วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

งานผ้าปาละงิง ศิลปะเชิดชูชาวใต้

“ปี 2553 ครอบครัวเราพ่อแม่ลูก ถูกลูกหลงจากระเบิดทั้ง 3 คน โชคดีที่ไม่เป็นอะไร แต่รถพังไปหนึ่งคัน ผมคิดจะย้ายครอบครัวไปตั้งรกรากที่เชียงใหม่ แต่ก่อนไปได้เข้าเฝ้าสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านตรัสมาว่า ถ้าครูภูมิปัญญาในพื้นที่ไป แล้วชาวบ้านจะเหลือใคร”

ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ หรือพี่อู๋ อายุ 48 ปี บอกว่า คำที่ท่านตรัสวันนั้นทำให้เปลี่ยนใจ

พี่อู๋เรียกตัวเองว่า นักออกแบบงานไม้ แต่งานอาชีพกลับผูกพันกับงานผ้า จึงต้องอยู่ยะลา ถิ่นฐานบ้านเกิดต่อไป

เมื่อ 20 ปีก่อน พี่อู๋เรียนจบจากโรงเรียนไทยวิจิตรศิลป และทำงานอยู่กรุงเทพฯ เป็นนักออกแบบงานไม้ แต่เผอิญชอบเรื่องผ้า เวลาทำงานก็ออกแบบลายผ้าผสมเข้าไป งานนี้เป็นงานอาชีพ พอดูแลตัวเองได้

ช่วงเวลานี้ แม่ป่วยมาก พ่อก็ไม่แข็งแรงพอที่จะดูแล พี่อู๋ตัดสินใจทิ้งกรุงเทพฯกลับยะลา

ระหว่างการดูแลแม่ ก็ไม่รู้ว่าจะตั้งต้นทำอะไร พอเห็นงานผ้าโบราณของคนใต้ ก็เริ่มตามค้นหาข้อมูล ไปดูศิลปะตามมัสยิด สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆแห่ง สังเกตลวดลายแกะสลัก ช่องหน้าต่าง ช่องลม ลายฉลุข้างราวบันได

งานศิลปะเหล่านี้เอง พี่อู๋นำมาเป็นไอเดียออกแบบลวดลายบนผืนผ้า

วันหนึ่งเจออาจารย์ที่นับถือ รู้ว่าชอบงานศิลปะและงานผ้า จึงให้หนังสือเกี่ยวกับผ้าในท้องถิ่นภาคใต้ อ่านไปก็พบว่าผ้าไหมชนิดหนึ่งมีลวดลายคล้ายลายช่องหน้าต่าง ช่องลม ฯลฯ คือ ผ้าปาละงิง

ผ้าปาละงิงเป็นผ้าทอมือลายบล็อกไม้ ภูมิปัญญาของชาวบ้านใน 3 จังหวัดภาคใต้

ประวัติผ้าปาละงิง เปิดเผยครั้งแรกเมื่อปี 2472 ในขบวนรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวที่เสด็จประพาสที่มณฑลปัตตานี จากนั้นก็หายสาบสูญไป หายไป...พร้อมกับการเลี้ยงไหมในภาคใต้

สภาพอากาศในพื้นที่ ตั้งแต่สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีฝนตกชุก จึงทำให้การปลูกหม่อนไม่ได้ผล การเลี้ยงไหมจึงต้องเลิกราไป

พี่อู๋ใช้เวลา 8 ปี ศึกษาค้นคว้าทดลองทำผ้าปาละงิง จนสามารถทำออกมา

มีเครือข่ายและกลุ่มชาวบ้านที่สนใจ พี่อู๋เป็นวิทยากรออกไปเผยแพร่ให้ความรู้ ตั้งแต่การทอ จนถึงการทำบล็อกลาย นอกจากนี้ยังเข้าไปฝึกสอนอาชีพให้ผู้ต้องขัง ให้มีอาชีพเลี้ยงตัวหลังจากพ้นโทษ

เป็นการเผยแพร่งานผ้าปาละงิงให้แพร่หลายขยายวงกว้างรู้จักกันมากขึ้น

พี่อู๋นำชิ้นงานผ้าปาละงิงมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าประเภทต่างๆ ทั้งเสื้อ ผ้าคลุมผม ผ้าคาดเอว ผ้าพันคอ ผ้านุ่ง และผ้าคลุมไหล่ ในรูปแบบต่างๆ จุดเด่นของผลิตภัณฑ์คือ ลวดลายโบราณ

สิ่งที่เป็นความก้าวหน้า น่าภูมิใจ ตอนนี้เริ่มนำผ้าปาละงิงมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าแสดงงานแฟชั่นชาวมุสลิม

ปัญหาเรื่องของสภาพอากาศ พื้นที่ภาคใต้ไม่สามารถเลี้ยงหม่อน พี่อู๋ได้สร้างพันธมิตรกลุ่มจังหวัดขอนแก่น ปลูกต้นหม่อนเลี้ยงไหมในการส่งวัตถุดิบ

“เดือนหนึ่ง เราสั่งมาเกือบ 200 ผืน” พี่อู๋ว่า

“เราจะขึ้นลายทอให้เขาดู ต้องการแบบไหน อยากได้ทอห่างหรือทอสลับ”

งานผ้าปาละงิง พี่อู๋บอกว่า ทำเหมือนปลูกต้นไม้ ทำเองทุกอย่าง เพื่อจะได้วัตถุดิบที่ยั่งยืน ตลาดขาดยังไง แต่เราไม่ขาด เป็นการสร้างเครือข่าย ทำมาหกปีกว่า นอกจากผ้าไหม งานผ้าของพี่อู๋ยังต้องการผ้าฝ้าย

“ตอนนี้เราได้ฝ้ายไร่ที่สี่”

ผ้าปาละงิงผ่านการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี 2554 ระดับ 4 ดาว โดยกลุ่มศรียะลาบาติก บ้านเลขที่ 24 ถนนกาญจนา 2 ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เป็นผู้ผลิต

ผ้าปาละงิงยังเป็นผ้าประจำจังหวัดยะลา ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวด KBO Contest 2011

หลังจากชนะเลิศการประกวด KBO Contest 2011 พี่อู๋ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ถวายตำราเรียนการทำผ้าปาละงิง

งานผ้าปาละงิงยังเดินหน้า ตอนนี้พี่อู๋ได้คิดนวัตกรรมใหม่ คือการเอายางพารามาใช้เขียนแทนเทียนแล้วลงสีเกิดเป็นผ้าตัวใหม่

ยังมีการทำแม่พิมพ์แบบใหม่ เป็นแม่พิมพ์ที่สามารถถอดแบบประกอบได้ในตัวเอง บล็อกตัวหนึ่งสามารถสลับลายได้เป็นสิบ นี่คือนวัตกรรมแม่พิมพ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น

โปรเจกต์นี้มีอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีส่วนช่วยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ แม่พิมพ์มีบล็อกเดียว ปรับเปลี่ยนในตัวเองไม่ได้ บล็อกไม้ที่แกะ มีทั้งขุด ตอก และใช้เลื่อยไฟฟ้า อีกตัวบล็อกโลหะใช้เศษวัสดุจากกระป๋องนม หรือเศษโลหะเหลือใช้

คุยถึงเรื่องลาย พี่อู๋บอกว่า แต่ละลายจะเป็นเรื่องราวของวัฒนธรรมต่างๆในพื้นถิ่น เช่น ที่อยู่อาศัย ลวดลายจากสถาปัตยกรรม ช่องลมเก่าตามวังต่างๆในพื้นที่ วัฒนธรรมการกิน แม่พิมพ์อาหารของคนใต้ในสมัยก่อน หรือไม่ก็เป็นลายผ้าถุง

“อย่างกลุ่มลายกราฟฟิกที่มาของลายผ้าจวนตานี เวลาเราทำ เราก็พรีเซนต์บอกลูกค้าถึงที่มาที่ไปของตัวลายว่ามาจากไหน”

ตอนนี้พี่อู๋มีลายกว่า 200 แบบ ล่าสุดเกี่ยวกับการละเล่น เช่น ลวดลายของว่าว วัฒนธรรมการกินแม่พิมพ์ข้าวต้มมัด ทั้งไทยพุทธและมุสลิมก็กิน มีรูปทรงกราฟฟิกอยู่ในตัว เป็นรูปสามเหลี่ยม

ส่วนมากของลายมาจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว กระแสตอบรับดีเกือบทุกลาย

เคยทำสำรวจว่าหนึ่งแม่พิมพ์ทำยอดได้เท่าไหร่ แต่ละตัวถือว่าทำยอดได้ดีมาก และทุกบล็อกสามารถเอามาผสมกันเกิดเป็นลายใหม่ขึ้นมาได้

ผ้าปาละงิงหนึ่งผืนขนาด 2 เมตร ราคาเริ่มต้นที่ 600-9,000 บาท ราคาแพงเป็นเพราะลายทอ มิติของสี การใช้คู่สีตัดกัน การวางคู่สี แต่ละผืนใช้เวลาทำค่อนข้างนาน เสร็จแล้วส่งให้กับคิงเพาเวอร์ สนามบิน รีสอร์ต รับไปขายต่อ ขายทั้งในไทยและต่างประเทศ

“ออเดอร์มีเข้ามาอยู่ตลอด” พี่อู๋ว่า “ผมพยายามเน้นเรื่องงานฝีมือ เราถือว่าเม็ดเงินอาจจะไม่ได้มาก แต่งานของเรามีคุณภาพ นี่คือสิ่งที่เราต้องรักษาไว้”

พี่อู๋ได้เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาโครงการเขียนรับรองมาตรฐานผ้าของ สมอ. และทำงานวิจัยเกี่ยวกับสีในพื้นถิ่นกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

โปรเจกต์คือสีทุกตัวจะถูกแพ็กใส่กระป๋องใส่น้ำแล้วใช้ได้ เป็นกลุ่มรีไซเคิลสีธรรมชาติ เพื่อลดเรื่องขยะ

งานใหญ่ของพี่อู๋ตอนนี้คือการก่อสร้างอาคารศูนย์เรียนรู้ ให้คนที่สนใจ มีตั้งแต่การย้อมสีธรรมชาติ การทอ การทำผ้าบาติก การพิมพ์ลายด้วยบล็อก กิจกรรมเวิร์กช็อป และที่พัก

“เขียนแปลนเสร็จแล้ว กำลังจะลงเสาเอก”

งานนี้พี่อู๋ตั้งใจทำให้คนยะลา การก่อสร้างใช้เวลาหกเดือน ทุกอย่างวางเป็นสเต็ป เวลาคนเข้ามาดูงานก็จะเห็นระบบ วิธีการรีไซเคิลเนื้อสี การทำสีธรรมชาติ การทำเรื่องงานพิมพ์ การทำเรื่องบาติก

“พอผ่านรุ่นเรา ก็ยังมีต่อ ถ้าเราไม่ทำตั้งไว้ ในที่สุดก็จะไม่มีอะไร คนรุ่นใหม่ก็มาจับต่อจับผิดจับถูก”

เริ่มงานผ้าปาละงิง มาถึงตรงนี้ได้ พี่อู๋รู้สึกว่าได้ใช้ความรู้ความสามารถถ่ายทอดไปสู่ชุมชน สร้างอาชีพให้แม่มีเงินเลี้ยงลูก สามีมีเงินให้ภรรยา เหมือนหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เห็นภาพได้ชัดเจน ไม่ต้องมโน

เมื่อปีที่ผ่านมา พี่อู๋ได้รางวัลแทนคุณแผ่นดิน ของเดอะเนชั่น รางวัลไม่ใช่สิ่งที่เราบอกว่าคืออะไร แต่รางวัลคือสิ่งที่เขาเห็นว่าเราทำดี.

13 พ.ค. 2559 10:17 13 พ.ค. 2559 10:17 ไทยรัฐ