วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สูงวัยมีตังค์น้ำตาไหลพราก คลังจ่อยกเลิกจ่ายเบี้ยยังชีพ

คลังชงตัดสิทธิ์รับเบี้ยยังชีพหัวละ 600 บาท

คลังจ่อยกเลิกจ่ายเบี้ยยังชีพ 600 บาท ให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้เกินเดือนละ 9,000 บาท หรือมีสินทรัพย์เกิน 3 ล้านบาท อ้างลดภาระงบประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เปิดเผยในงานปาฐกถาพิเศษเรื่องธุรกิจประกันภัยกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ว่า กระทรวงการคลังกำลังทบทวนนโยบายการจ่ายสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคนละ 600 บาทต่อเดือนใหม่ โดยจะยกเลิกจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้เกินเดือนละ 9,000 บาท หรือมีสินทรัพย์สูงเกิน 3 ล้านบาท และเลือกจ่ายให้เฉพาะผู้สูงวัยที่มีรายได้ต่ำ หรือต้องการได้รับความช่วยเหลือจริงเท่านั้น เพื่อต้องการลดภาระงบประมาณด้านสวัสดิการของภาครัฐ โดยเฉพาะในอนาคตที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยซึ่งจะทำให้มีภาระในส่วนนี้เพิ่มขึ้น

“เดิมหากใครที่มีอายุเกิน 60 ปี และมาลงทะเบียนก็จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั้งหมด แต่ต่อไปจะช่วยเหลือบางคนที่มีรายได้ต่ำเหมือน นโยบายรถไฟรถเมล์ฟรี ซึ่งปกติใครก็ขึ้นไปใช้บริการได้ แต่อนาคตจะจำกัดการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ให้เข้าถึงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและจำเป็นจริงๆ โดยประเมินว่านโยบายจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุใหม่นี้จะช่วยรัฐประหยัดงบประมาณได้ปีละ 10,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่เป็นภาระงบประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท โดยรัฐจะเก็บข้อมูลของผู้มีรายได้น้อย และเชื่อมโยงกับนโยบายพัฒนาการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเพย์เมนท์ที่เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่กลางปีนี้”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า มีผู้สูงอายุประมาณ 10 ล้านคน แต่ต่อไปประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น ซึ่งในปี 2573 คาดว่าทุกประชากร 5 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน และคนในวัยทำงานที่สร้างรายได้จะเหลือน้อยลง ที่สำคัญคนไทยยังทำประกันกันน้อยประมาณ 38% ของประชากรทั้งหมด ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่ทุกคนจะทำประกันอย่างน้อย 1 คนต่อ 1 กรมธรรม์ ส่งผลให้ต่อไปภาระงบประมาณในการดูแลผู้สูงวัยจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นเงิน หรือ รีเวอร์ส มอร์เกจ ให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการใช้เงินในยามเกษียณ ซึ่งจะเหมาะสมกับคนที่ไม่มีลูกหลาน โดยเบื้องต้น หลักการจะต้องมีทรัพย์สินปลอดภาระหนี้ มาขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ซึ่งจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอายุ มูลค่าทรัพย์สิน และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเลือกได้ระหว่างได้เป็นก้อนเดียว หรือจะรับเป็นรายเดือน

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ.กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ นอกจากปรับปรุงการออกกรมธรรม์ประกันสุขภาพผู้สูงวัยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงบัญชีตารางมรณะ เพื่อคำนวณเบี้ยประกันให้ เหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกัน คปภ. พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อมไปศึกษาความชัดเจนในการทำประกันภัยการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นเงิน ให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการใช้เงินยามเกษียณ

“ภาพรวมอุตสาหกรรมประกันภัยยังมีแนวโน้มเติบโตสดใส ไม่เกิดวิกฤติ เนื่องจากสัดส่วนคนไทยทำประกันยังน้อยมาก มีสัดส่วนจำนวนกรมธรรม์ต่อประชากรทั้งประเทศ เพียง 38.27% ถือว่าตลาดยังมีช่องว่างอีกมาก ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับประกันภัยเป็นอย่างมาก ที่จะเข้ามามีบทบาทในการบริการบริหารความเสี่ยงทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ภายใต้ความท้าทาย ทั้งปัญหาภัยแล้งและสังคมผู้สูงอายุ”

เลขาธิการ คปภ.ยังกล่าวถึงการเปิดทำ ประกันภัยนาข้าวเพื่อรับมือปัญหาภัยแล้งในฤดูกาลเพาะปลูกปี 2559/2560 ด้วยว่า ขณะนี้ คปภ.กำลังเจรจาต่อรองกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ขอให้ปรับลดเบี้ยประกันภัยนาข้าวลงจากปัจจุบันเฉลี่ยไร่ละ 300 บาท ตามนโยบายของกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ในเบื้องต้นทางสมาคมประกันวินาศภัยไทย ยินยอมลดเบี้ยประกันให้เหลือไร่ละ 120 บาท แต่มีข้อเสนอว่าต้องมีจำนวนพื้นที่นาที่ประกันภัยรวมกัน 25 ล้านไร่ขึ้นไป หากมีพื้นที่นาน้อยกว่า 25 ล้านไร่ จะคิดเบี้ยประกันภัยสูงกว่า 120 บาท และอัตราเบี้ยจะเป็นแบบขั้นบันได

ด้านนายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกัน วินาศภัยไทย กล่าวว่า ได้หารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเสนอแนวคิดให้ ธ.ก.ส.นำเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เป็นลูกค้า ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูก 25-30 ล้านไร่ เข้ามาซื้อประกันพืชผลทางการเกษตรทั้งหมด จากเดิมที่เปิดให้ซื้อประกันได้แบบสมัครใจ ซึ่งแนวทางนี้นอกจากจะทำให้เบี้ยประกันลดลงเหลือ 100 กว่าบาทต่อไร่แล้ว ยังจะทำให้เกษตรกรทุกรายที่ทำประกันลดความเสี่ยงจากการเสียหายของปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นสูงในอนาคตได้ด้วย.

คลังจ่อยกเลิกจ่ายเบี้ยยังชีพ 600 บาท ให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้เกินเดือนละ 9,000 บาท หรือมีสินทรัพย์เกิน 3 ล้านบาท อ้างลดภาระงบประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท... 13 พ.ค. 2559 23:55 14 พ.ค. 2559 09:09 ไทยรัฐ