วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


จิบเบียร์ "ชิงเต่า" เคล้ากลิ่นอายเยอรมัน ในวันเริ่มต้นแห่งมิตรภาพ

แกรนด์เมอร์เคียว ชิงเต่า...โรงแรมที่มีวิวทะเลทุกห้อง

โบอิ้ง 777-200 ของสายการบินนกสกู๊ต เที่ยวบินที่ XW086 นำเราสู่ท่าอากาศยานชิงเต่าหลิ่วถิง อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์พอร์ต (Qingdao Liuting International Airport) ในช่วงค่ำคืนของฤดูหนาว หลังจากที่หลับสบายกับที่นั่งชั้นธุรกิจ อันกว้างขวางห่างพอยืดแขนเหยียดขาได้สบายๆนานกว่า 5 ชั่วโมง

เรามีกำหนดการเยือนชิงเต่า 3 คืน 4 วัน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในเมืองที่ได้ชื่อว่ามีอ่าวที่สวยงามที่สุดในโลก แถมยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องกว่า 90% เป็นแบบยุโรปเกือบทั้งหมดเหตุเพราะที่นี่เป็นดินแดนซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเยอรมันนานหลายปี เลยทำให้เมืองนี้ดูแตกต่างจากเมืองอื่นๆของจีน

ด้วยเพราะเวลาที่เรามาถึงชิงเต่าราวสามทุ่ม ของเวลาในเมืองจีนที่เร็วกว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง ทำให้ต้องรีบเดินทางเข้าที่พักเพื่อเก็บแรงเอาไว้ตะลุยเมืองสวยๆในวันรุ่งขึ้น

แต่ก่อนที่จะเข้านอน มารู้จักชิงเต่ากันสักนิดก่อนดีกว่า......!!

เมืองชิงเต่า ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจีน ถ้าดูในแผนที่จะเห็นว่าไปอีกนิดก็จะถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้และเป็นเมืองชายทะเล ในเขตมณฑลชานตง เมืองนี้มีความน่าสนใจหลายอย่างทั้งในแง่ภูมิประเทศที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำฮวงโหบริเวณที่ไหลลงสู่ทะเลป๋อไห่ มีอาณาเขตติดต่อกับมณฑล เหอเป่ย เหอหนัน อันฮุย และเจียงซู มีภูเขาเหลาซานซึ่งเป็นภูเขาที่มีน้ำแร่บริสุทธิ์จากธรรมชาติเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญนอกเหนือจากที่อื่นๆอีกมาก มายแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมเยอรมนีถึงเลือกที่จะยึดครองเมืองนี้ แถมยังทิ้งมรดกการทำเบียร์ชั้นเลิศไว้ให้กับจีน จนกลายมาเป็นเบียร์ชิงเต่า เบียร์แบรนด์ดังที่ส่งออกไปขายยังต่างประเทศถึง 80 ประเทศทั่วโลก

3 คืนในเมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเยอรมัน โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ชิงเต่า หนานชาง รีสอร์ต เปิดห้องสวีตสุดหรูให้พัก ถึงแม้โรงแรมจะอยู่ไกลจากตัวเมืองที่ต้องนั่งรถราว 1 ชั่วโมง แต่ความสวยงามของห้องพักที่มีวิวติดทะเลทุกห้องก็ดูจะคุ้มค่ากับการนั่งรถยาวๆไป-กลับทุกวัน เพราะพอขึ้นห้องพัก ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มๆ ความเหนื่อยล้าก็ดูจะหายเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว

หลับสบายแบบไม่ทันได้ฝันแล้วก็เริ่มออกไปตะลุยชิงเต่ากันดีกว่า เริ่มที่ วัดจ้านซาน ซึ่งแม้จะไม่ใช่วัดเก่าแก่ เพราะอายุแค่ 70 ปี แต่ก็เป็นวัดแห่งเดียวในตัวเมืองชิงเต่า ภายในวัดมีเจดีย์ 7 ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ริมเขา ทางด้านใต้ของวัดมีทะเลสาบเล็กๆที่มีทางเดินรอบทะเลสาบ อากาศค่อนข้างหนาว เย็น ซึ่งก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเดินเที่ยวชมและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายมหายาน โดยเฉพาะพระโพธิสัตว์ปางต่างๆ ทั้ง พระโพธิสัตว์สมันตภัทร พระโพธิสัตว์มัญชุสี พระโพธิสัตว์กวนอิม 11 พระเศียร ที่เรียกว่า เอกะทศมุขี ซึ่งไม่ค่อยเห็นในที่อื่นๆมากนัก

จะด้วยเหตุผลที่เมืองนี้มีประชากรน้อยเพียงแค่ 7 ล้านคน หรือเพราะยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวมากนัก หรือเป็นเพราะตัวเมืองตั้งอยู่ในเขตมรสุมมีฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงที่สั้นแต่มีฤดูหนาวที่ยาวนาน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 11-14 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูร้อนอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 25 องศา–เซลเซียส ซึ่งถ้าเทียบกับเมืองไทยตอนนี้ก็น่าที่จะย้ายไปอยู่ไม่น้อย

หลังจากเที่ยวชมวัดจ้านซาน อธิษฐานขอพรแล้ว ก็ได้เวลาไปลิ้มรสอาหารของเมืองชิงเต่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาหารขึ้นชื่อของจีน

อย่างที่บอกชิงเต่าเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลชานตง อาหารของชานตง เป็นอาหารที่อยู่ใน 8 ตระกูลอาหารที่สำคัญที่สุดของจีน เรียกว่า อาหารหลู่ ซึ่งไปเมืองอื่นๆก็อาจจะไม่ได้กินอาหารแบบนี้ งานนี้นกสกู๊ตเลยเลือกภัตตาคารที่ขึ้นชื่อในการปรุงอาหารหลู่ อย่าง Chuangeyushuijiao ให้พวกเราได้ไปลิ้มรสอาหารกันแบบอลังการงานสร้าง ทั้งออร์เดิร์ฟและจานหลัก นับแบบรีบๆก็ได้ถึง 19 เมนู ทั้ง หอยยำผัดผักโขม ยำสาหร่าย สลัดผักราดซอสถั่ว ยำแมงกะพรุน ปลาหมึกผัดต้นหอม กระดูกหมูทอดพริก กุ้งลวก ปูผัดพริกเสฉวน ซุปหอยนางรมและเต้าหู้ ปลานึ่งซีอิ๊ว และที่ต้องลองคือ อาหารขึ้นชื่ออย่างเกี๊ยวสารพัดชนิด ทั้ง เกี๊ยวปลาเหลือง เกี๊ยวปลาหมึก เกี๊ยวหอย เกี๊ยวผักกาดขาว ส่วนจานที่พลาดไม่ได้เห็นจะเป็น ผัดเป๋าฮื้อ ที่ใช้หอยเป๋าฮื้อสดๆมาผัดกับซอสสไตล์ชานตง อร่อยอย่าบอกใครจริงๆ

อิ่มจนท้องแทบแตกแล้ว ก็ได้เวลาไปชมสถานที่สำคัญๆในเมืองกันต่อ โปรแกรมตอนบ่าย เริ่มที่ “พิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าประเทศเยอรมนี” (Site Museum of the Former German Governor’s Residence) เป็นอาคารที่สร้างคล้าย ปราสาทสไตล์ยุโรปสร้างด้วยหินแกรนิต ชนิดพิเศษของชิงเต่า เป็นหินแกรนิตจากเขาเหลาซาน ตัวอาคารเป็นสีเหลืองสด หลังคาสีแดง ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน มองทีแรก...อ๊ะ! นี่มันตึกทรงเยอรมันชัดๆ อาคารแห่งนี้ใช้เวลาสร้าง ถึง 3 ปี เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1908 และหลังจากที่เยอรมันคืนชิงเต่าให้กับจีนแล้ว ที่นี่ยังเคยใช้เป็นที่พักของผู้นำจีนและบุคคลสำคัญๆอีกหลายคน อย่างเช่น ประธานเหมา เจอ ตุง ก็เคยมาพักและใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ทำงานในวันพักผ่อนด้วย

ออกจากพิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าเยอรมันก็มาถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการไปชมโรงงานผลิตเบียร์ชื่อดังอย่าง “TSINGTAO” ซึ่งเป็นเบียร์แห่งชาติยี่ห้อเดียวของจีน อักษรที่ขวดจะเขียนต่างจากชื่อเมืองที่ใช้ตัว “Q” หรือ QINGDAO อย่างไรก็ตาม บรรดากูรูเบียร์ยืนยันว่า เบียร์ชิงเต่าที่อร่อยที่สุดต้องดื่มที่ชิงเต่าเท่านั้น เพราะเป็นเบียร์ที่ผลิตจากน้ำแร่ซึ่งมาจากภูเขาเหลาซาน ถือเป็นเบียร์ชิงเต่า...ออริจินัล ถ้าดื่มที่อื่นรสชาติอาจจะผิดเพี้ยน เพราะปัจจุบันมีโรงเบียร์ชิงเต่าถึง 70 โรงงานทั่วประเทศจีน แต่ถ้าจะดื่มชิงเต่าแบบอร่อยสุดๆต้องเป็นโรงงานที่ 1 และ 6 ซึ่งจะดูได้จากตัวเลขเล็กๆใต้ฝาและด้านล่างของกระป๋องเบียร์

โรงเบียร์แห่งนี้เริ่มต้นจากชาวเยอรมันร่วมกับพ่อค้าชาวอังกฤษก่อตั้งขึ้นในปี 1903 ใช้เทคโนโลยีการหมักบ่มและวัตถุดิบจากประเทศเยอรมนี หลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 โรงงานแห่งนี้จึงถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของทหารญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม โรงงานก็ตกอยู่ในมือของพรรคก๊กมินตั๋งและกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งในเดือน มิ.ย. ปี 1949 เมื่อทหารกองทัพปลดปล่อยแห่งพรรคคอมมิวนิสต์มีชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋งในเมืองชิงเต่า และยึดโรงเบียร์แห่งนี้เป็นวิสาหกิจของรัฐอย่างเต็มตัว

ดูโรงงานผลิตแล้วก็ต้องจิบเบียร์กันซักเล็กน้อยละ ซึ่งต้องบอกเลยว่า นุ่มมากๆ ยิ่งอากาศหนาวเย็นติดระดับ 6 องศา รสชาติของเบียร์ชิงเต่าก็ยิ่งละมุนมากขึ้น...

แต่ที่ชวนให้หัวใจหายหนาวน่าจะเป็นบรรยากาศของการดื่มเบียร์...และมิตรภาพครั้งใหม่ที่กำลังเริ่มต้น..!!

13 พ.ค. 2559 10:26 13 พ.ค. 2559 10:45 ไทยรัฐ