วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทูตมะกัน ห่วงละเมิดสิทธิ ‘เห็นต่าง’

ปภ.-อผศ.โยนวุ่นขุดบึง

“กลิน เดวีส์” จับเข่าถก “ดอน” เผชิญหน้าแถลงตอกย้ำท่าทีสหรัฐฯวิตกสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย เตือนตรงๆ ขัดพันธกรณีหลักสากล ห่วงสร้างบรรยากาศข่มขู่ จี้รัฐบาลเลิกข้อจำกัด-คืนเสรีภาพ หนุนสื่อไทยทำหน้าที่ “ดอน” แก้เหนียมแค่ข้อห่วงใยไม่ได้ประณาม เชื่อไทยไม่ได้เป็นเป้า ชี้ทุกประเทศล้วนมีปัญหาสหรัฐฯก็เช่นกัน “บิ๊กตู่” สะท้อนหวังสหรัฐฯจะเข้าใจ ใช้ศาลทหารแค่เครื่องมือป้องปราม “ประวิตร” บอกแค่เรียกมาปรับจูนไม่ได้ดีดปากใคร “ปึ้ง” เย้ยละเมิดสิทธิเอาใบบัวปิดไม่มิด “บิ๊กป้อม” ปัด กห.ไม่มีเอี่ยวงบขุดลอก เป็นเรื่อง อผศ. ทีมโฆษก คสช.โยน ปภ.เจ้าของงบฯ เจอรองอธิบดีฯโต้ทันควันถามแล้วถามอีก อผศ.ยืนยันว่าพร้อม “ปลอด” ลั่นอยู่เบื้องหน้าไม่มีแอบหลัง จับไต๋ ปภ.-อผศ.แก้ต่างไม่ตรงกัน จับพิรุธ อผศ.ยอมรับแล้วไม่ได้ทำเอง “เสรี” เสียงอ่อยยอมปรับลดเงื่อนไขก.ม.รอกำหนดโทษ เอียงหูฟัง “พี่ใหญ่”

กลายเป็นกระแสร้อนที่ถูกจับตามอง หลังแกนนำพรรคเพื่อไทยยกคณะลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตโครงการขุดลอกบึงหนองพล จ.พิษณุโลก ที่มี องค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) เป็นผู้รับผิดชอบ หวังย้อนศรรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ลุยไล่สอบการทุจริตโครงการของอดีตรัฐบาล

“บิ๊กป้อม” ปัด กห.ไม่มีเอี่ยวงบขุดลอก

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 12 พ.ค.ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีแกนนำพรรคเพื่อไทยยกคณะลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการขุดลอกบึงหนองพล ต.หินลาด อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ว่า เป็น เรื่องขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) กระทรวงกลาโหมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง พล.อ.รณชัย มัญชุสุนทร ผอ.อผศ. ตอบไปหมดแล้วว่าเพราะยังมีน้ำอยู่ ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้น้ำไม่สามารถดูดน้ำออกได้ ต้องให้น้ำแห้งก่อนจึงเริ่มงานได้ ถ้าน้ำแห้งก็ทำได้ทันเวลา นายกรัฐมนตรีสั่งงานให้กระทรวงกลาโหมทำงานขุดลอกคลอง ตนได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันดูพื้นที่ว่าจุดไหนสามารถขุดลอกคลองเพื่อรองรับฝน ที่จะเริ่มตกลงมาในสัปดาห์หน้า สามารถขุดได้เลย เพราะใช้เพียงน้ำมันและเบี้ยเลี้ยงให้กำลังพลเท่านั้น

โบ้ยทำกันมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า อาจมีอีกหลายโครงการคล้ายกับโครงการนี้ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “เรื่องนี้สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ตลอด เน้นย้ำมาตลอดยิ่งเป็นงานของ อผศ. เงินทั้งหมดต้องนำไปให้ทหารที่เสี่ยงอันตรายและทหารผ่านศึก ต้องเอาไปให้เขา เราจะไปโกงอะไร ตายห่า น่าเกลียด ไม่มี กระทรวงกลาโหมไม่ทำ” เมื่อถามย้ำว่า อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่าทำไมต้องเป็น อผศ.มารับงาน แล้วนำไปกระจายให้หน่วยอื่นรับผิดชอบ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ความจริงไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้ มีมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้านี้ ถ้าในยุคตนจะไม่ทำ เพราะเราไม่มีเครื่องมือจึงต้องจ้างเอาว์ซอส (Outsource บริษัทนอก) ทั้งนั้น อีกอย่างต้องการให้ อผศ.มีรายได้ ถ้า อผศ.ไม่มีรายได้ก็อยู่ไม่ได้ เพราะเป็นองค์กรที่ดูแลทหารผ่านศึกสงคราม แต่ทุกอย่างต้องทำให้โปร่งใส รายได้ที่ได้มานำไปทำอะไร ใช้จ่าย อย่างไร ผอ.อผศ.ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ทั้งหมด ยืนยันว่ากระทรวงกลาโหมทำทุกอย่างโปร่งใส ตรวจ สอบได้ ไม่ว่าจะเรื่องยุทโธปกรณ์หรือการก่อสร้าง ทุกอย่างเราไม่ทำอะไรให้เคลือบแคลง

ให้ กกต.สอบฝ่ายการเมืองชูป้าย

เมื่อถามว่า มีการชูป้ายไม่รับการทุจริตของ อดีต ส.ส. มีนัยทางการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มีนัยอะไรแล้ว พอแล้ว ไม่ได้มาเล่นการเมือง ไม่ต้องมาเตะตัดขา ตัดซ้ายตัดขวาอะไร พยายามทำงานอยู่ มีคนไม่กี่คนเคยบอกแล้วว่าเราไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามใคร เราไม่มีศัตรู ไม่ขัดแย้งกับใครทั้งนั้น เมื่อถามว่า จะเชื่อมโยงกับเรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า เป็นเรื่องของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ามาดู คสช. พร้อมช่วยเหลือและเข้ามาดูแลตามที่ กกต.เห็นสมควร ส่วนจะใช้กฎหมายให้เข้มข้นมากขึ้นในเรื่องนี้หรือไม่นั้น ก็แล้วแต่ กกต.จะใช้ดุลพินิจ

คสช.โยน ปภ.เจ้าของงบประมาณ

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า เพื่อป้องกันความสับสน ขอชี้แจงว่าโครงการขุดลอกบึงหนองพล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นเจ้าของงบประมาณดำเนินการจัดจ้าง งานยังไม่เสร็จตามกำหนด จึงเสียค่าปรับตามสัญญาจ้าง และยังไม่เบิกจ่ายงบประมาณ จึงไม่ใช่การทุจริตของหน่วยงานราชการ สามารถตรวจสอบกับ ปภ.ได้โดยตรง กรณีที่ชาวบ้านในพื้นที่ และผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ถูกกลุ่มอดีตนักการเมืองชักชวนเข้าไปในพื้นที่ ให้ชูป้ายคำว่า “ไม่รับ” แล้วถ่ายรูป จากนั้นออกข่าวบิดเบือนว่าชาวบ้านถูก ทหารเรียกไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร แต่ข้อเท็จจริงชาวบ้านกลุ่มนี้ต้องการมาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ มีการบันทึกข้อมูลไว้ครบถ้วน พฤติกรรมของกลุ่มอดีต นักการเมืองปรากฏชัดว่ามีลักษณะบิดเบือน ปลุกกระแสให้เข้าใจผิด สร้างความสับสนและความเครียดต่อเนื่อง ขอให้ติดตามพฤติกรรมบุคคลเหล่านี้

ซัดลับหลังเจ้าเล่ห์ขี้โกงไม่เคารพ ก.ม.

แหล่งข่าว คสช.เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ของ แกนนำพรรคเพื่อไทยอย่างพร้อมเพรียงกัน และนำป้ายขนาดใหญ่ที่มีข้อความว่า “ไม่รับ” และ “No” เหมือนมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ต้องการให้มีปัญหาทาง กฎหมาย ให้ประชาชนถูกจับกุมเพื่อหวังขยายผล ความขัดแย้ง ด้วยการยืมมือประชาชน ถือว่าใจร้ายใช้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือตลอดเวลา หากจะตรวจสอบการทุจริตควรแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ หรือพรรคเพื่อไทยไม่เข้าใจระบบกระบวนการยุติธรรม หรืออาจไม่เข้าใจกฎหมาย จึงใช้วิธีนอกกฎหมายมาตลอด การที่ทหารเชิญชาวบ้านมาพบ ก็เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ แต่กลับนำไปกล่าวหาว่าประชาชนกลัวทหารข่มขู่จึงตอบทหารไปแบบนั้น คสช.มองว่าคนพวกนี้ไม่สมควรเข้ามามีบทบาททางการเมืองบริหารประเทศอีกต่อไป เป็นพวกเจ้าเล่ห์ขี้โกงไม่เคารพกฎหมาย

ปภ.โต้ถามแล้ว อผศ.บอกพร้อม

นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธาณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปภ.เป็นเพียงคู่สัญญากับ อผศ.เท่านั้น ส่วนการจัดจ้างทำสัญญา เป็นของ อผศ.กับ ปภ.จังหวัด ส่วนกรณีที่ อผศ.ไม่ดำเนินการเอง ไปจ้างช่วงให้เอกชนเข้ามาดำเนินโครงการนั้น ต้องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบออกมายืนยันว่ามีการกระทำดังกล่าวจริง ชั้นนี้ ปภ.ต้องยึดตามระเบียบและมติของ คสช. จ้างงานส่วน ราชการดังกล่าวต่อไป ก่อนหน้านี้ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดี ปภ. ทำหนังสือถึง อผศ.มาแล้ว 2 ครั้งสอบถามความพร้อมในการดำเนินโครงการเป็นระเบียบปฏิบัติปกติเมื่อมีหน่วยราชการได้สิทธิพิเศษตามมติ ครม. อีกทั้ง อผศ.ไม่เคยรับงานราชการในลักษณะนี้มาก่อน จึงต้องสอบถามความพร้อม โดยครั้งแรกสอบถามก่อนที่งบประมาณเข้ามา กระทั่งมีมติ ครม.ออกมา ครั้งที่สองหลังงบประมาณเข้ามาแล้ว ซึ่ง อผศ.ทำหนังสือตอบกลับมาทั้งสองครั้งว่ามีความพร้อม

“วรงค์” ตามซ้ำจวกหลอกชาวบ้าน

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า มีข้อสังเกตว่าป้าย “no corruption” ดูแล้วน่าจะมี การตระเตรียมมา เพียงแต่มาอาศัยชาวบ้านถือให้ดูมีน้ำหนัก เพื่อถ่ายรูปแล้วนำไปสร้างประเด็นทาง การเมือง สุดท้ายประชาชนกลายเป็นเหยื่อการเมือง เกรงว่าสังคมจะเกิดความเข้าใจผิดว่า พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย เพราะในรูปมีนายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในคณะดังกล่าวด้วย ขอชี้แจงว่านายนครลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ไปสังกัดพรรคชาติพัฒนาตั้งแต่การเลือกตั้งที่ผ่านมาแล้ว จึงไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่กรณีเป็นการเคลื่อนไหวที่ส่อนัยหวังผลทางการเมือง ในช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่อยากเชื่อว่าคณะนักการเมืองเหล่านี้จะใช้ชาวบ้านเป็นเหยื่อในการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ความซวยตกอยู่กับชาวบ้านในพื้นที่

“ปลอด” ลั่นอยู่เบื้องหน้าไม่มีแอบ

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการนำคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบการขุดบึงหนองพล บ้านหินลาด อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ซึ่งมีชาวบ้านระบุมีการเมืองอยู่เบื้องหลังกรณีดังกล่าว ว่า ไม่ได้อยู่เบื้องหลังแต่ตนอยู่เบื้องหน้าเลย เราลงพื้นที่มาแล้ว 3 ครั้ง เหตุที่ลงไปเพราะมีชาวบ้านส่งหนังสือร้องมาที่พรรคเพื่อไทย ทุกครั้งที่ไปก็เจอชาวบ้านชุดนี้พูดถึงความเดือดร้อนว่าอย่างไร มีการบันทึกภาพและเสียงไว้ ส่วนที่เห็นภาพชาวบ้านมาถือป้ายข้อความ “no corruption” ไม่เอาคอร์รัปชัน ไม่เกี่ยวกับเรื่อง การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้อ่านดูอย่าไปขู่ชาวบ้าน

จับไต๋ ปภ.–อผศ.แก้ต่างไม่ตรงกัน

นายปลอดประสพกล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าว องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ได้รับการ อนุมัติเงินจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเงื่อนไขจากกรมบัญชีกลาง ระบุว่า อผศ.ต้องเป็น คนทำเอง แต่ ผอ.อผศ.ระบุว่าไปจ้างบริษัทอื่นมาทำงาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บอกว่าบริษัทแรกไม่ทำเลยปรับเงิน เท่ากับว่ามีการทำผิดเงื่อนไข แต่ทั้ง ผอ.อผศ.และ ปภ.พูดไม่ตรงกัน คนหนึ่งบอกว่าบริษัทแรกไม่ทำงานจึงยึดคืนมา แต่อีกคนบอกว่าทำอยู่แต่เสียค่าปรับวันละ 6,200 บาท ตรงนี้ความจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ ขอให้เอามาตีแผ่ แต่ ที่เราลงพื้นที่ไปดูมาไม่เห็นว่าท่านทำอะไร งานทำไปได้ประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ทางน้ำเข้าน้ำออก ก็ไม่มี แทนที่จะทำกันแบบนี้ มาช่วยกันหาคนผิดและช่วยกันปราบโกงไม่ดีกว่าหรือ

“นคร” ท้าทุกฝ่ายลงพื้นที่ดูของจริง

นายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากทางทหารว่าได้สอบถามชาวบ้านจนเป็นที่พอใจและเข้าใจแล้ว จึงเลื่อนนัดเชิญไปพบโดยไม่มีกำหนด จึงอยากเชิญทุกฝ่ายลงพื้นที่ตรวจสอบการขุดบึงหนองพล ไม่ใช่มาโต้กันผ่านสื่อ ที่นั่นคือบ้านของตน ยินดีต้อนรับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น อผศ. ปภ. ตัวแทนรัฐบาล คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และประชาชน เชิญไปดูเพื่อมาร่วมกันแก้ไขป้องกันการทุจริต สะดวกจะไปดูของจริงวันใดนัดมาได้ พร้อมจะไปได้ทุกวันเวลา ขอบอกว่าความจริงก็คือความจริง เป้าหมายตนไม่มีฝ่ายการเมือง ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อการเมือง และไม่มีอำนาจไปหลอกลวงประชาชน แต่เป็นความเต็มใจของประชาชนที่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาความเดือดร้อน เรื่องทุจริตเป็นหน้าที่รัฐบาลและส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปตรวจสอบ เรามีหน้าที่เพียงให้ข้อมูลเท่านั้น

จับพิรุธ อผศ.ยอมรับไม่ได้ทำเอง

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ ผอ.อผศ.ยืนยันว่าโครงการขุดลอกบึงหนองพลไม่มีการทุจริต ที่โครงการล่าช้าเพราะผู้รับเหมาเดิมไม่ทำงานตามสัญญา จึงยึดสัญญาคืน และหาผู้รับเหมารายใหม่มาทำงานนั้น กระทรวงการคลังให้สิทธิพิเศษแก่ อผศ.ในการรับจ้างขุดลอกคูคลองโดยวิธีพิเศษ ไม่ต้องประกวด ราคา แต่มีเงื่อนไขว่า อผศ.ต้องทำเอง การที่ ผอ.อผศ. ออกมารับเองว่าหาผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาทำงานนั้น เท่ากับยอมรับว่า อผศ.ไม่ได้ทำงานเอง แต่รับงาน จาก ปภ.แล้วมาจ้างช่วง เป็นการดำเนินการผิดเงื่อนไข ของคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษกระทรวงการคลังชัดเจน การจ้างช่วงกันเป็นทอดๆ ส่อพิรุธว่าเกิดการทุจริตกับงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ส่วนที่ชาวบ้านระบุว่าถูกหลอกให้มาถือป้ายนั้น ถ้าจริงชาวบ้านคงไม่ให้สัมภาษณ์ถึงความเดือดร้อนกันยาวเหยียด และคงไม่เปิดบ้านทำกับข้าวเลี้ยงคณะ แกนนำเพื่อไทยและผู้สื่อข่าว

กรธ.กางโปรแกรมแจงร่าง รธน.

วันเดียวกันเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) แถลงว่า ที่ประชุมรับทราบแผนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีปฏิทินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์สาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มจากวันที่ 1 ก.ค.-5 ส.ค. โดยวันที่ 2 มิ.ย. กรธ.จะจัดประชุมชี้แจงแก่ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ณ ศาลาว่าการกรุงเทพฯ วันที่ 7-29 มิ.ย. จัดอบรมผู้แทนชุมชนของ กทม. จำนวน 4,200 คน ส่วนการลงพื้นที่ชี้แจงคำถามพ่วงร่วมกับ สนช. มีอาสาสมัครจาก สปท.เข้าร่วม 48 คน ใน 9 กลุ่มจังหวัด และวันที่ 13 พ.ค. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. จะบรรยายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง

“วิษณุ” สั่งลุยประชามติเดินหน้า

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มนักวิชาการยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ อาจขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพ ว่า เป็นการใช้กฎหมายปกติ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาจากที่ไหนสักที่หนึ่ง เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าขัดจริงจะได้หยุด แต่แม้จะหยุดใช้ พ.ร.บ.ประชามติฯ การทำประชามติโดยไม่มี พ.ร.บ.ประชามติฯยังสามารถทำต่อไปได้ เพราะในรัฐธรรมนูญระบุให้ทำประชามติ เพียงแต่ไม่มีกฎหมาย แต่ถ้าวันที่ 7 ส.ค. ยังไม่มีคำพิพากษาอะไรออกมา ก็ต้องว่ากันไปตามปกติ แต่หากมีการทำผิด จะเรียกไปปรับทัศนคติก็ว่ากันไป ยืนยันว่าใช้กฎหมายปกติ ไม่ได้เข้มข้น

มท.แจงแค่ร่างไม่เกี่ยวคำถามพ่วง

ที่กระทรวงมหาดไทยมีการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ มีนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน โดยนายกฤษฎาชี้แจงบทบาทหน้าที่ของ ครู ก. ครู ข. ต่อที่ประชุม และจัดการตั้งศูนย์เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ระดับจังหวัด กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายจาก กรธ. ให้ช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ในส่วนของคำถามพ่วง สนช.ไม่ได้ร้องขอให้ช่วยเผยแพร่ด้วย ดังนั้นครู ก. ครู ข. จึงไม่มีหน้าที่ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์คำถามพ่วง ยกเว้นแต่ สนช.ร้องขอเข้ามาเพิ่มเติม ให้ช่วยเผยแพร่ในส่วนดังกล่าว

บิ๊ก มท.พรึ่บกรรมการตีปี๊บร่าง รธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ มีนายกฤษฎา เป็นประธานกรรมการ นายประทีป กีรติเรขา รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. เป็นที่ปรึกษา และกรรมการประกอบด้วย รองปลัดกระทรวง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อธิบดีทุกกรม ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รองอธิบดีกรมการปกครอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง ผู้ว่าการและผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจในสังกัด รวม 22 คน มีอำนาจหน้าที่ 1.สนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อทำความเข้าใจสาระ สำคัญร่างรัฐธรรมนูญ 2.กำหนดแผนแต่งตั้งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด อำเภอ 3.แต่งตั้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคณะทำงานต่างๆ 4.จัดอบรมวิทยากร ครู ก. ครู ข. ครู ค. 5. กำกับดูแลและติดตามประเมินผลการดำเนินการของจังหวัดและอำเภอ 6. เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญและด้านอื่นๆ ตามที่ กรธ.มอบหมาย

กกต.ยันไม่มีล็อกสเปกโรงพิมพ์

นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ถูกกล่าวหาว่าไม่สุจริตในการจัดพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ ว่า ยืนยันว่าไม่มีการล็อกสเปกการจัดประกวดราคาแต่ละโรงพิมพ์ ใครให้ราคาต่ำสุด และโรงพิมพ์มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ให้ราคาต่ำสุด แต่ไม่มีประสิทธิภาพพิมพ์บัตรได้ทัน กกต.พลาดไม่ได้ เรามีคณะกรรมการตรวจสอบทุกระยะ และยังมีคณะกรรมการชุดลับไปตรวจสอบอีก ทำอย่างระมัดระวัง หากทำผิดสามารถดำเนินคดีได้ไม่ต้องเกรงใจ

“บิ๊กตู่” สะท้อนหวังสหรัฐฯเข้าใจ

อีกเรื่องเมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.เดนนิส แบลร์ ประธานมูลนิธิ Sasakawa Peace Foundation USA เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในโอกาสเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ จากนั้น พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.ร.อ. เดนนิส แบลร์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญของสหรัฐอเมริกา ทั้งในกองทัพและฝ่ายบริหาร เป็นที่ยอมรับในแวดวงการเมือง การทหาร และธุรกิจ นายกฯจึงหวังว่า พล.ร.อ.เดนนิส แบลร์ ที่เขียนหนังสือเรื่อง Military Engagement: Influencing Armed Forces Worldwide to Support Democratic Transition จะเข้าใจการเปลี่ยนผ่านของไทย และจะช่วยสะท้อนมุมมองแนวคิดของไทยไปยังผู้กำหนดนโยบาย และฝ่ายต่างๆในสหรัฐฯเพื่อช่วยรักษาและเพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรที่ยาวนานกว่า 183 ปี

ยืนกรานไม่ละเมิดสิทธิถ้าไม่ผิด ก.ม.

พล.ต.วีรชนกล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยพร้อมพบพูดคุยกับฝ่ายสหรัฐฯในทุกระดับ และยังหารือในหลายประเด็น ได้แก่ พัฒนาการการเมืองไทย ประเด็นสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะประเด็นที่อาจมีความคาดเคลื่อน สร้างความเข้าใจผิด นายกฯเน้นว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ไม่เคยจับกุมใครถ้าไม่กระทำผิดกฎหมาย แต่หลายโอกาสบุคคลที่ต้องการสร้างความขัดแย้งจะใช้การแสดงออกที่ผิดกฎหมายเป็นเครื่องมือ เพื่อให้ได้รับความสนใจจากประชาคมต่างประเทศ รัฐบาลไม่เคยทำร้ายใคร เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนให้เสรีภาพการแสดงออกที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง สำหรับการเลือกตั้งจะมีภายในปี 2560 ตามโรดแม็ป และยินดีรับฟังคำแนะนำและประสบการณ์ของสหรัฐฯ

ศาลทหารแค่เครื่องมือป้องปราม

พล.ต.วีรชนกล่าวว่า พล.ร.อ.เดนนิส แบลร์ กล่าวกับนายกฯว่าเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองไทยเป็นอย่างดี เคยมีความร่วมมือกับหลายรัฐบาล ส่วนตัวจึงเข้าใจเหตุผลความจำเป็นที่นายกฯต้องเข้ามาบริหารประเทศ มีความเห็นใจ ทราบว่าการบริหารประเทศและการเมืองมีความยากลำบาก โดยเฉพาะการบริหารประเทศภายใต้ความขัดแย้งที่มีความซับซ้อน เชื่อมั่นว่านายกฯจะก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้ ทั้งนี้ ระหว่างสนทนานายกฯเปิดโอกาสให้ พล.ร.อ.เดนนิส แบลร์ซักถามข้อเท็จจริงเรื่องการให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร โดยนายกฯตอบว่า ศาลทหารไทยทำงานเหมือนศาลปกติ ให้ประกันตัวได้ ศาลทหารเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับป้องปรามในประเด็นที่ระบุไว้ชัดเจน อาทิ การหมิ่นสถาบันฯ หรือที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมเป็นวงกว้าง เพื่อระงับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย เป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อระงับเหตุเท่านั้น ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามที่เป็นข่าว

ปลื้มยูเออีเข้าใจสถานการณ์ในไทย

ต่อมาเวลา 14.00 น. เชค อับดุลลาห์ บิน ซายิด อัล นะห์ยาน (H.H. Sheikh Abdullah bin Zayed Al Nahyan) รมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เข้าพบนายกฯ พล.ต.วีรชนกล่าวว่า สองฝ่ายยินดีที่การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทวิภาคีไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ครั้งที่ 1 ประสบผลสำเร็จด้วยดี แสวงหาแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในหลายมิติ อาทิ พลังงาน การค้าการลงทุน การท่องเที่ยว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถใช้ไทยเป็นประตูเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และไทยสามารถใช้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นจุดกระจายสินค้า หรือประตูทางออกของสินค้าไทยไปยังตลาดตะวันออกกลางได้ นายกฯย้ำว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทยในตะวันออก กลาง และขอบคุณที่รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทย และหวังว่าจะสนับสนุนไทยต่อไป

“เดวีส์” พบ “ดอน” ย้ำท่าทีเดิมสหรัฐฯ

วันเดียวกันเวลา 16.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ หารือกับนายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ราว 1 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นทั้งคู่ได้แถลงข่าวร่วมกัน โดยนายดอนเปิดโอกาสให้นายเดวีส์ชี้แจงสื่อมวลชนก่อน โดยนายเดวีส์เล่าถึงประเด็นที่หารือ คือเรื่องปัญหาทะเลจีนใต้ และสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสำนักข่าวเอเอฟพีเสนอข่าวว่า สหรัฐฯได้ประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ นายเดวีส์ตอบว่า สหรัฐฯห่วงกังวลอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น กับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และเห็นว่าควรเปิดพื้นที่ทางการเมือง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นขัดต่อพันธกรณีของไทยตามหลักสากล แต่ความสัมพันธ์สองประเทศยังแข็งแกร่ง เพราะไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ

ห่วงปมสร้างบรรยากาศความกลัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายเดวีส์กล่าวจบ นายดอนได้เรียกเอกสารจากเจ้าหน้าที่มาดูและสอบถามนายเดวีส์อีกครั้ง ซึ่งนายเดวีส์ได้หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านต่อหน้าสื่อมวลชน และให้เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯแปลให้สื่อมวลชนฟังเป็นภาษาไทย ว่า สหรัฐฯรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์จับกุมผู้โพสต์ข้อความออนไลน์ รวมถึงการจับกุมมารดาของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่เป็นการเคารพเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างบรรยากาศของการข่มขู่ ทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง การข่มขู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและครอบครัว ทำให้เกิดความวิตกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งต่อพันธกรณีของไทยที่ต้องเคารพเสรีภาพการแสดงความเห็น สหรัฐฯ ยังคงวิตกกังวลต่อการจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิแสดงความเห็น สิทธิในการชุมนุม รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร

จี้รัฐบาลเลิกข้อจำกัด-ให้เสรีภาพ

“สหรัฐฯเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้มีพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในอนาคตทางการเมือง รวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ เราขอเรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆเหล่านี้” เดวีส์กล่าวและว่า นี่คือจุดยืนและท่าทีของสหรัฐฯ พร้อมกับขอบคุณรัฐบาลไทยอีกครั้งที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องต่างๆ รวมถึงสิทธิมนุษยชนในไทย ขอบคุณสื่อมวลชนที่ทำงานเพื่อประชาชนและย้ำว่าสื่อมวลชนมีหน้าที่ในการสื่อความจริงให้ประชาชนได้รับทราบ สหรัฐฯให้ความเคารพกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม หลังนายเดวีส์อ่านเอกสารที่เตรียมมาจบ นายดอนได้ย้ำว่า นายเดวีส์ไม่ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยระหว่างการหารือกัน นายเดวีส์จึงพูดอีกครั้งว่า ยืนยันว่าไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพูดกับนายดอน แต่พูดกับสื่อเพื่อแสดงจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่ในการหารือกับนายดอน ได้พูดคุยกันในหลายเรื่องรวมถึงเรื่องสิทธิพลเมือง

“ดอน” แจงแค่ห่วงใยไม่ได้ประณาม

จากนั้น นายดอนให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังส่งนายเดวีส์และคณะว่า สิ่งที่นายเดวีส์ย้ำเป็นการแสดงความห่วงใยแต่ไม่มีการประณามไทยตามที่เป็นข่าว ระหว่างการหารือไม่ได้พูดถึงประเด็นเหล่านี้ ตรงกันข้ามสหรัฐฯเป็นฝ่ายรับฟัง ซึ่งตนก็พูดถึงเรื่องการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยต่อคณะทำงานยูพีอาร์ที่เจนีวา มีเสียงชื่นชมไทยในหลายประเด็น และเรื่องสิทธิพลเมืองไทยก็เหมือนสหรัฐฯ เมื่อมีเรื่องที่สร้างความวุ่นวายในสังคม ต้องหาทางไม่ให้เกิดความปั่นป่วน ที่ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดเพราะเป็นที่เข้าใจว่าทุกประเทศก็มีปัญหาเหล่านี้เช่นกัน ขณะที่ในรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั้งที่สหรัฐฯและอังกฤษเพิ่งเผยแพร่ออกมา ประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นเป้า ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญหา ถ้าจะมีก็เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นเป้าเท่านั้น

“ประวิตร” ชี้แค่ห่วงใยตามหลักการ

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการนำเสนอรายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย (ยูพีอาร์) รอบ 2 ของไทยที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า คิดว่าดี เราดำเนินการชัดเจน ส่วนข้อกังวลและข้อห่วงใยเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพ และการแสดงออกนั้นคิดว่านานาชาติไม่ได้มาเห็นหรือรับรู้เรื่องในประเทศไทย ฉะนั้นเขาต้องห่วงใยเป็นธรรมดาตามหลักการ ทั้งนี้อยากถามว่าเราไปละเมิดสิทธิมนุษยชนใครบ้าง โดยเฉพาะเรื่องศาลทหารเราดำเนินการไปตามกฎหมาย และทุกประเทศก็ใช้มาตรการกฎหมายแบบนี้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน

บอกเอามาปรับจูนไม่ได้ดีดปาก

เมื่อถามว่า การเรียกบุคคลเห็นต่างไปปรับทัศนคติต่างชาติมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ก็เป็นพวกเห็นต่าง ในเมื่อรัฐบาลและ คสช.ต้องการให้เกิดความสงบสุข หากมีคนเห็นต่างทั้งหมด ประเทศก็ไม่สงบสุข เราต้องใช้วิธีการปรับจูนให้พวกเขาเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ได้ไปดีดปากพวกเขาสักนิด ส่วนข้อเสนอแนะและข้อห่วงใยของต่างชาติ รัฐบาลและคสช.ไม่จำเป็นต้องนำมาทบทวน ตรงกันข้ามคงต้องทบทวนพวกผู้สื่อข่าวที่ชอบตั้งคำถาม ขอย้ำว่ารัฐบาลและ คสช.ต้องเดินหน้าตามโรดแม็ป เพราะประเทศต่างๆเขาดูเราอยู่ ถ้ายังมัวมาแตะขาแตะแข้งกันแบบนี้ โรดแม็ปก็ไม่เดิน ซ้ำร้ายพวกตนที่ทำงานขณะนี้คงแย่แน่”

“ประจิน” วอนสื่อช่วยแจงต่างชาติ

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังนายสตัฟฟาน แฮร์สเตริม เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ว่า ไม่มีการพูดถึงข้อท้วงติงของนานาชาติ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย แต่ได้อธิบายเบื้องต้นให้เกิดความเข้าใจ แม้นายสตัฟฟานจะยอมรับว่ายังไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเท่าที่ควร แต่จะพยายามทำความเข้าใจมากขึ้น อยากให้สื่อมวลชนช่วยกันอธิบายข้อครหาซึ่งต่างชาติอาจยังไม่เข้าใจด้วย เพราะสื่อมวลชนมีความสำคัญในการทำความเข้าใจ แม้แต่ละคนจะมองไม่เหมือนกัน

“ปึ้ง” เย้ยรัฐบาลเอาใบบัวปิดไม่มิด

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การประชุมนานาชาติด้านสิทธิมนุษยชนที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่ประเทศไทยถูกจับตามองเป็นพิเศษในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และจากรายงานฮิวแมนไรท์วอชที่ออกมามีประเด็นที่น่าเป็นห่วงสถานภาพการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพในไทยเรา ถ้ารัฐบาลไทยไม่รีบปรับปรุงแก้ไข หรือดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง ภาพลักษณ์ประเทศจะเสียหายมาก คำแถลงของไทยดูเหมือนจะสวยหรู แต่ไม่สามารถปิดบังความจริงที่เกิดขึ้นได้ เพราะขัดแย้งกับรายงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชน รวมถึงเอ็นจีโอที่เสนอไว้

ข้อมูลนานาชาติใกล้เคียงกันหมด

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ตามรายงานมีความเป็นห่วง เรื่อง 1.การให้อำนาจแก่ คสช.มากเกินไป ให้อำนาจแก่ทหารโดยไม่จำกัดความผิด และคุ้มครองความผิดโดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 2.การให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร 3.การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของการชุมนุมโดยสันติ 4.การควบคุมเสรีภาพสื่อมวลชน 5.คณะกรรมการสิทธิฯไม่มีความเป็นอิสระ 6.การใช้กฎหมายความผิดทางคอมพิวเตอร์ และมาตรา 112 มากำจัดผู้เห็นต่าง 7.การเรียกปรับทัศนคติและกักขังควบคุมตัว 8.การจับกุมนักศึกษาและการดำเนินคดี และตรงกับข้อห่วงใยของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) อังกฤษ นิวซีแลนด์ อเมริกา ออสเตรเลีย และสแกนดิเนเวีย อยากให้รัฐบาลรีบแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น

“เสรี” เสียงอ่อยยอมปรับลดเงื่อนไข

ส่วนกระแสต่อต้านข้อเสนอสร้างความปรองดองโดยการออกกฎหมายรอการกำหนดโทษ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ที่ประชุม สปท.การเมือง เชิญนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มาพูดถึงแนวทางสร้างความปรองดอง แต่ไม่มีการหารือเรื่องกฎหมายรอการกำหนดโทษ เป็นเพียงการพูดคุยเรื่องหลักเกณฑ์เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ส่วนกฎหมายรอการกำหนดโทษคงต้องหยุดไว้ก่อน ต้องรอให้ได้สติกันก่อน แล้วค่อยมาพูดคุยกันอีกครั้ง ยืนยันว่ายังไม่พับแผน แต่อาจต้องปรับเนื้อหาให้ลดความเข้มข้นลง เช่น เงื่อนไขหลังการรับสารภาพผิดให้เบาลง แทนที่จะถูกคุมเข้มเรื่องต่างๆตลอดชีวิต อาจให้เหลือเพียง 1-2 ปี หรือยกเลิกการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ต้องหารือกันก่อน จากนั้นจะเข้าหารือกับนายวิษณุ เครืองาม อีกครั้ง

พร้อมรับฟังเสียงท้วงติง “พี่ใหญ่”

นายเสรีกล่าวว่า การชะลอเรื่องกฎหมายรอการกำหนดโทษในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นสัญญาณมาจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว. กลาโหม ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว แต่ สปท.การเมืองก็พร้อมรับฟังเพราะ สปท.ถือเป็นหนึ่งในแม่น้ำห้าสายที่ต้องทำงานร่วมกัน เมื่อ พล.อ.ประวิตรท้วงติงว่า อาจจะเกิดความวุ่นวายตามมา เราก็เห็นว่า อาจจะเป็นไปได้ จึงเห็นว่าควรชะลอไว้ก่อน แต่ยืนยันว่า ไม่มีใบสั่งจากใครให้ดำเนินการผลักดันกฎหมายดังกล่าวแน่นอน

ญาติวีรชน 35 ดันข้อเสนอชุด “เอนก”

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า ขอชื่นชมนายเสรีที่กล้าหาญผลักดันเรื่องการสร้างความปรองดอง แต่ขอคัดค้านข้อเสนอการพักโทษ และอยากให้ผลักดันรายงานการสร้างความปรองดอง ของคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ที่เคยศึกษาไว้ เพราะเป็นการศึกษาแนวทางปรองดองครอบคลุมทุกด้าน และยังได้รับการสนับสนุนจากแกนนำผู้ชุมนุม และผู้สูญเสีย อยากฝากถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่า การออกมาเบรกข้อเสนอของนายเสรีนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะฝ่ายความมั่นคงควรสนับสนุนการสร้างความปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นของนายเสรีหรือคณะใดก็ตาม หากสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ เราจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯคนต่อไป

ดัน ก.ม.อำนวยความยุติธรรมแทน

นายภูมิ มูลศิลป์ อดีตคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สปช. กล่าวว่า คณะกรรมการฯกำลังหารือกัน เพื่อพิจารณาหลักการร่างกฎหมายอำนวยความยุติธรรมเพื่อสร้างสังคมสันติสุข จะมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน โดยนำข้อสรุปของคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองมาร่างเป็นกฎหมาย เนื้อหาเบื้องต้นจะตั้งคณะกรรมการ 1 ชุดที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมและผู้สูญเสียจากการชุมนุมทางการเมืองมาร่วมพิจารณา บนพื้นฐานความเสมอภาคของทุกสี ทุกกลุ่ม โดยแบ่งความผิดเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มประชาชนทั่วไป ที่กระทำผิดเนื่องจากแรงจูงใจทางการเมือง ควรได้รับการกรองออกมาจากความผิด เพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยา แต่ไม่รวมความผิดในคดีการฆ่า การพกพาอาวุธ ส่วนการเผาทรัพย์สินต้องดูเจตนา หากมาจากแรงจูงใจจากความโกรธแค้นที่ได้รับข้อมูลผิดๆมา ควรได้รับการยกเว้น แต่หากเป็นการว่าจ้างให้มาเผา ก็ไม่เข้าข่าย

วางหลักเกณฑ์เคลียร์คดีแกนนำ

นายภูมิกล่าวว่า 2.กลุ่มแกนนำต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และมีการสำนึกรับผิด คือ ยอมรับว่าการต่อสู้ในอุดมการณ์ทางการเมืองที่คิดว่าถูกต้อง ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ และต้องได้รับการให้อภัยจากฝ่ายผู้เสียหาย ซึ่งต่างจากการให้ยอมสารภาพผิด จากนั้นจะพิจารณาว่าควรออกเป็นกฎหมายพิเศษหรือไม่ เช่น กฎหมายนิรโทษกรรม ต้องดูว่าสังคมพร้อมหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องเปราะบาง อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยความผิดในส่วนแกนนำจะไม่ครอบคลุมคดีทุจริต คดีมาตรา 112 และคดีการฆ่า เป็นต้น

สั่งไต่สวนคดี “จ่านิว” ยื่นคำร้อง

ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ศาลอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ ในคดีที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษายื่นคำร้องกล่าวหามีการคุมขังนายธเนตร หรือตูน อนันตวงษ์ อายุ 25 ปี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอศาลดำเนินการไต่สวนเพื่อให้ปล่อยตัวนายธเนตร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ ข้อหากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนฯ และผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีร่วมแชร์แผนผังภาพและข้อมูลเท็จโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ศาลชั้นต้นยกคำร้องไป นายสิรวิชญ์จึงยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ไต่สวนคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าคำร้องไม่มีมูลเพียงพอ ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวน และมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

“ธเนตร” ขอลี้ภัยในต่างประเทศ

น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความผู้ร้อง กล่าวว่า ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้กำหนดวันนัดไต่สวน เตรียมให้นายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว ผู้ร้อง และเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์มาเบิกความ ส่วนนายธเนตรไม่สามารถติดต่อได้ สำหรับนายธเนตร ภายหลังถูกควบคุมตัวได้นำตัวยื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2558 ศาลทหารอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยตีราคาประกัน 100,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง และห้ามยุยงปลุกปั่น และให้มารายงานตัวต่อศาลทหารทุก 12 วัน แต่เมื่อเดือน ม.ค.2559 นายธเนตรให้สัมภาษณ์ว่าได้เดินทางออกนอกประเทศ เพื่อขอลี้ภัยในต่างประเทศแล้ว

“วิษณุ” ชี้ชะลอจ่ายค่าโง่คลองด่าน

อีกเรื่อง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการธุรกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติให้อายัดทรัพย์สินจากการกระทำผิดของกลุ่มบุคคล ซึ่งเป็นสิทธิ์เรียกร้องในหนี้ตามข้อตกลงที่กรมควบคุมมลพิษจะต้องจ่ายให้แก่กลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG ในคดีคลองด่าน ว่าเมื่อมีคำสั่งเช่นนี้ กระบวนการจึงต้องหยุดก่อน เพราะ ปปง. มีอำนาจอายัดทรัพย์ได้ 90 วัน โดยกลุ่มกิจการร่วมค้า ต้องมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน หากชี้แจงแล้ว ปปง. ไม่เชื่อจะนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการ ปปง.เพื่อให้ลงมติว่าจะฟ้องต่อศาลให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินเลยหรือไม่ ถ้าชี้แจงแล้ว ปปง.ไม่ติดใจ ปปง.ถอนอายัดเมื่อไร รัฐบาลก็ยินดีจะจ่าย ระหว่างนี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินในงวดที่ 2 และคิดว่าไม่มีดอกเบี้ยเพิ่ม

ทส.รอมติ ครม.สั่งจ่าย-ไม่จ่าย

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรณีที่ ปปง. ส่งอายัดการชำระเงินค่าเสียหายให้กิจการร่วมค้า NVPSKG งวดที่ 2 ในวันที่ 21 พ.ค. และงวดที่ 3 ในวันที่ 21 พ.ย.นั้น กระทรวงทรัพยากรฯ ทำตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้จ่ายเงินค้างชำระ กระทรวงไม่มีอำนาจที่จะไม่ทำตามคำตัดสินหรือคำสั่งศาล ยืนยันว่าจะจ่ายเงินค้างชำระ ยกเว้นจะมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าไม่ต้องจ่าย หรือให้พักการจ่ายไว้ก่อน คิดว่า ครม.คงมีความชัดเจนก่อนวันที่ 21 พ.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระงวดที่ 2

เล็งชง ก.คลัง ส่งศาลพิจารณาคดีใหม่

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. เปิดเผยว่า หลังจาก สตง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือการจ่ายเงินค่าเสียหายคลองด่านส่วนที่เหลือ ทำให้เห็นช่องทางในการยื่นเรื่องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้พิจารณาคดีใหม่ เพราะการพิจารณาคดีของศาลปกครอง ไม่ได้นำข้อมูลในคดีอาญามาร่วมพิจารณา เช่น การฉ้อฉลของภาคเอกชนตั้งแต่การซื้อที่ดิน และฉ้อฉลในคำสัญญาร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ล่าสุดศาลอาญาเพิ่งพิจารณาลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งการที่ ปปง.มีมติให้อายัดทรัพย์สินการกระทำผิดของกลุ่มบุคคล ซึ่งเป็นสิทธิ์เรียกร้องในหนี้ตามข้อตกลงที่กรมควบคุมมลพิษจะต้องจ่ายให้แก่กลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG ยิ่งเป็นผลดี ทำให้ยังไม่ต้องจ่ายเงินในงวดที่ 2 และ 3 จึงมีหนังสือไปยังกระทรวงการคลัง ให้ดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลปกครองกลาง ให้พิจารณาคดีใหม่ หากกระทรวงการคลังไม่สะดวกยื่นเรื่อง ขอให้มอบ หมาย สตง.ดำเนินการแทน เพราะเรามีข้อมูลในส่วนนี้อยู่แล้ว

เบรกเชลียร์ “นายกฯพบเพื่อนครู”

หลังเกิดกรณีมีการนำกำหนดงาน “นายกฯพบเพื่อนครู” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเป็นประธาน ในวันที่ 13 พ.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เผยแพร่ทางสื่อโซเชียลมีเดีย ให้ผู้ร่วมงานปรบมือต้อนรับและให้พูด “นายกฯสู้ๆ” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า นายกฯฝากไปยังทีมออร์กาไนเซอร์ผู้จัดงาน ไม่ต้องเอาใจ เขียนกำหนดการให้ผู้เข้าฟังปรบมือหรือส่งเสียงเชียร์นายกฯ ตามที่มีข่าวทางโซเชียลมีเดีย เพราะนายกฯเอาความจริงใจไปแลก ไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่ต้องการคะแนนนิยม ไม่ต้องการสร้างภาพ

นายกฯบินถกปัญหากับ “ปูติน”

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายจักรกฤษณ์ ศรีวลี อธิบดีกรมอาเซียน พร้อมนายวัฒนะ คุ้นวงศ์ รองอธิบดีกรมยุโรป บรรยายสรุปถึงการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ระหว่างวันที่ 17-19 พ.ค.และการร่วมประชุมอาเซียน-รัสเซีย ระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. โดยนายวัฒนะกล่าวว่า การหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีรัสเซียครั้งนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกัน ในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ครบ 120 ปี ในปี 2560 ฝ่ายไทยต้องการผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ฝ่ายไทยตั้งความหวังในการผลักดันเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ 5 เท่า ทั้งสองฝ่ายจะลงนามความตกลงร่วมกัน 9-11 ฉบับ นอกจากนี้นายกฯจะเข้าพบหารือกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เพื่อหารือถึงประเด็นปัญหาระดับโลกเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

“กลิน เดวีส์” จับเข่าถก “ดอน” เผชิญหน้าแถลงตอกย้ำท่าทีสหรัฐฯวิตกสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย เตือนตรงๆ ขัดพันธกรณีหลักสากล ห่วงสร้างบรรยากาศข่มขู่ จี้รัฐบาลเลิกข้อจำกัด-คืนเสรีภาพ หนุนสื่อไทยทำหน้าที่... 13 พ.ค. 2559 07:48 13 พ.ค. 2559 07:48 ไทยรัฐ