วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ตี๋เล็กเด็กออฟโรด รีวิวสัมผัสแรกกับ MG GS

กระแสความนิยมรถครอสโอเวอร์และเอสยูวี ที่พุ่งแรงแซงหน้ารถยนต์เกือบทุกแบบทำให้แบรนด์น้องใหม่อย่าง MG ต้องดันผลิตภัณฑ์อเนกประสงค์แนวรถครอบครัวยกสูง 5 ประตู 5 ที่นั่ง รุ่น GS ตามติด MG5 ที่ทำตลาดไปก่อนหน้านี้ นี่คือรถครอสโอเวอร์คันแรกของ MG ค่ายรถสัญชาติอังกฤษที่มีเจ้าของใหม่เป็นคนจีน การห่างหายไปจากวงการยนตรกรรมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ MG หลังจากลงหลักปักฐานสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ตามด้วยการส่งรถรุ่นใหม่ออกขาย บริษัท MG มองเห็นความต้องการของลูกค้าคนไทยจากตัวเลขยอดขายรถยนต์อเนกประสงค์ที่ทะยานลิ่วๆ อย่างรวดเร็ว นับจากปรากฏการณ์ของ Honda HR-V ผู้บริหารของ MG จึงอนุมัติการสร้างรถยนต์ครอสโอเวอร์รุ่น GS โดยมีการปรับแต่งรายละเอียดปลีกย่อย เพื่อทำให้ MG GS มีความสอดคล้องกับแนวทางการใช้งานแบบอเนกประสงค์ของลูกค้าในประเทศไทย และมีรูปแบบที่ทันสมัยพร้อมสมรรถนะที่สามารถแข่งขันกับรถยนต์จากญี่ปุ่นได้

11 พฤษภาคม 2559 MG เชิญนักข่าว และคอลัมนิสต์สายยานยนต์ขับทดสอบประสิทธิภาพของ MG GS ซึ่งมีให้ลองครบทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า 2.0TD 2WD ราคา 1,210,000 บาท กับรุ่นท็อปสุดขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.0TX AWD ราคา 1,310,000 บาท โดยใช้เส้นทางจากกรุงเทพมหานครไปยังอำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พักหนึ่งคืนแล้วขับวกกลับ รวมระยะทางในการทดสอบทั้งไปและกลับ 752 กิโลเมตร เริ่มต้นการทดสอบในช่วงเช้าจากหน้าโรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร ไปยังโชว์รูม MG แห่งใหม่ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ผมเลือกขับเจ้า GS รุ่นท็อปสุด 2.0TX AWD ราคา 1.3 ล้านบาท ที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากกว่ารุ่นรองแต่ก็แพงกว่า 1 แสนบาท จากออปชั่นอุปกรณ์ที่เพิ่มมาให้ เช่น หลังคาซันรูฟ / แป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย / เบาะไฟฟ้าคู่หน้า / ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมกลไกเฉลี่ยอัตราทดหน้า-หลัง 50/50 / ไฟหน้าแบบ HID พร้อมกลไกที่ฉีดน้ำล้างโคมไฟหน้า / แรคหลังคา

ก้าวเข้าไปนั่งในตำแหน่งคนขับ บรรยากาศที่แปลกใหม่ของ MG GS จากแนวทางการออกแบบและตกแต่งภายในที่ไม่เหมือนใครนั้น กลับอุดมไปด้วยพลาสติก ไล่เรียงจากแดชบอร์ด คอนโซล แผงประตู ซุ้มเกียร์ แผงมาตรวัด ท่านั่งค่อนข้างสูงสไตล์รถอเนกประสงค์ พร้อมมุมมองที่เปิดโล่งให้ความรู้สึกใหญ่กว่าห้องโดยสารของ Honda HR-V นิดหน่อย แต่ก็ยังเล็กกว่า Honda CR-V เบาะหนังนิ่มนั่งสบายจากขนาดความกว้างบริเวณไหล่ และการรองรับส่วนสะโพกไปจนถึงต้นขา ทำให้การขับทางไกลไม่มีอาการเมื่อยขบอ่อนล้า กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงเครื่องยนต์เบนซิน 2 ลิตร รหัส 20L4E ติดขึ้นเบาๆ โยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง D พร้อมกับยกเท้าออกจากแป้นเบรก เจ้า MG GS รุ่นสูงสุดเคลื่อนตัวตามรถคันนำออกจากด้านหน้าโรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร ท่ามกลางการจราจรที่คับคั่งในช่วงเช้าของวันทำงาน

ขับในเมืองกับมิติตัวถังแนวครอสโอเวอร์ เจ้า GS มีมิติความกว้าง 1,855 มิลลิเมตร ยาว 4,500 มิลลิเมตร และสูง 1,699 มิลลิเมตร (ความสูงของรุ่นขับสี่มากกว่ารุ่นขับสองเล็กน้อย) ขนาดตัวรถที่ออกแนวกะทัดรัดแต่น้ำหนักตัวของรุ่นท็อปสุดสูงไปนิดที่ 1,642 กิโลกรัม มากกว่ารุ่นขับสองล้อหน้าอยู่ 100 กิโลกรัม แต่ไม่เป็นปัญหาในด้านของความคล่องตัว เนื่องจาก MG GS วางเครื่องยนต์ 2 ลิตรที่มีกำลังมากถึง 218 แรงม้าจากการเสกเป่าของชุดอัดอากาศเทอร์โบ แรงบิด 350 นิวตันเมตร หากกดคันเร่งลึกๆ ในช่วงออกตัวจากสัญญาณไฟจราจร จะมีเสียงยางเสียดสีกับผิวถนนดังให้ได้ยินอย่างชัดเจน พร้อมการพุ่งทะยานลิ่วๆ ไปข้างหน้าที่ค่อนข้างมั่นคงใช้ได้

สิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกๆ ก็คือระยะของคันเร่งไฟฟ้า หากกดเบาเกินไปดูเหมือนการตอบสนองจะไม่ค่อยทันอกทันใจเท่าใดนัก แต่พอเพิ่มแรงกดคันเร่งให้มากขึ้นแรงบิดที่ปล่อยลงไปยังล้อขับเคลื่อนคู่หน้าดูเหมือนจะออกมาล้นมากเกินไป ทำให้กระโจนพรวดจนต้องระวังให้ดี การเซตคันเร่งในลักษณะดังกล่าว คนขับต้องปรับความรู้สึกกับความคุ้นเคยของระยะของคันเร่งไฟฟ้ากันสักครู่ถึงจะคุ้นชินกับการตอบสนองและระยะของการกดเท้าไปที่แป้นคันเร่ง สำหรับการขับเคลื่อนในสภาวะปกติหรือขับบนผิวถนนที่ราบเรียบ MG GS เวอร์ชั่นขับ 4 จะถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อคู่หน้าแบบ 100% และเมื่อระบบ AWD ตรวจพบการลื่นไถลหรือหมุนฟรีของล้อคู่หน้า ECU จะทำการเฉลี่ยแรงบิดไปยังล้อคู่หลังแบบอัตโนมัติ โดยจะทดกำลังแบบ 50/50 เท่ากันทั้งหน้าและหลัง เมื่อต้องการลุยทางขรุขระก็กดสวิตช์สั่งงานให้ล้อขับเคลื่อนทุกล้อทำงานในโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา แต่ไม่สามารถใช้ความเร็วเกินกว่า 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้เนื่องจากการสั่งงานด้วยสวิตช์เพื่อการขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ จะถูกใช้ในสภาพการณ์ที่ต้องลุยทางวิบากในย่านความเร็วต่ำเท่านั้น

พวงมาลัยไฟฟ้ามีอัตราทดที่เบามือในย่านความเร็วต่ำเมื่อขับในเมือง การแปรผันน้ำหนักขึ้นตรงกับการผลักคันเกียร์ไปทางขวาผ่านโหมดขับเคลื่อนแบบสปอร์ต หรือโหมด S พร้อมกับไฟมาตรวัดที่จะเปลี่ยนจากสีขาวไปเป็นสีแดง พวงมาลัยไฟฟ้าเมื่อขับใช้งานในเมืองมีอัตราทดที่ค่อนข้างคงที่ออกมาในแบบเบาสบายข้อมือ การหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางใน MG GS ทำได้ดีแต่ยังคงเป็นรองความมั่นคงของ Mazda CX-3 แต่ก็ไม่ได้เหลื่อมกันมากจนทำให้รู้สึกแย่ พวงมาลัยที่มีระยะฟรีตรงกึ่งกลางน้อยทำให้เกิดความแน่นนอนมั่นใจเมื่อต้องการเปลี่ยนช่องทาง สัดส่วนของความสูง 185 มิลลิเมตรจากพื้นถนนถึงใต้ท้องรถอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของรถครอสโอเวอร์ทั่วไป แรงม้า 218 ตัว กับแรงบิด 350 นิวตันเมตร เกินพอสำหรับการขับในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร เมื่อต้องการจะเร่งความเร็วก็แค่กดคันเร่งให้ลึกเข้าไว้ คุณก็จะพบกับการพุ่งทะยานที่น่าประทับใจ แม้การทรงตัวจะเป็นรอง CX-3 และ HR-V แต่กำลังที่มากกว่าทำให้ MG GS เป็นครอสโอเวอร์ที่ขับสนุกใช้ได้เลยทีเดียว

Prime Auto MG Sampran โชว์รูม MG แห่งใหม่ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ใหญ่โตสมฐานะจากพื้นที่กว้างขวางและเม็ดเงินลงทุนกว่า 300 ล้านบาท โชว์รูม MG ในอำเภอสามพรานมีการตกแต่งภายในที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งพื้นที่ในการรอบรับลูกค้า และพื้นที่สำหรับการซ่อมบำรุง สระว่ายน้ำ มุมพักผ่อนและออกกำลังกายของลูกค้าที่เป็นสมาชิก เคาน์เตอร์กาแฟพร้อมบริการของว่างเมื่อมารอรับการเซอร์วิซ ภายในโชว์รูมแห่งนี้ นอกจากจะมีรถ MG จอดโชว์ครบทุกโมเดลแล้ว ยังมีอุปกรณ์ตกแต่งสไตล์สปอร์ตเอาไว้คอยรองรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างในด้านรูปลักษณ์และสมรรถนะอีกด้วย อีกหนึ่งการบริการของ Prime Auto MG Sampran ให้ความอุ่นใจกับลูกค้าด้วยบริการ หากรถเกิดปัญหาก็ยังมีบริการ ROAD SIDE ASSISTANCE ให้คำปรึกษาด้านเทคนิคตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉิน‬สำหรับลูกค้าในย่านสามพรานโดยเฉพาะ ห้องรับรองลูกค้าที่ตกแต่งอย่างหรูกับการบริการที่น่าประทับใจของ Prime Auto MG Sampran จะช่วยเพิ่มยอดขายรถยนต์ MG ในจังหวัดนครปฐมอย่างแน่นอน

แวะดื่มน้ำพร้อมฟังการสาธิตการทำงานของระบบ AWD ใน Prime Auto MG Sampran โชว์รูม MG แห่งใหม่ในอำเภอสามพรานเสร็จเรียบร้อย ก็ออกเดินทางกันต่อ ยังคงเหลือระยะทางอีกไม่น้อยสำหรับการขับทดสอบเจ้าครอสโอเวอร์เวอร์ชั่นแรกสุดของ MG ขบวนรถทดสอบใช้เส้นทางราชบุรี ต่อเชื่อมแยกวังมะนาวไปยังเขตอำเภอหนองหญ้าปล้อง โดยวิ่งในถนนลาดยางสองเลนสวนกันของทางหลวงชนบทหนองหญ้าปล้องจนไปถึงทางแยกที่ต่อเชื่อมกับเส้นบายพาสเพื่อมุ่งหน้าไปยังอำเภอปราณบุรีต่อเนื่องกุยบุรี ช่วงนี้เมื่อขับออกห่างกรุงเทพมหานครไกลมากขึ้นเรื่อยๆ รถราร่วมทางเริ่มน้อยลง เปิดโอกาสให้ผมได้ลองใช้ความเร็วเพื่อจับอาการของ MG GS ระบบส่งกำลัง หรือเกียร์เป็นแบบออโต้ 6 สปีดคลัตช์คู่ หรือเกียร์ทวินคลัตช์ในโหมด Full Auto มีอัตราทดเกียร์ดังนี้

เกียร์ 1......................................3.250
เกียร์ 2......................................1.880
เกียร์ 3......................................1.206
เกียร์ 4......................................0.897
เกียร์ 5......................................1.029
เกียร์ 6......................................0.795
เกียร์ถอย..................................4.434
อัตราทดเฟืองท้าย....................1-2-3-4 = 4.278 5-6R = 2.852

เกียร์ทวินคลัตช์ 6 สปีด มีอัตราทดในย่านความเร็วเดินทางที่ช่วยลดรอบเครื่องยนต์เมื่อวิ่งอยู่ในเกียร์ 6 ซึ่งเป็นเกียร์โอเวอร์ไดรฟ์ อัตราสิ้นเปลืองนอกเมืองอยู่ในคาบ 13 กิโลเมตรต่อลิตร หากเท้าหนักชอบขับเร็วตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองก็จะเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อขับเร็วก็ต้องกินเปลืองมากกว่าขับแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ส่วนตัวเลขอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของ MG GS รุ่นขับสี่อยู่ที่ 8.7 วินาที ความเร็วสูงสุดทะยานได้ถึง 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ไม่แนะนำให้ขับเร็วสุดขนาดนั้นเนื่องจากผิดกฎหมายและอันตรายมากๆ เกียร์ออโต้ 6 สปีดของรุ่นขับสี่มีแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ติดตั้งอยู่หลังพวงมาลัย การเปลี่ยนเกียร์มีความคล่องแคล่วลื่นไหลใช้ได้แต่ก็ยังไม่ถึงกับเจ๋ง ผมลองขับแบบลากเกียร์โดยกดคันเร่งแบบมิดพรมปูพื้นในโหมด Full Auto เพื่อสังเกตอาการระหว่างการเปลี่ยนอัตราทด เมื่อรอบเครื่องยนต์ทะยานจนเกือบจะถึงรอบสูงสุดก่อนที่เกียร์จะทดขึ้นไปสู่เกียร์ที่สูงขึ้นนั้น เกียร์มีอาการกระตุกอยู่บ้าง ไม่ได้เรียบเนียนเหมือนเกียร์ 6 สปีดของ MG5

เสียงเครื่องยนต์ 2 ลิตรเบนซิน เมื่อขับแบบลากรอบครางออกมาในแนวแปลกๆ แบบจะทรมานก็ไม่ใช่ จะเร้าใจก็ไม่เชิง ในย่านความเร็วเดินทาง 80-100 กิโลเมตร MG GS มีมาตรการป้องกันเสียงแปลกปลอมจากภายนอกที่พอใช้ได้ วิ่งในเมืองที่ย่านความเร็วต่ำก็ยังมีห้องโดยสารที่เงียบงัน แต่เมื่อความเร็วทะยานผ่าน 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนไฮเวย์ ก็จะเริ่มมีเสียงลมและเสียงยางลอดเข้าให้ได้ยิน ล้ออัลลอยด์ขอบ 18 นิ้ว ยัดยาง Michelin รุ่น Primacy 3ST ไซส์ 235/50R18 ทั้งสี่ล้อ อุณหภูมิช่วงบ่ายแถบหนองหญ้าปล้องทะยานไปถึง 40 องศา ยิ่งทำให้ผิวถนนร้อนระอุทะลุ 50 องศาเซลเซียส แต่กลับส่งผลดีให้กับยาง Primacy 3ST ความร้อนของผิวถนนลาดยางมะตอยเสริมให้ยาง Michelin ออกแนวเกาะหนึบใช้ได้เลยทีเดียว

ช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท สปริงและกันโคลง ส่วนช่วงล่างหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลงปรับเซตค่า K ของสปริงมาในแบบกลางๆ แต่ออกแนวนิ่ม เพื่อการนั่งที่สบายเนื้อสบายตัว สัดส่วนความสูงที่มากกว่าซีดานทำให้เกิดอาการโคลงขึ้นบ้างเมื่อขับเร็วๆ ในโค้งแบบสลับซ้ายทีขวาที อาการโคลงตัวซึ่งเป็นธรรมชาติของรถครอสโอเวอร์ที่มีระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้อง 185 มิลลิเมตร เมื่อนำมาวิ่งบนทางหลวงชนบทของอำเภอหนองหญ้าปล้องเชื่อมต่อกับทางที่จะออกไปยังเขื่อนปราณบุรี ทีมทดสอบของค่าย MG มีการจัดให้สื่อมวลชนขับลุยทางแบบลูกรังสั้นๆ ไม่ไกลมาก แรงสั่นสะเทือนเมื่อเจอกับทางวิบากนั้นระบบรองรับของ MG GS เข้ามารับหน้าที่กำจัดแรงสั่นสะเทือนพร้อมให้ความมั่นใจอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ไม่ถึงกับเริดแต่ก็ไม่ได้แย่จนนั่งไม่สบายตัว

ตัวช่วยอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ระบบควบคุมการทรงตัว SCS Stability control system พร้อมกลไกป้องกันอาการลื่นไถล MSR motor control slide retainer ระบบควบคุมการเบรกขณะขับเข้าสู่ทางโค้ง CBC curve brake control ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทิ้ง TCS traction control system ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS hill start assist ระบบตรวจสอบความผิดปกติของแรงดันลมยาง TPMS tire pressure monitoring system ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรก AVH auto vehicle hold เป็นอุปกรณ์พวกตัวช่วยอีเล็กทรอนิกส์ที่ MG จัดมาให้ทั้งรุ่นมาตรฐาน 2.0TD 2WD ราคา 1,210,000 บาท กับรุ่นท็อปสุดขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.0TX AWD ราคา 1,310,000 บาท เป็นความพยายามของ MG ในการปรับแต่ง และยัดอุปกรณ์เสริมด้านการช่วยขับเพื่อสร้างความแตกต่างจากรถครอสโอเวอร์คู่แข่ง

เครื่องยนต์ 2 ลิตร เบนซินแถวเรียง 4 กระบอกสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ รหัส 20L4E เป็นเครื่องแคมคู่ DOHC หรือดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป 16 วาว์ล พร้อมกลไกวาว์ลแปรผัน TGI-TECH จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบ GDI หรือ gasoline direct injection มีปริมาตรความจุ 1,995 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 88.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 82.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.0:1 ให้กำลัง 162 กิโลวัตต์ หรือ 218 แรงม้าที่ 5,300 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร หรือ 35.1 กิโลกรัม-เมตรในย่าน 2,500-4,000 รอบต่อนาที เหลือเฟือสำหรับเส้นทางในประเทศไทย ไม่ว่าจะขับบนทางราบหรือเอาไปลุยทางทุรกันดาร เครื่องยนต์ของ MG GS รองรับน้ำมัน E85 มาตรฐานการปล่อยไอเสียเทียบเท่ามาตรฐานยูโร 4 พร้อมเกียร์อัตโนมัติ แบบ TST twin clutch sport-tronic transmission 6 สปีด ใช้เวลา 0.2 วินาที ในการเปลี่ยนเกียร์ สามารถปรับอัตราทดเป็นแบบ Manual ได้โดยมี Meter sport mode แผงหน้าปัดเป็นสีแดงเมื่อปรับเกียร์เป็น Sport mode

การทำงานของเครื่องยนต์ในการสร้างแรงบิด ขึ้นตรงกับชุดอัดอากาศเทอร์โบเดี่ยวลูกเดียวโดดๆ ซึ่งเป็นเทอร์โบแบบ single scroll turbocharger อาการเทอร์โบแลคปรากฏขึ้นบ้างแต่ไม่มากนักในช่วงแรกของการลงคันเร่งชนิดจัดเต็มเหนี่ยว เมื่อกลีบเทอร์ไบน์ของชุดเทอร์โบ single scroll turbocharger รับลมจากไอเสียเต็มที่ การบรรเลงเพลงบูสของเทอร์โบปลดปล่อยฝูงม้า 218 ตัวแบบดึงต่อเนื่อง ความเร็วไหลขึ้นไปเรื่อยๆ จนต้องยกเท้าออกจากแป้นคันเร่งเนื่องจากแรงพุ่งทะยานลิ่วๆ ยอมรับว่า MG GS มีเครื่องยนต์ที่แรงกว่ารถครอสโอเวอร์คู่แข่งอยู่พอสมควร แม้จะมีช่วงล่างที่เป็นรอง แต่ย่านของกำลังแบบจัดเต็มที่เหนือกว่า ทำให้สมรรถนะของ MG GS ไม่ขี้เหร่แต่อย่างใดทั้งสิ้น ระยะทางสำหรับการขับทดสอบในวันแรก 375 กิโลเมตรกับ MG GS 2.0TX AWD ราคา 1,310,000 บาท สิ้นสุดลงที่ด้านหน้าของโรงแรมทวัญดารา บีช วิลลา กุยบุรี โดยเช้าวันรุ่งขึ้นผมจะเปลี่ยนมาขับทดสอบ MG GS รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า 2.0TD 2WD ราคา 1,210,000 บาท

เวลา 09.00 น เช้าวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม ผมออกสตาร์ทในช่วงขากลับด้วยรถ MG GS 2.0TD 2WD รุ่นมาตรฐานขับเคลื่อน 2 ล้อหน้ากับราคาที่ถูกกว่ารุ่นสูงสุดอยู่ 1 แสนบาท ราคาที่ต่ำกว่ารุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อแต่อุปกรณ์ที่หายไป เช่น หลังคาซันรูฟ / แป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย / เบาะไฟฟ้าคู่หน้า / ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมกลไกเฉลี่ยอัตราทดหน้า-หลัง 50/50 / ไฟหน้าแบบ HID พร้อมกลไกที่ฉีดน้ำล้างโคมไฟหน้า / แรคหลังคา หากคุณเป็นคนไม่ชอบออปชั่นแบบจัดเต็มก็สามารถประหยัดไปได้อีก 1 แสนบาท  โดยหันมาเล่นรุ่นรองลงมาที่มีการขับขี่คล้ายกันราวกับแกะ หลังคาซันรูฟคืออุปกรณ์ที่ออกแนวเท่แต่กินไม่ได้ การใช้งานจริงคงแทบจะไม่ได้เปิดรับลมเนื่องจากสภาพอากาศของประเทศไทยที่มีแสงแดดจัดเกือบตลอดทั้งปี พร้อมอุณหภูมิที่คล้ายกับการอยู่ในนรกขุมสุดท้าย ส่วนแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยที่หายไปในรุ่นรองก็อยู่ที่ความชอบส่วนตัวของคุณ หากต้องการแป้นเปลี่ยนเกียร์เพื่อการตอบสนองที่ว่องไว ไม่ต้องละมือไปจากพวงมาลัย ก็ให้เลือกรุ่นสูงสุดไปเลย สำหรับเบาะคนนั่งหน้าที่ใช้กลไกปรับมือแทนที่จะเป็นการปรับด้วยไฟฟ้าเหมือนในรุ่นสูงสุดนั้น MG ควรยัดเบาะไฟฟ้าคู่หน้าไปเลยดูจะได้เรื่องได้ราวมากกว่านี้ ส่วนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมกลไกเฉลี่ยอัตราทดหน้า-หลัง 50/50 หากไม่คิดเอาไปลุยหนักๆ รุ่นขับสองล้อหน้าก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไฟหน้าแบบ HID พร้อมกลไกที่ฉีดน้ำล้างโคมไฟหน้ากับแรคหลังคาที่ไม่มีมาให้ในรุ่นรอง 2.0TD 2WD คือความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ส่งผลไปถึงการขับแต่อย่างใดทั้งสิ้น

MG GS รุ่นต่ำสุด 2.0TD 2WD มีสภาพการทรงตัว อัตราเร่ง การถ่ายเทน้ำหนัก และเบรกเหมือนกับรุ่นสูงสุดทุกประการ มันเป็นครอสโอเวอร์เวอร์ชั่นแรกสุดที่ MG ตั้งใจทำออกมาได้ดี ต่อยอดจาก MG3 Cross ที่ตัวเล็กกว่านี้แต่ GS ก็ยังมีบางจุดบางตำแหน่งที่จะต้องปรับปรุง เพื่อทำให้ถูกจริตกับคนไทยมากกว่านี้อีกนิด อุปกรณ์ที่จัดมาให้ เช่น Car Entertainment Set หรือชุดเอนเตอร์เทนเมนต์ในรถยนต์ มอบความบันเทิงด้วยหน้าจอ 10 นิ้ว ความละเอียด High Definition สั่งงานด้วยระบบสัมผัสที่หน้าจอ พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานเพียบ เช่น อินเทอร์เน็ต กล้องหน้าสำหรับถ่ายรูปดูหนังฟังเพลง เกมพร้อมชุดหูฟัง กับกล้องมองหลังทำงานร่วมแกนกับเกียร์ถอย ช่วยเพิ่มเติมความปลอดภัยให้กับรถครอสโอเวอร์ที่มีสัดส่วนบั้นท้ายสูงโด่งจนแทบจะมองไม่เห็นหากไม่มีกล้องถอยหลังคอยช่วย เครื่องเสียงพอไปวัดไปวาได้แต่ถ้าชอบหนักแน่นก็ต้องไปหาแอมป์กำลังขับสูงๆ มาติดเพิ่มเพื่อสร้างความกระหึ่มกันเอาเอง

หลังจากที่ได้ลองขับครบทั้งสองรุ่นสองเวอร์ชั่น การขับขี่ที่ใช้ได้ของ MG GS ยังคงเป็นรองรถคู่แข่งอยู่บ้างในด้านการทรงตัว แต่ก็ไม่ได้ออมาแย่จนรับไม่ได้ ส่วนย่านของกำลังในรูปแรงบิดนั้นเหนือชั้นกว่าอย่างชัดเจน มันเป็นรถอเนกประสงค์ขนาดกะทัดรัดที่มีดีพอตัว แต่ก็ยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องปรับจูน เพื่อทำให้การขับดีกว่านี้ เช่น ช่วงล่างและระบบส่งกำลัง อุตสาห์ยัดเกียร์ทวินคลัตช์แต่การตอบสนองยังคงออกมาคล้ายเกียร์ทอร์คคอนเวอร์เตอร์มากจนเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพในจุดนี้ยังไม่ดีเท่าที่ควร รูปแบบภายนอกมีความสวยงามใช้ได้ ภายในแม้จะอุดมไปด้วยพลาสติกเกรดกลางๆ แต่งานดีไซน์ที่แปลกตาถือว่าสอบผ่าน เบาะนั่งสบายเหมาะกับการขับทางไกลจากฟองน้ำ และวัสดุพวกหนังที่ใช้ห่อหุ้มทำให้นั่งได้นิ่มสบายก้นดีแท้ ลองไปหาขับดูตามโชว์รูมของ MG ว่าถูกกับจริตของคุณหรือเปล่า สงครามรถอเนกประสงค์ที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านยังคงดำเนินต่อไปอีกนานเนื่องจากความนิยมในรถประเภทนี้ โดยมีรถอย่าง MG GS แทรกตัวอยู่ตรงกลางระหว่างรถคู่แข่งที่มีดีมีด้อยกันไปคนละแบบ ขึ้นอยู่กับความชอบและเงินในกระเป๋าของคุณเองว่าจะเลือกคบหากับแบรนด์ไหน ตี๋เล็กเด็กออฟโรดต้องใช้เวลาเรียนรู้สักพัก เมื่อจับทางได้เมื่อไหร่พร้อมกับการเพิ่มและขยายสัดส่วนของโชว์รูม และศูนย์บริการพร้อมการบริการหลังการขายแจ่มๆ รับรองว่า MG จะเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน ให้เวลากับพวกเค้าอีกสักนิดนะครับ.


MG GS 2.0TX AWD Specifications

มิติและน้ำหนัก
ความยาว............................ 4,500 มิลลิเมตร
ความกว้าง............................1,855 มิลลิเมตร
ความสูง................................รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ 1,675 มิลลิเมตร รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 1,699 มิลลิเมตร
ระยะช่วงล้อ........................... 2,650 มิลลิเมตร
ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้า / หลัง 1,573/ 1,584 มิลลิเมตร
ระยะต่ำสุดจากพื้น.................185 มิลลิเมตร
น้ำหนักรถ (โดยประมาณ) รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ 1,542 กิโลกรัม รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 1,642 กิโลกรัม
ความจุถังน้ำมัน.....................55 ลิตร
ขนาดล้อและยาง.................... อัลลอยด์ 18 นิ้ว ยาง 235 / 50 R18 Michelin รุ่น Primacy 3ST

เครื่องยนต์
รุ่นเครื่องยนต์ ........................... 20L4E DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo TGI - TECH
ระบบจ่ายน้ำมัน .........................GDI - Gasoline Direct Injection
ปริมาตรกระบอกสูบ..................1,995 ซีซี
กระบอกสูบ x ระยะชัก.............. 88.0 x 82.0 มิลลิเมตร
อัตราส่วนกำลังอัด....................10.0 : 1
กำลังสูงสุด.............................162 กิโลวัตต์ 218 แรงม้า ที่ 5,300 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด.............................350 นิวตันเมตร ที่ 2,500-4,000 รอบต่อนาที

ระบบส่งกำลัง ระบบเกียร์.................................Twin Clutch Sportronic Transmission (TST) 6-Speed
อัตราทดเกียร์ 1..........................3.250
อัตราทดเกียร์ 2..........................1.880
อัตราทดเกียร์ 3..........................1.206
อัตราทดเกียร์ 4..........................0.897
อัตราทดเกียร์ 5..........................1.029
อัตราทดเกียร์ 6..........................0.795
อัตราทดเกียร์ถอยหลัง................4.434
อัตราทดเฟืองท้าย.......................1 / 2 / 3 / 4 4.278 5 / 6 / R 2.852
ระบบพวงมาลัยและช่วงล่าง
ระบบพวงมาลัย...........................แร็คแอนด์พิเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS) ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift)รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด ....................6 เมตร
ระบบช่วงล่างหน้า........................อิสระแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบช่วงล่างหลัง........................อิสระมัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบเบรกหน้า............................ดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน
ระบบเบรกหลัง.............................ดิสก์เบรก

อุปกรณ์ภายนอก
ไฟหน้าโปรเจกเตอร์ ฮาโลเจน HID ระบบหัวฉีดน้ำล้างไฟหน้า
(Headlight Washer)
ระบบปรับระดับไฟหน้า สูง-ต่ำ อัตโนมัติ
ระบบควบคุมการ เปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights)
ไฟตัดหมอกหน้า
ไฟตัดหมอกหลัง
ไฟท้าย LED ไฟเบรกดวงที่ 3 LED กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว
ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
ระบบปัดน้ำฝนด้านหลัง
ปลายท่อไอเสียโครเมียม
ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
ราวหลังคา
ซันรูฟแบบปรับไฟฟ้า

อุปกรณ์ภายในและความสะดวกสบาย
สีภายใน ดำ
วัสดุหุ้มเบาะ
เบาะหนังแท้และหนังสังเคราะห์ พวงมาลัยหุ้มหนัง
พวงมาลัยปรับระดับ 4 ทิศทาง
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง
เบาะนั่งด้านหลัง พนักพิงพับได้ 60:40
เบาะนั่งด้านหลังปรับเอนได้
หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ (Multi-Function Display)
กระจกไฟฟ้า One Touch Up-Down ด้านคนขับ
กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
ช่องจ่ายไฟ 12V ที่ห้องเก็บสัมภาระตอนท้าย
ระบบกุญแจรีโมตอัจฉริยะ (Keyless Entry) พร้อมปุ่ม Push Start
ไฟส่องแผนที่

ระบบความปลอดภัย
ระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame)
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS
พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD
ระบบเสริมแรงเบรก EBA (Electronic Brake Assist)
ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน
MSR (Motor Control Slide Retainer)
ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง
CBC (Curve Brake Control)
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล
TCS (Traction Control System)
ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน
HAS (Hill Start Assist System)
ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง
TPMS (Tire Pressure Monitor System)
ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้อง
เหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock)
เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ พร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ
เข็มขัดนิรภัยแถวหลังแบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
ถุงลมนิรภัยด้านข้าง
พวงมาลัยยุบตัวเมื่อเกิดการชน
กล้องมองหลัง
สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
ระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer

ระบบเครื่องเสียง
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นควบคุมเครื่องเสียง พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
จำนวนลำโพง 8
ระบบนำทาง Navigation
ระบบ inkaNet
หน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว
หน่วยความจำภายในเครื่อง 16 GB
ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ
ช่องเชื่อมต่อ AUX และ USB

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

MG GS ครอสโอเวอร์ไซส์กะทัดรัดจาก MG มาคู่ทั้งขับ 4 AWD และขับ 2 FWD เกียร์ออโต้ทวินคลัตช์ 6 สปีด 0-100 ใน 8.7 วินาที ท็อปสปีด 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 1.2-1.3 ล้านบาท 13 พ.ค. 2559 16:02 16 พ.ค. 2559 10:39 ไทยรัฐ