วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
50,000 ล้านบาทเพื่อลูก ค่าใช้จ่ายเปิดเทอม 2559

50,000 ล้านบาทเพื่อลูก ค่าใช้จ่ายเปิดเทอม 2559

โดย ซูม
13 พ.ค. 2559 06:54 น.
  • Share:

ถ้าการจัดงานต่างๆจะไม่ค่อยมีคนเที่ยว ไม่ค่อยมีคนควักกระเป๋าซื้อของ หรือคอนเสิร์ตต่างๆจะเก้าอี้ว่างเป็นส่วนใหญ่ หรือแม้แต่เวทีมวยแฟนประจำจะหดหายไปอย่างผิดสังเกต...ก็อย่าได้ประหลาดใจอะไรเลย

ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกๆปีก็เป็นอย่างนี้แหละ ใครจัดงานอะไรขาดทุนหมด

“อาจารย์บี้” หรือ วิชัย แต้ตระกูล อดีตนักวิจารณ์มวยชื่อดังของไทยรัฐ และเป็นโปรโมเตอร์จัดมวยของเวทีลุมพินีอยู่ด้วย เคยบ่นให้ผมฟังเมื่อหลายปีก่อนว่า

“แย่เลยพี่ซูม ผมได้โปรแกรมจัดมวยใหญ่ๆกลางเดือนพฤษภาคมทุกปี...จัดแล้วก็ขาดทุนยับเยิน เพราะคนดูหายไปเกือบครึ่ง โดยเฉพาะพวกนักพนันขาเล็กขาใหญ่ทั้งหลาย”

เมื่อผมถามว่าทำไมนักพนันต้องมาหายหน้าในกลางเดือนพฤษภาคมด้วยล่ะ...ก็ได้รับคำตอบจากอาจารย์บี้ว่า

“เปิดเทอมใหญ่ไงครับพี่...ถึงเป็นนักพนันก็รักลูก ต้องเอาเงินไปจ่ายค่าเทอม ค่าแป๊ะเจี๊ยะให้ลูกก่อน...เรื่องการพนันมวยเป็นเรื่องรองลงมา”

อาจารย์บี้จากพวกเราไปกว่า 15 ปีแล้ว แต่คำพูดของอาจารย์ยังเป็นความจริงอยู่เสมอ ใครจัดงานอะไรในช่วงเดือนพฤษภาคมมักเจ๊งกับเจ๊า โอกาสได้กำไรแทบไม่มีเลย

แม้แต่นักพนันยังรักลูกมากกว่าการพนัน แล้วจะไม่ให้คนทั่วไปรักลูกและคิดถึงอนาคตของลูกๆได้อย่างไรล่ะ

สำหรับปี 2559 นี้ จะเปิดเทอมแรกในวันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคมที่จะถึงแล้วครับ เนื่องจากรัฐบาลไทยเห็นว่าการเปิดเรียนในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมสำหรับโรงเรียนประถมและมัธยมเหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย สอดคล้องกับฤดูกาล สอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณี และลงตัวอย่างเรียบร้อยดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องเลื่อนไปเปิดตามกลุ่มประเทศอาเซียนแต่อย่างใดทั้งสิ้น

จึงมีแต่ในระดับอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยต่างๆเท่านั้นที่จะเปิดเหมือนกับมหาวิทยาลัยของกลุ่มอาเซียน ซึ่งจะเริ่มในเดือนสิงหาคม

ด้วยเหตุนี้เดือนพฤษภาคมจึงยังคงเป็นเดือนสยองขวัญพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กไทยในระดับมัธยม ประถม และอนุบาลต่อไปเหมือนเดิม

ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อ 2 วันก่อน พบว่าค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองโดยรวมสำหรับเปิดเทอมใหม่ปีนี้จะสูงถึง 49,145 ล้านบาท หรือเกือบ 50,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว นับเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี

รวมเป็นค่าใช้จ่ายประเภทค่าเล่าเรียน ค่าบำรุงโรงเรียน ค่าหนังสือ ค่าชุดนักเรียน ฯลฯ เฉลี่ยแล้วถึง 10,064 บาท ต่อนักเรียน 1 คน โดยยังไม่รวมค่าเรียนพิเศษในระดับต่างๆที่จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก

ผลการสำรวจระบุว่าร้อยละ 49 มีเงินพอเพียงที่จะนำมาใช้จ่ายแต่ถึงร้อยละ 51 ที่ตอบว่าไม่พอเพียง จำเป็นต้องจำนำทรัพย์สินกู้เงินในระบบ หรือหยิบยืมจากญาติพี่น้อง ฯลฯ

สอดคล้องกับรายงานหน้า 1 ของไทยรัฐเมื่อ 2 วันก่อน ที่ระบุว่าโรงรับจำนำต้องทำงานหนักอีกเช่นเคยในช่วงเปิดเทอม โดยผู้ปกครองจะนำทองและทรัพย์สินมีค่าอื่นๆมาฝากไว้กับโรงรับจำนำเป็นจำนวนมาก และปีนี้ยังมีสินค้าแบรนด์เนมหลายยี่ห้อมาจำนำด้วย

จริงๆแล้ว ค่าเล่าเรียนที่แพงขึ้นส่วนหนึ่งอาจมาจากโรงเรียนที่มีการสอน 2 ภาษา ไทย-อังกฤษมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับอนุบาลและประถม ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีความประสงค์จะให้ลูกๆเรียนรู้ทั้ง 2 ภาษาต้องจ่ายแพงขึ้น

ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของลูกก็แล้วกันครับ ซึ่งมองอีกมุมหนึ่งก็ถือว่าดี...คือดีกว่าเอาไปใช้จ่ายอีลุ่ยฉุยแฉกอย่างอื่นๆ

แม้ว่าในข้อเท็จจริงอาจไม่จำเป็นต้องลงทุนมากขนาดนี้ คือเรียนในโรงเรียนรัฐบาลทั่วๆไป ไม่ต้องติวไม่ต้องเรียนเพิ่มอะไรมาก โดยหันมาใช้วิธีสร้างความอบอุ่น ให้กำลังใจหรือสอนเองติวเองแก่ลูกๆ ก็น่าจะทำได้

แต่เอาเถอะ เมื่อจะลงทุนเพื่อลูกก็ไม่ว่ากัน และถ้าไปดูแนวโน้มของประเทศพัฒนาใหม่ อย่างเช่นเกาหลีใต้หรือไต้หวัน ก็เคยตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มาก่อนเหมือนกัน

ผมขอให้กำลังใจพ่อแม่ผู้ปกครองทุกๆคนที่ตกอยู่ในภาวะที่จะต้องจ่ายเงิน รวมแล้วเกือบๆ 5 หมื่นล้าน ดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้

สวัสดีวันเปิดเทอม 2559 นะครับ.

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้