟฟาน แฮร์สเตริม เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยระหว่างการหารือ พล.อ.ประยุทธ์กับเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดน ต่างยินดีที่นักท่องเที่ยวชาวสวีเดนเดินทางมาประเทศไทยจำนวนมากทุกปี ทางสวีเดนขอให้รัฐบาลไทย ช่วยดูแลความปลอดภัยของชาวสวีเดนที่เดินทางมาทำธุรกิจและท่องเที่ยวในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกระดับมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ยินดีรับไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเข้ามาท่องเที่ยวในไทย โดยเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดน กล่าวว่า มีความภาคภูมิใจที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในไทย และพร้อมให้ความร่วมมือในทุกๆด้าน ขอให้ฝ่ายไทยช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการค้าและการลงทุนของสวีเดน ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองไทย สวีเดนมีความห่วงใยในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ในเรื่องการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ

“บิ๊กตู่” แจงเข้ามาเพื่อวางรากฐาน ปชต.

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่า รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศเพื่อให้เกิดความสงบสุขและเพื่อให้ความร่วมมือกับประเทศต่างๆดำเนินต่อไปได้โดยไม่ติดขัด ได้วางรากฐานประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและบ้านเมืองที่มีเสถียรภาพโดยการดำเนินการตามโรดแม็ป ดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำผิดตามกฎหมาย ปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ยังได้เข้ามาแก้ไขปัญหาในเรื่องที่คั่งค้างมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนโดยการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องตามหลักสากล อาทิ การแก้ไขปัญหา IUU ละเมิดสิทธิมนุษยชนในอุตสาหกรรมประมง แก้ไขปัญหาการทุจริตและดำเนินคดีแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กและสตรี ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ประสงค์ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ หากแต่มีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในสังคม

ซ้อมพัตต์โชว์ “น้องเม” แชมป์กอล์ฟ

ต่อมาเวลา 11.45 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล “น้องเม” น.ส.เอรียา จุฑานุกาล โปรกอล์ฟไทยคนแรกที่ชนะการแข่งขันกอล์ฟ แอลพีจีเอ ทัวร์ รายการโยโกฮามา ไทร์ แอลพีจีเอ คลาสสิก (สหรัฐฯ) เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบของที่ระลึกให้น้องเมและกล่าวว่า ติดตามผลงานการแข่งขันของน้องเมมาตลอด ภูมิใจที่เห็นเยาวชนไทยก้าวไปสู่นักกีฬามืออาชีพในระดับโลก สร้างประวัติศาสตร์และชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ สร้างความสุขให้กับคนไทย และขอให้ระมัดระวังอย่าให้ได้รับบาดเจ็บทั้งกายและใจ ด้านน้องเมกล่าวว่า นายกฯน่ารักมากชวนคุย ตนก็ชวนนายกฯ ซ้อมพัตต์ลูก นายกฯพัตต์ดี น่าจะตีกอล์ฟดี แต่ไม่ได้ชวนไปออกรอบ เพราะนายกฯบอกว่าเวลาทำงานไม่เคยหนีไปออกรอบตีกอล์ฟ

ครูปรบมือรับ “นายกฯตู่” ไร้เชียร์สู้ๆ

จากนั้นเวลา 14.00 น.ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปเป็นประธานงาน “นายกรัฐมนตรีพบเพื่อนครู” จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีครูทั่วประเทศ ประมาณ 25,000 คนเข้าร่วม ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ภายหลังนายกฯขอไม่ต้องเอาใจ ปรบมือหรือส่งเสียงเชียร์สู้ๆ ปรากฏว่าเมื่อนายกฯเดินทางมาถึงครูต่างปรบมือต้อนรับ แต่ไม่ได้ส่งเสียงเชียร์ “นายกฯสู้ๆ” ขณะที่นายกฯยิ้มพร้อมกับชูมือทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอบคุณที่ไม่ได้ปรบมือแบบส่งสัญญาณหรือเชียร์สู้ๆ เพราะไม่ใช่นักการเมือง ไม่ต้องไปสู้กับใคร สู้กับตัวเองกับปัญหาเท่านั้น และไม่ต้องกังวลกับมาตรา 44 เพราะมีเอาไว้แก้ปัญหา ไม่ได้ปราบปรามใคร และไม่รังแกครูที่ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน เพราะตนเติบโตในครอบครัวที่เป็นครู แม่เป็นครู และโชคดีมีภริยาเป็นครู

ลั่นภูมิใจความเป็นไทยไม่ศิโรราบใคร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยากบอกพวกโลกสวยว่า สิ่งที่คิดว่าจะทำมันไม่ง่ายและกดดันตนเยอะมาเร่งเวลา แล้วก่อนปี 57 มีรอยยิ้มกันเท่าไหร่ ถือมีดทะเลาะกัน จนวันนี้ก็ไม่หยุด โดยกลุ่มเดิมๆ เรื่องความเป็นธรรม อยากถามว่าตนไม่ให้ความเป็นธรรมตรงไหน ถ้าอยากได้รับความเป็นธรรม ต้องเข้ามาสู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่มาก็อยู่แบบนี้ ประเทศมหาอำนาจพูดว่าในโลกใบนี้ไม่มีอะไรเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่ในโลกความเป็นจริง ความเท่าเทียมได้คือกฎหมาย จะให้ยกเว้นนี่นู่น ตกลงจะเป็นประเทศที่ไร้กฎหมายขื่อแปหรือยังไง กับประเทศต่างๆ แม้ไม่ชอบเราก็อธิบายหมดไม่มีปิดบัง และตนก็ภูมิใจความเป็นไทย ที่จะไม่ยอมศิโรราบให้ใครทั้งสิ้น

ซัดคนเลวดื้อยาไม่หายป่วย

นายกฯกล่าวด้วยว่า อยากให้เห็นใจบ้าง เรื่องรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก ระเบียบมากมาย ไม่ใช่เสนอวันนี้แล้วพรุ่งนี้ทำได้เลย ถ้าบ้านเรายังมีคนชั่ว ไม่ว่าขออะไรก็ไม่ปรากฏ ต้องให้คนเก่งเข้ามาสู่โอกาส นอกจากเเต่งตั้งเครือญาติ ที่ตนเข้าใจวัฒนธรรมไทยเป็นแบบนั้น แต่ต้องคิดถึงอนาคตของชาติด้วย ทำให้โปร่งใส ได้บุคลากรที่ตรงตามคุณสมบัติ ใช้ยาให้ถูก อย่างตนเป็นหวัดกินยาฟ้าทะลายโจร กิน 4-5 เม็ดก็หาย ถ้าไปกินยาเเรงๆ จะดื้อยา เหมือนบางคนที่เป็นคนเลวดื้อยา กินยาอะไรก็ไม่หายป่วย เป็นหน้าที่ครู ต้องสร้างคนให้เป็นคน คนบางคนดูไม่เหมือนคน พูดเหมือนไม่ใช่คนไทย พูดไปก็กลับมาด่าตนอีก ตนพูดด้วยจิตใจบริสุทธิ์ เพราะคนเลวก็คือคนเลวตนเชื่ออย่างนั้น ส่วนเรื่องการทำประชามติ ตนไม่สนใจว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านไม่บังคับ แต่อย่าทำผิดกฎหมาย และสร้างข้อมูลที่บิดเบือนกฎหมาย อย่าให้บุคคลใดมาชักจูงหรือเอาเปรียบในทางที่ผิด ที่ผ่านมานักการเมืองให้แต่เงิน สำหรับตนทำไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการทำร้ายประเทศตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนนายกฯลงจากเวทีได้เชิญ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ขึ้นบนเวที เพื่อร่วมร้องเพลง “เพราะเธอคือประเทศไทย”

จวกนักการเมืองเจตนาไม่สุจริต

ต่อมาเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า เรื่องการแก้ปัญหาด้านการเกษตร ประชาชนยังไม่เข้าใจ อาจจะไม่เชื่อฟังรัฐบาล เพราะมีคนไม่หวังดีไปบิดเบือนพูดให้เสียหาย จนกระทั่งชาวบ้านไม่มั่นใจ เราดีขึ้นในสายตาของต่างประเทศในเวลานี้ ในส่วนของการที่จะมา ใครทุจริต ไม่ทุจริต ต้องไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่าตรวจสอบกันด้วยความรู้สึก ถ้ายังสงสัยให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ ไม่ใช่ไปประท้วง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการเจตนาไม่สุจริต นำประชาชนมาประท้วงเรื่องการทุจริตที่พิษณุโลก มีนักการเมือง ไปหลอกเอาป้ายมีตัวหนังสือใหญ่ๆว่า No แล้วเขียนว่าคอร์รัปชันให้ประชาชนถือ พอถือขึ้นมาก็กลายเป็นผิดกฎหมาย เพราะว่ามีกฎหมายเรื่องการทำประชามติด้วยในขณะนี้ รัฐบาล คสช.เข้าใจประชาชน เพียงแต่เรียกมาให้เล่าให้ฟัง ชาวบ้านบอกว่ามีคนเอาป้ายไปให้ถือ ซึ่งประชาชนบริสุทธิ์ แต่มีคนไปแสวงประโยชน์

ห่วงป่วนประชามติบานปลาย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้กำลังมีเรื่องเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย การจับกุม สิทธิมนุษยชนอะไรต่างๆที่มันถูกบิดเบือน เอาเรื่องนี้มาก่อนที่จะไปเรื่องประชามติ การที่จะใช้คำว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ต้องดูว่าขั้นตอนตรงไหน ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยปกติ การเข้าไปเพื่อจะให้เกิดการสืบสวน ต้องเข้าไปหาตัวผู้กระทำความผิด หรือผู้ถูกกล่าวหา การควบคุมตัวให้ได้อาจจะต้องใช้กฎหมายพิเศษ ไม่เช่นนั้นหนีก่อนทุกครั้ง แต่ไม่ใช่ไปล็อกคอ ไปซ้อม เราใช้มาตรา 44 เฉพาะบางกรณี ถ้าเราจับกุมเขาด้วยวิธีการละมุนละม่อม ไม่ไปใช้กำลังก็จบตรงนั้น จะเห็นได้ว่ามีการถ่ายรูป มีการถ่ายวีดิโอไว้หมด ใครที่มากล่าวอ้างว่าถูกซ้อม ถูกขู่ ก็ระวังก็แล้วกัน กฎหมายมีไว้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ไว้ให้บ้านเมืองสงบสุข มีกฎหมายที่ไหนที่เขียนไว้รังแกคน นายกฯกล่าวว่า ส่วนเรื่องประชามติเป็นสิทธิส่วนบุคคล ใครก็ตามชี้นำไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรต้องระวัง คืออาจมีคนทำให้เกิดความวุ่นวาย แล้วจะลามบานปลาย ประชาชนต้องร่วมมือกันอย่าให้เกิดขึ้นอีก อย่าไปฟังใคร ตัดสินใจเอง จะทำให้ดีขึ้นหรือจะแย่ลงก็ไปคิดเอาเอง

“ยิ่งลักษณ์” ขึ้นศาลปลื้มได้กุหลาบช่อโต

อีกด้าน เมื่อเวลา 08.50 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้าร่วมฟังสืบพยานของฝ่ายโจทก์ครั้งที่ 8 ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยและ อดีต ส.ส. อาทิ นายนิวัฒน์-ธำรง บุญทรงไพศาล นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล นายวราเทพ รัตนากร พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ พร้อมมวลชนเข้าให้กำลังใจ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) ประมาณ 80 นาย และกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (อคฝ.) จำนวน 10 นาย ทันทีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาถึง มวลชนต่างตะโกนให้กำลังใจว่า “นายกฯสู้ๆ” “รักยิ่งลักษณ์” พร้อมมอบดอกกุหลาบช่อใหญ่เป็นกำลังใจก่อนเข้าศาล นัดนี้อัยการนำนายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วย ผจก.ธ.ก.ส.และนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ ขึ้นเบิกความ

กระตุกรัฐบาล คสช.ฟังเสียงนานาชาติ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าศาลกรณีที่หลายประเทศและเวทีนานาชาติเป็นห่วงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ว่า หวังว่ารัฐบาลและคสช.จะรับฟังข้อห่วงใย ในฐานะประชาชนช่วงนี้จะเข้าสู่การทำประชามติ จึงอยากให้มีบรรยากาศที่ทุกคนสบายใจในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งคนไทยและนานาประเทศไม่ต้องกังวลในเรื่องของสิทธิมนุษยชนและการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น การลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญ นับเป็นอนาคตของประเทศไทย ที่ทุกคนควรได้รับรู้เนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ และขอให้ทุกคนไปใช้สิทธิครั้งนี้ให้มากๆ อยากขอให้รัฐบาลและ กกต.จัดการลงประชามติให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ให้ทุกคนมีความสบายใจ มีบรรยากาศการแสดงออกอย่างเต็มที่ จะทำให้แต่ละประเทศได้คลายความกังวลลงไปได้ ส่วนที่ สปท.มีแนวคิดเสนอ พ.ร.บ.รอการกำหนดโทษ เพื่อความปรองดองนั้น เรื่องนี้ต้องเป็นการหารือจากเสียงส่วนใหญ่ เพราะยังมีข้อถกเถียงหลายอย่าง ถ้าเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง จะได้ฟังเสียงจากรอบด้าน สปท.จะได้รับไว้เพื่อปรับปรุงแก้ไข ส่วนที่มีการนำข้อเสนอของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาการสร้างความปรองดอง สปท.เข้ามาด้วยนั้น เป็นเรื่องของ สปท.ไม่ขอออกความเห็น

พท.ไล่บี้แก้กฎหมายประชามติ

วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกคำแถลงเรื่อง ขอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ตามที่กลุ่มต่างๆร่วมกันเรียกร้องให้กระบวนการทำประชามติต้องเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ส่วนพรรค เพื่อไทยได้เรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช.แก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปรากฏว่าขณะนี้ยังไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐบาลและ คสช. แต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีการกำหนดโทษของการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้จำคุกถึง 10 ปี โดยมีการบัญญัติการกระทำอย่างคลุมเครือ เจ้าหน้าที่สามารถตีความได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งการแสดงคำหยาบที่ผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้านั้น ตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นเพียงความผิดลหุโทษ โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนเท่านั้น จึงเป็นการบัญญัติกฎหมายที่ประหลาด ยิ่งกว่านั้น ในการเผยแพร่ของ กรธ.และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีเจตนาพิเศษมุ่งหวังให้ผู้มีสิทธิออกเสียงในทางสนับสนุน และเปิดให้กระทำการใดๆได้มากมาย จะถือเป็นการกระทำผิดหรือไม่ นอกจากจะขัดต่อกติการะหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแล้ว จะมีผลโดยตรงต่อการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญในอนาคตแม้จะผ่านประชามติ

ติงอย่าใช้อำนาจคุกคามคนเห็นต่าง

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทยยังระบุด้วยว่า จึงเห็นว่า ทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ให้เกิดความชัดเจน เป็นธรรม สอดคล้องกับหลักสากล ในการทำประชามติให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็น รวมทั้งการรณรงค์เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติครั้งนี้ได้อย่างเต็มที่เมื่อประชาชนทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ได้แสดงออกอย่างเต็มที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ผลของประชามติจะออกมาอย่างไร จะได้รับการยอมรับ หากปล่อยให้สภาพการณ์เป็นอยู่ดังเช่นปัจจุบัน จะมีแต่ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น พรรคเพื่อไทยเห็นว่าในขณะที่ทุกฝ่ายต้องการบรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดการใช้วิจารณญาณของตนอย่างเต็มที่ ในการตัดสินใจเลือกอนาคตของประเทศ รัฐบาลและกลไกของผู้มีอำนาจต่างๆ ควรระมัดระวังมิให้เกิดเหตุการณ์อันจะนำไปสู่การตีความ หรือเกิดความหวาดกลัวว่ารัฐกำลังใช้อำนาจหรือกำลังเข้าคุกคามผู้มีความเห็นต่าง จนทำให้เกิดความหวาดกลัว อันจะมีผลกระทบไปสู่การทำประชามติ และการยอมรับผลประชามติในอนาคต

“พรเพชร” โอ่ลงพื้นที่ปูทางปรองดอง

ช่วงบ่าย ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “เตรียมความพร้อมเพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ประเด็นคำถามเพิ่มเติมของสนช.” โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวเปิดการสัมมนาตอนหนึ่งว่า การสัมมนาครั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันของผู้ที่จะเผยแพร่ประเด็นคำถามเพิ่มเติมประกอบการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและทำความเข้าใจให้ตรงกัน หวังให้ประชาชนเข้าใจ แก้ปัญหาการแตกแยกทางความคิดให้ตรงกับแนวทางการสร้างความปรองดองและเริ่มต้นสู่การปรองดองสืบไป

“มีชัย” รับร่างไม่ถูกใจใครค่อยไปแก้

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวบรรยายสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญตอนหนึ่งว่า เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนยืนยันว่ามีสิทธิเสรีภาพโดยสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังกำหนดกระบวนการการสร้างความปรองดองผ่านการให้เปิดอภิปรายในสภา เพื่อให้พูดคุยจนได้ฉันทานุมัติแทนการลงคะแนนเสียง ส่วนการขจัดการทุจริตวางกลไกการคัดกรองคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น ควบคู่ไปกับการกำหนดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เข้าใจดีว่าในมีหลายเรื่องที่ สนช. และ สปท.ไม่ค่อยเห็นด้วย ถ้าสิ่งที่เราตัดสินใจมันอาจจะไม่ค่อยถูกใจ อาจต่างกับคนกว่า 200 คนคิด แต่ตอนนี้แก้อะไรไม่ได้ คงต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ถ้ามันเกิดขาดตกบกพร่องอะไร วันข้างหน้า คนข้างหน้าก็คงไปแก้ไขกันเอง

“บิ๊กจิ๋ว” ทำบุญล่วงหน้าเบิร์ธเดย์ 84 ปี

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่บ้านซอยปิ่นประภาคม จ.นนทบุรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา เปิดบ้านทำบุญถวายสังฆทาน เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 84 ปี ในวันที่ 15 พ.ค.ทั้งนี้ พล.อ.ธีรชัย นาค–วานิช ผบ.ทบ.มอบหมายให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ.เป็นตัวแทนมอบกระเช้าดอกไม้และอวยพร โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสันติบาลนอกเครื่องแบบมาร่วมสังเกตการณ์ ทั้งนี้ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า สิ่งที่ตนอยากเห็นมานานแล้ว แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่จบ สิ่งสำคัญก็คือทำให้ประชาชนมีความสุข อยู่ดีกินดี การแก้ไขปัญหาของประเทศที่ยังไม่เสร็จสิ้น อาจเป็นเพราะเราแก้ไม่ถูกต้องหรือตามสถานการณ์ไม่ทัน ฉะนั้นจะต้องให้โอกาสผู้บริหารประเทศที่ต้องพยายามปรับแก้กันต่อไป ยังเชื่อในตัวผู้นำในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ท่านพยายามแก้ไขปัญหาและมีคนดีๆอยู่ข้างตัวเยอะ แต่จะแก้ปัญหาถูกหรือไม่นั้น พวกเราต้องมาช่วยกันดู หากแก้ไขปัญหาไม่ได้อย่าไปโทษท่าน เพราะคนก่อนๆหน้านี้ก็แก้ปัญหาไม่ได้เช่นกัน ส่วนที่ต่างชาติแสดงความกังวลว่าคนไทยถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพนั้น ถึงแม้จะถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ 10 เท่า แต่ถ้าประชาชนอยู่ดีกินดี ก็ไม่เป็นไร

ชวนพนันทหารจะไม่ ปว.ฉีก รธน.อีก

พล.อ.ชวลิตกล่าวต่อว่า การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ทำให้เศรษฐกิจดีหรือไม่นั้นต้องไปถามประชาชนว่ากินอิ่ม นอนหลับหรือไม่ ถ้าประชาชนยังไม่มีกิน ต้องไปแก้ปัญหาตรงนี้ จะไปเสียเงินแก้รัฐธรรมนูญทำไม มีรัฐธรรมนูญตั้ง 20 ฉบับก็ไม่ดีอะไร ทะเลาะกันประจำ เรื่องการลงประชามติต่อให้มีร่างรัฐธรรมนูญดีขนาดไหน ถ้าประชาชนไม่มีจะกินก็แย่ ก็บอกท่านให้ระวัง ต้องดูให้ดีว่าคนจนอยู่ได้หรือไม่ เพราะมีรายงานเข้ามาเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เดินทางลงพื้นที่เพื่อเป็นเพื่อนประชาชน การที่นักการเมืองจะลงพื้นที่อย่าไปห้ามเขาเลย ยืนยันได้หรือไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเสียเงินเท่าไหร่ หรือทะเลาะกันอย่างไร มาพนันกันได้หรือไม่ว่าหลังจากนี้จะไม่มีรัฐประหาร ยึดอำนาจ ไม่มีทหารเข้ามาฉีกรัฐธรรมนูญอีก ก็ไม่ได้ว่าเพราะทหารที่เข้ามาเพราะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี เราต้องช่วยกัน ช่วยผู้ปกครองประเทศ ตนไม่ได้มาเชียร์ ไม่ได้หวังจะเป็นอะไร ถือเป็นการแสดงออกในเรื่องอธิปไตยการแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ยากเลย ตนจะบอกแค่บางท่านเท่านั้น ในหลายเรื่องที่เกี่ยวกันในทางการเมือง ตนพูดมากไม่ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ คงมีหนังสือพิมพ์ออกมาด่าบิ๊กจิ๋วว่าเชลียร์คสช.ก็ไม่ได้ว่าอะไร ตราบใดที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

“หญิงหลุยส์” สัพยอก “บิ๊กตู่” ไม่นับถือพี่จิ๋ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งที่ พล.อ.ชวลิตกำลังจะฝากความเห็นถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา พล.อ.ชวลิต ได้หันมาจับแขน พร้อมกล่าวแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า “ท่านนายกฯ เขาไม่นับถือท่าน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ชวลิตกล่าวภายหลังผู้ช่วย ผบ.ทบ.อวยพรตอนหนึ่งว่า ขอฝากถึงกองทัพช่วยดูแลประชาชนโดยเฉพาะปัญหาปากท้องให้แก้ให้ได้ จะปฏิวัติกี่ครั้งต้องทำให้สำเร็จ ทำความเข้าใจกับคนที่เห็นต่าง จะเรียกไปปรับทัศนคติ 3 หรือ 7 วันก็ไม่เป็นไร ขอให้สำเร็จ

“ปู” ขอ รบ.เปิดกว้างตรวจสอบทุจริต

อีกเรื่อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมองว่าการลงพื้นที่ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในโครงการขุดลอกบึงหนองพล จ.พิษณุโลก ของสมาชิกพรรคเพื่อไทย ทำเพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลว่า ขอให้มองว่าทุกคนช่วยกันตรวจสอบ รัฐบาลควรเปิดกว้างให้มีการตรวจสอบ ซึ่งรัฐบาลคงไม่อยากเห็นเรื่องการทุจริตเกิดขึ้น จึงเชื่อว่าทุกอย่างมีเจตนาดี และรัฐบาลสามารถชี้แจงได้

“วัฒนา” จวกขุดบึงผิด ก.ม.ชัดยังแถ

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “จะแถกันไปถึงไหน” ว่า กรณี ผอ.อผศ. ออกมายอมรับว่าเหตุที่งานขุดลอกบึงหนองพล ตำบลหินลาด อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลกต้องล่าช้าเพราะบริษัทเดิมที่รับงานจาก อผศ. ไม่ทำงานจึงสั่งยึดคืนสัญญา และจะหาบริษัทใหม่ในพื้นที่มาทำงานแทน ส่วนรองหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นนายกสภาทหารผ่านศึกกล่าวหาว่าเรื่องนี้เกิดในรัฐบาลก่อนหน้า ขณะที่ทีมโฆษก คสช. และ ผบ. พล ร. 4 กล่าวหาว่าชาวบ้านตกเป็นเครื่องมือจะให้ กกต. ดำเนินคดีกับคณะทำงานพรรคเพื่อไทย โดยที่มาของเรื่องนี้คือเมื่อวันที่ 15 ก.ค.57 คสช. ลงมติรับทราบมติคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษที่ให้ อผศ.ได้รับสิทธิพิเศษในการรับจ้างพัฒนาหรือก่อสร้างปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ งานขุดลอกคูคลอง ให้แก่ส่วนราชการ ทำให้ อผศ. ได้รับงานโดยไม่ต้องประกวดราคา แต่จะต้องเป็นผู้ดำเนินการเอง ในเรื่องนี้กรม ปภ. เจ้าของโครงการยืนยันว่ามีการสอบถาม อผศ. ก่อนทำสัญญาจ้างแล้ว ซึ่ง อผศ.ยืนยันว่ามีความพร้อม ดังนั้นการที่ อผศ. ไม่มีเครื่องมือต้องไปจัดจ้างคนภายนอก จึงถือเป็นการผิดเงื่อนไขมาแต่ต้น การกระทำของ อผศ. จึงมีลักษณะเป็นการมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ

จี้นายกฯล้างโกงอย่าข่มขู่คนตรวจสอบ

นายวัฒนาระบุว่า แทบไม่น่าเชื่อว่าสัญญาขุดลอกบึงหนองพลเริ่มต้นสัญญาเมื่อวันที่ 28 ก.ค.58 แต่ คสช.กลับบอกว่าเรื่องนี้เกิดในรัฐบาลก่อนหน้า ส่วนนายกฯเจ้าของนโยบายปราบโกงกลับหาว่านักการเมืองฉวยโอกาสใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ กรณีนี้ผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตเป็นหน่วยงานของรัฐและเกี่ยวข้องกับกองทัพ จึงสมควรที่นายกฯจะต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบและกวาดล้างการทุจริตที่เกิดขึ้นโดยเร็ว การหลีกเลี่ยงด้วยการโทษคนอื่นหรือแสดงการข่มขู่ผู้ที่ตรวจสอบ นอกจากจะเป็นการทำลายความชอบธรรมในการบริหารประเทศของรัฐบาลนี้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแล้ว ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องให้กับการเมืองของประเทศไทยอีกด้วย

โต้ รบ. “ปู” ไม่เคยอนุมัติให้ อผศ.ไปทำ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีผู้ใหญ่ในรัฐบาลและ ผอ.อผศ.ระบุว่าโครงการขุดลอกคูคลองของ อผศ.ได้รับสิทธิพิเศษตั้งแต่สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อนคือ 1. การประชุมคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษ กระทรวงการคลัง เมื่อ 15 ต.ค.56 มีมติเห็นชอบให้ อผศ.ได้รับสิทธิ แต่ยังไม่ได้เสนอให้ ครม.ให้ความเห็นชอบ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เคยมีมติเห็นชอบ 2. กระบวนการเสร็จสมบูรณ์ในสมัย คสช. เมื่อนำมติเข้าขอความเห็นชอบในการประชุม คสช. เมื่อวันที่ 15 ก.ค.57 3.เพื่อให้ปัญหาเกิดความกระจ่างโดยเร็ว เป็นประโยชน์ต่อการรักษางบประมาณ พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค ไปยื่นเรื่องต่อ สตง.และ ป.ป.ช.ในวันที่ 16 พ.ค.

ป.ป.ช.ตั้งทีมสอบไฟประดับ กทม.

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นาย สรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงถึงข่าว ความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร วงเงิน 39.5 ล้านบาท ว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติตั้ง คณะอนุกรรมการไต่สวนนายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯ กทม. กับพวก 14 ราย มีนางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน เนื่องจากการแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่ามีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอต่อการไต่สวนข้อเท็จจริง 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การใช้งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายทั่วไป กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 40 ล้านบาท มาจัดทำโครงการโดยไม่มีการพิจารณาความจำเป็นและเร่งด่วนอย่างแท้จริง 2.มีการกำหนดรายละเอียดขอบเขตของงานก่อนหน้าที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดรายละเอียดขอบเขตของงาน และเมื่อตั้งคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นมาแล้ว ก็มิได้ดำเนินการตามระเบียบที่กำหนดไว้ 3.ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีบริษัทเอกชนเข้าข่ายสมยอมราคา 3 ราย ได้แก่ บริษัท จิปาถะไอเดีย จำกัด บริษัท คิวริโอ ทัวร์ แอนด์ แทรเวิล จำกัด และบริษัท สรรค์สร้าง จำกัด ทั้งสามบริษัทได้จดทะเบียนเพิ่มเติมวัตถุประสงค์การประกอบกิจการประดับตกแต่งไฟ โดยมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกัน ไปยื่นจดทะเบียนก่อนวันเสนอราคา จึงน่าเชื่อว่าทั้งสามบริษัทมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการ เสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ

“ชายหมู” ยังไม่ถูกตั้ง กก.สอบ

นายสรรเสริญกล่าวว่า ส่วนที่ไม่มีชื่อของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. อยู่รายชื่อผู้ถูก ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนครั้งนี้ เนื่องจากสำนวนสอบสวนของ สตง.ที่ระบุว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เพิ่งส่งมาถึง ป.ป.ช.วันที่ 11 พ.ค. ป.ป.ช.จึงให้นำรายชื่อผู้กระทำผิดตามที่ สตง.ส่งมาไปให้คณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ที่มีนางสุวณาเป็นประธานไปพิจารณาเพิ่มเติมว่าจะกล่าวหาหรือไต่สวนใครเพิ่มเติมได้หรือไม่ ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลของ ป.ป.ช.กับ สตง. ขัดแย้งกัน คณะอนุกรรมการจะพิจารณาอีกครั้งว่า สมควรเสนอตั้งไต่สวนใครเพิ่มเติมหรือไม่ หากพาดพิงถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็ตั้งไต่สวนเพิ่มได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ ป.ป.ช.ยังไม่มีมติชี้มูลความผิดผู้ใดในโครงการนี้ทั้งหมด

ฟันอดีต ส.ส.เชียงใหม่แจ้งบัญชีเท็จ

นายสรรเสริญกล่าวต่อว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิดนายเกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ ฐานแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ จากการตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินของนายเกษม 6 กรณีคือ กรณีการพ้นจากตำแหน่งและพ้น จากตำแหน่ง 1 ปี ในตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ. เชียงใหม่ กรณีเข้ารับตำแหน่ง พ้นตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง 1 ปี ในตำแหน่ง ส.ส.เชียงใหม่ และกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่ พบว่านายเกษมจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ อาทิ การแสดงเงินกู้ยืมของนางดวงสุดา นิมมลรัตน์ คู่สมรสที่กู้ยืมจากนางบุญทอง สุภารังษี มารดานายเกษม 72 ล้านบาท การปกปิดเงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัท วินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (มหาชน) มูลค่า 26.1 ล้านบาท การปกปิดเงินลงทุนในบริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 74.2 ล้านบาทของนางดวงสุดา จึงมีมติเสนอเรื่องต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี

พ่วงสั่งยึดทรัพย์ 186 ล้านบาท

นายสรรเสริญกล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิดนายเกษมกรณีร่ำรวยผิดปกติ 186,620,637 บาท เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกาฯยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินด้วย ตามมาตรา 38 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดย ป.ป.ช.ตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินของนายเกษมในช่วงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกอบจ.เชียงใหม่ และ ส.ส.แล้วเห็นว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติรวมมูลค่า 186,620,637 บาท ทั้งหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หลายรายการ เงินลงทุน รถยนต์โตโยต้า ทะเบียน กก 111 เชียงใหม่ ที่ดิน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ อยู่ในชื่อของนายเกษมและคู่สมรส ซึ่งไม่สามารถชี้แจงที่มาได้

อายัดเช็ค 1.8 พันล้านจีทูจีข้าว

นายสรรเสริญยังกล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กรณีการซื้อขายข้าว แบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับบริษัทประเทศจีน 4 แห่งรอบสองโดยมิชอบว่า จากการไต่สวนของคณะอนุกรรมการฯพบว่า สัญญาซื้อขายข้าวจีทูจีกับบริษัทจีนทั้ง 4 แห่งไม่ได้รับมอบอำนาจจากหน่วยงานจีน ที่มีหน้าที่ซื้อขายข้าวจีทูจีโดยตรง จึงไม่ใช่สัญญาการซื้อขายข้าวจีทูจี และไม่พบว่าบริษัทจีนทั้ง 4 แห่ง ส่งเงินเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงไม่มีการส่งออกข้าวไปยังประเทศจีนจริง ส่วนแคชเชียร์เช็ค 46 ฉบับ วงเงิน 1,878 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้าวจีทูจีนั้น กรมการค้าต่างประเทศพบว่า ไม่ได้มาจากบริษัทจีนที่เป็นผู้ซื้อข้าวตามสัญญา แต่เป็นเงินที่มาจากบุคคลอื่นภายในประเทศ โดยมีแคชเชียร์เช็ค 40 ฉบับ วงเงิน 1,868 ล้านบาท มาจากเงินใน บัญชีของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด บริษัท สิราลัย จำกัด และนายสุธี เชื่อมไธสง คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่าเงินดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จึงใช้อำนาจตามมาตรา 25 (1) และมาตรา 49 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีคำสั่งให้กรมการค้าต่างประเทศเก็บรักษาเงิน 1,800 ล้านบาท เพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวนข้อเท็จจริง และให้ยึดและอายัดไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด พร้อมกันนี้ให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 33 ราย

อัดเอไอเอสอ้างมั่ว อสส.เห็นชอบ

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษากลไกปราบปรามทุจริต ในสังกัดคณะ กมธ.วิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ(สปท.) กล่าวถึงความไม่ชอบมาพากลและส่อว่าจะฮั้วในการทำสัญญาระหว่าง บมจ.เอไอเอส และ บมจ. ทีโอที ว่า เอไอเอสไม่ยอมส่งมอบสถานีฐาน เสา เครื่องมือ อุปกรณ์พ่วงทั้งระบบทั่วประเทศ รวม 1.6 หมื่นเสา คืนให้แก่ทีโอที เป็นเหตุให้รัฐเสียหาย 1.2 แสนล้านบาท และยังใช้หาเงินเข้าบริษัทตัวเอง จนถึงทุกวันนี้ และทำให้ทีโอทีไม่สามารถนำอุปกรณ์ดังกล่าวใช้ทำประโยชน์ให้บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้มีใบอนุญาตส่งคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ นอกจากนี้ยังพบว่าเอไอเอสกลับไปทำสัญญากับทีโอที ร่วมเป็นพันธมิตรด้านธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2100 เมกะเฮิรตซ์ โดยอ้างว่าอัยการสูงสุด (อสส.)ได้ตรวจสอบและเห็นชอบสัญญาการร่วมทุนเป็นพันธมิตรแล้ว ซึ่งขัดต่อข้อเท็จจริง

ส่อแววฮั้วล็อกสเปกก่อนประมูล

นายชาญชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ อสส.ได้มีเอกสารทักท้วงไม่เห็นด้วย โดยตั้งข้อสังเกตว่า 1.อุปกรณ์โทรคมนาคมทั้งหมดเป็นสมบัติของรัฐ การเพิกเฉยของ บมจ.ทีโอทีเท่ากับจะยอมรับว่าเป็นของบริษัทเอกชน 2.ในร่างบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กำหนดข้อตกลงว่าเอไอเอสจะจ่ายค่าร่วมทุนปีละ 3.9 พัน ล้านบาท ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราตายตัวล่วงหน้า ผูกมัดทีโอทีมากเกินไป ควรทบทวนใหม่ 3.ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวจะโอนแก่กันไม่ได้ และต้องประกอบกิจการด้วยตัวเองจะมอบให้บุคคลอื่นบริหารแทนไม่ได้ กรณีนี้ทีโอที ต้องระวังการฝ่าฝืนต่อกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ 4.การดำเนินการของทีโอที ถือเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ต้องประกาศให้มีคณะกรรมการ พ.ร.บ.ร่วมทุนเป็นผู้เชิญชวนภาคเอกชนอื่นเข้าร่วมด้วย ไม่ใช่ให้ทีโอทีดำเนินการหรือใช้อำนาจอนุมัติเอง เพราะส่อว่าจะขัดต่อ พ.ร.บ.ร่วมทุน เพื่อล็อกสเปกให้กับเอไอเอส โดยการทำสัญญาฮั้ว กันภายในก่อนที่จะเปิดการประมูลคลื่นครั้งใหม่

“วรชัย” โวยไม่ใช่เจ้าของวิทยุสื่อสาร

วันเดียวกัน นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีทหารและตำรวจบุกเข้าตรวจค้นบ้านตนยึดวิทยุสื่อสาร ตั้งข้อหาว่ามีวิทยุสื่อสารโดยไม่มีใบอนุญาตนั้น ขอยืนยันว่าวิทยุสื่อสารดังกล่าว ไม่มีเสา ไม่มีที่ชาร์จแบตเตอรี่ ไม่ใช่ของตน แต่มีคนมาลืมทิ้งไว้ที่บ้านนานมากแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นของใคร พร้อมไปพิสูจน์ความจริง ส่วนกระสุน 9 มม. 2 นัดเป็นของตนจริง แต่มีใบอนุญาตถูกต้องตรวจสอบได้ จะตั้งข้อหาตนก็ไม่เป็นไร แต่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.อย่ามาใช้วิธีบังคับให้ลูกตนเซ็นรับสารภาพว่าวิทยุสื่อสารนั้นเป็นของตน ไม่ถูกต้อง และมีแต่ตรวจค้นบ้านของอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยทั้งตนและนายประชา ประสพดี รวมทั้งการ์ดและครอบครัวของคนเสื้อแดงทั้งนั้น ทั้งที่รู้อยู่ว่าใครเป็นผู้มีอิทธิพลตัวจริง กลับไม่ไปตรวจ มีแต่คนของพรรคเพื่อไทยที่โดนแบบนี้ ขอให้มาต่อสู้กันแบบลูกผู้ชาย อย่ามาใช้วิธีข่มขู่หวังปิดปาก เพราะตนไม่ใช่ผู้ร้าย

“ประชา” สับลุยล้างแต่ พท.-เสื้อแดง

นายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย และอดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการตรวจค้นบ้านของตน และพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ตามนโยบายกวาดล้างผู้มีอิทธิพลของ คสช.นั้นเห็นด้วยถ้ามาตรการดังกล่าวไปตามเป้าประสงค์ รัดกุม โปร่งใส จะได้รับเสียงชื่นชมศรัทธาจากประชาชนแน่นอน แต่ยืนยันว่าตนไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล ตัวปัญหาหรือตัวถ่วงเพื่อที่จะเดินไปสู่โรดแม็ปของ คสช. ขอบคุณที่มาตรวจค้นทำให้รู้ว่าตัวเองมีสิ่งผิดกฎหมายอะไรบ้าง แต่รู้สึกเหมือนกันว่าที่ผ่านมามีแต่การตรวจค้นอดีต ส.ส. สมาชิกพรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. คนเสื้อแดง ขณะที่กลุ่มการเมืองบางกลุ่มกลับไม่พบการตรวจสอบ ทั้งที่น่าจะเห็นกันอยู่ หวังใจว่าจะเกิดขึ้นเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

คสช.ยันลุยกวาดล้างอิทธิพลต่อเนื่อง

ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า คสช.ยังคงเดินหน้างานรักษาความสงบเรียบร้อย จัดระเบียบสังคม และป้องปรามอาชญากรรมและสิ่งผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ได้เข้มงวดปฏิบัติการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลมาแล้วในหลายพื้นที่ อาทิ จ.นครปฐม สระแก้ว ลำพูน และในช่วงวันที่ 9-12 พ.ค.อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบด้าน โดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง และส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลที่ได้รับจากการร้องเรียนของประชาชนที่เดือดร้อนที่ถูกข่มขู่ และที่ได้รับผลกระทบจากพฤติการณ์ของผู้มีอิทธิพล ที่ผ่านมาปฏิบัติการดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดีจากสุจริตชน คสช.โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจะยังคงเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและสิ่งผิดกฎหมายในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่องต่อไป

นานาชาติพาเหรดกดดันไทย “ทูตสวีเดน” หารือ “ประยุทธ์” ประเดิมรับตำแหน่งใหม่ แจงจุดยืน “สวีเดน” ห่วงใยสิทธิเสรีภาพประชาชน ออกความเห็นประชามติร่าง รธน. “บิ๊กตู่” ย้ำเข้ามาวางรากฐานประชาธิปไตยไม่ประสงค์จะละเมิดสิทธิมนุษยชน... 14 พ.ค. 2559 05:00 14 พ.ค. 2559 06:21 ไทยรัฐ