วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รู้จัก 'โรดริโก ดูเตร์เต' จาก 'ผู้ลงทัณฑ์' สู่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

(ภาพ: AP)

โรดริโก ดูเตร์เต ผู้สมัครฝีปากกล้า วัย 71 ปี ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา แม้จะมีเสียงครหามากมายเกี่ยวกับเขา รวมทั้งเรื่องการพูดจายั่วยุ แต่ผลงานการปราบอาชญากรรมของเขาในเมืองดาเวา เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวฟิลิปปินส์ที่กำลังเบื่อหน่ายกับรัฐบาลเดิม และกำลังต้องการความเปลี่ยนแปลง

ไทยรัฐออนไลน์ ขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับประวัติ และวีรกรรมไม่ธรรมดาของ โรดริโก ดูเตร์เต ว่าที่ผู้นำคนใหม่ของฟิลิปปินส์ และเหตุผลที่ว่า ทำไมนายกเทศมนตรีเมืองดาเวารายนี้ จึงถูกเรียกว่า 'ผู้ลงทัณฑ์'...

ประวัติโดยสังเขป

โรดริโก ดูเตร์เต เกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1945 ที่เมืองมาอาซิน ซึ่งตอนนี้เป็นเมืองเอกของจังหวัดเลย์เต ทางใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ ตระกูลดูเตร์เต ถูกระบุว่าเป็นตระกูลการเมือง เนื่องจาก บิเซนเต ตี. ดูเตร์เต บิดาของเขาซึ่งเป็นนักกฎหมาย เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดดาเวา (สมัยยังไม่แยกเป็น 3 เมือง) และเคยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเนา บนเกาะเซบู ส่วน โซเลดาด โลอา มารดาผู้เป็นอาจารย์ ก็เป็นทายาทของผู้นำพลเรือนของชาวมาราเนา บนเกาะมินดาเนา ขณะที่ โรนัลด์ ญาติของ ดูเตร์เต และรามอน บิดาของเขา ก็เคยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเซบู ครอบครัวดูเตร์เตย้ายไปตั้งรกรากที่จังหวัดดาเวา ในปี 1951

ดูเตร์เต ฉายแววความห้าวตั้งแต่สมัยเรียน โดยเขาศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนประถม 'ลาบูน' ในเมืองมาอาซิน ได้ 1 ปี ก่อนจะย้าย และเรียนจบที่โรงเรียนประถาม 'ซานตา อานา' ที่เมืองดาเวา ในปี 1956 จากนั้นเขาเข้าศึกษาชั้นมัธยมแต่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนถึง 2 แห่ง เนื่องจากความประพฤติไม่เหมาะสม ก่อนจะเรียนจบที่สถาบัน 'โฮลี ครอส' ในเมืองดีกอส ดูเตร์เต เรียนจบปริญญาตรีศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การเมือง และปริญญาตรีสาขากฎหมายจากมหาวิทยาลัย 2 แห่งในกรุงมะนิลา ในปี 1972 และเขาสอบเนติบัณฑิตผ่าน ได้รับใบอนุญาตเป็นทนายความในปีเดียวกันนั้นเอง

ดูเตร์เต เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยว่า เขาเคยใช้ปืนยิงเพื่อนนักศึกษาบาดเจ็บสมัยเรียนกฎหมาย โดยอ้างว่าผู้เคราะห์ร้ายรังแกเขาที่สืบเชื้อสายจากชาวบิซิยาน ในภาคใต้ของเกาะลูซอน ส่งผลให้เขาถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมพิธีรับปริญญา แต่เขาก็สามารถเรียนจบมาได้

เส้นทางการเมืองของ ดูเตร์เต เริ่มขึ้นในปี 1986 หลังเกิดเหตุการณ์ 'ปฏิวัติพลังประชาชน' โดยเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการรองนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ก่อนลงชนะเลืองตั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ในปี 1988 และอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 1998 เนื่องจากหมดวาระตามกฎหมาย เขาจึงหันไปสมัครชิงเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับเลือกเป็นผู้แทนเขตที่ 1 ของเมืองดาเวา แต่หลังหมดวาระในปี 2001 เขาลงสมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาอีกครั้ง และได้รับเลือกติดต่อกันถึง 3 สมัย (2001, 2004 และ 2007) ก่อนจะกลายเป็นตัวแทนพรรค 'พีดีพี-ลาบาน' ของเขาเอง ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ หลังจากผู้สมัครตัวจริงของพรรคถอนตัวเพราะอาจไม่ผ่านคุณสมบัติ

ผลงานมากมายที่เขาสร้างไว้สมัยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ทำให้เขาได้รับข้อเสนอจากประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ถึง 4 คน ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ดูเตร์เตปฏิเสธทั้งหมด เขายังปฏิเสธการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 'ยอดนายกเทศมนตรีโลก' (World Mayor Prize) ในปี 2014 ด้วย โดยให้เห็นผลว่า เขาแค่ทำงานของเขา

ที่มาของฉายา 'ผู้ลงทัณฑ์' (Punisher)

ดูเตร์เต ทำให้ฟิลิปปินส์รู้จักชื่อของเขาในฐานะผู้ไม่ยอมให้แก่อาชญากรรม ระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ซึ่งมีประชากรกว่า 1.5 ล้านคน เขาสนับสนุนการปราบปรามอาชญากรอย่างไม่มีการประนีประนอม และอ้างว่าสามารถลดอัตราการเกิดอาชญากรรมในเมืองดาเวา ซึ่งเคยอยู่ในระดับสูงลงอย่างมากมาย

แต่ชื่อเสียงมักมาพร้อมกับข้อครหา เขาถูกนิตยสาร 'ไทม์' กล่าวหาในปี 2002 ว่า เขามีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มศาลเตี้ยหลายกลุ่ม ซึ่งฆ่าสังหารอาชญากรอย่างไม่เคารพกฎหมาย และตั้งฉายาให้ ดูเตร์เต ว่า 'ผู้ลงทัณฑ์' ขณะที่นายดูเตร์เตออกมายอมรับหน้าตาเฉยว่าข้อกล่าวหานี้เป็นความจริง "ผมเหรอ? พวกเขาบอกว่าผมเป็นพวกเดียวกับกลุ่มศาลเตี้ย? จริง มันเป็นความจริง" เขากล่าวในรายการโทรทัศน์ซึ่งออกอากาศในฟิลิปปินส์เมื่อปีก่อน เขายังขู่ด้วยว่า หากได้เป็นประธานาธิบดี เขาจะฆ่าอาชญากรอีกหลายพันคนแล้วเอาศพไปทิ้งในอ่าวมะนิลา อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ดูเตร์เต ออกมาถอนคำพูดในการแถลงข่าวครั้งหนึ่ง ระบุว่า ไม่มีกลุ่มศาลเตี้ยในเมืองดาเวา

แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในและระหว่างประเทศ ยังคงใช้เรื่องนี้ในการวิพากษ์วิจารณ์เขาเรื่อยมา โดยเมื่อปีก่อน กลุ่ม 'ฮิวแมน ไรท์ส วอตช์' ประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คนในเมืองดาเวา นับตั้งแต่ ดูเตร์เต เป็นนายกเทศมนตรี และเรียกร้องให้รัฐบาลฟิลิปปินส์สืบสวนเรื่องนี้ ขณะที่ นายเบนิโญ อากีโน ที่ 3 ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของฟิลิปปินส์ เคยออกมาระบุว่า ดูเตร์เต เป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย

ฝีปากกล้าถึงขั้นด่าโป๊ป

ตลอดอาชีพนักการเมืองของดูเตร์เต เขากลายเป็นประเด็นในหน้าสื่อ และถูกวิพากษ์วิจารณ์เพราะคำพูดของเขาอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่เป็นประเด็นใหญ่ระหว่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้คือ คำพูดที่เขาพูดในวิดีโอซึ่งได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบ เกี่ยวกับเหตุการณ์ข่มขืน-ฆ่าหมอสอนศาสนา หรือมิชชันนารีหญิงชาวออสเตรเลีย ในเหตุจลาจลที่เรือนจำเมืองดาเวา เมื่อปี 1989

"ผมโมโหที่เธอถูกข่มขืน ใช่ นั่นคือเรื่องหนึ่ง แต่เธอเป็นคนสวยมาก ผมคิดว่านายกเทศมนตรีควรได้เป็นคนแรก น่าเสียดาย" ดูเตร์เต กล่าว โดยในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ตัวเขาคือผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ซึ่งคำพูดนี้ของเข้าเรียกเสียงประณามจากหลายฝ่าย ในช่วงแรก ดูเตร์เต ปฏิเสธไม่ขอโทษต่อคำพูดของเขา และบอกให้เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของฟิลิปปินส์ ให้ "หุบปาก" ด้วย หลังทั้งคู่ออกมาวิจารณ์สิ่งที่ดูเตร์เตบอกกว่าเป็น 'มุขตลก'

แต่ ดูเตร์เต เคยแสดงให้เห็นว่าเขาก็สำนึกผิดเป็น โดยเมื่อปีก่อน เขาส่งจดหมายขอโทษถึงพระสันตะปาปาฟรานซิส หลังจากเขาด่าโป๊ปว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้รถติด ระหว่างที่โป๊ปเสด็จเยือนในฟิลิปปินส์ เมื่อเดือน ม.ค. 2015

"เราได้รับผลกระทบจากรถติด เรารถติดตั้ง 5 ชั่วโมง ผมถามว่าทำไม พวกเขาบอกว่ามีการปิดถนน ผมก็ถามต่อว่าใครมา? พวกเขาตอบว่า โป๊ป ผมอยากจะโทรไปหาพระองค์แล้วบอกว่า โป๊ป (คำสบถ) กลับบ้านไปเสีย และอย่ามาหาเราอีก" ดูเตร์เต กล่าว โดยหลังจากดูเตร์เตส่งจดหมายขอโทษ พระสันตะปาปาก็ยอมรับคำขอโทษของเขา พร้อมทั้งอวยพรดูเตร์เตด้วย

มีปัญหาเรื่องผู้หญิง

นอกจากปัญหาเรื่องฝีปากแล้ว ดูเตร์เต ยังมีปัญหาเรื่องผู้หญิงอีกด้วย โดยเขาถูกครหาเรื่องการเกี้ยวพาราสีผู้หญิงระหว่างการหาเสียง รวมทั้งเคยมีผู้หญิงจำนวนมากผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา ดูเตร์เตมีลูก 3 คนกับภรรยาคนแรก เอลิซาเบธ ซิมเมอร์แมน ก่อนที่ความสัมพันธ์จะจบลง และปัจจุบันเขามีภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันชื่อว่า เซลิโต อาบันเซนญา ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ฮันนีเล็ต แต่ ดูเตร์เต ยอมรับต่อสาธารณะอีกว่า เขายังมีแฟนอีก 3 คน

ดูเตร์เต ยังถูกกล่าวหาว่า ล่วงละเมิดทางเพศ หลังจากมีภาพหลุดออกมาแสดงให้เห็นว่า เขากำลังจูบกับผู้หญิงที่นั่งอยู่บนตักของเขาหลายต่อหลายคนระหว่างการหาเสียง ทำให้กลุ่มสิทธิสตรีหลายกลุ่มในฟิลิปปินส์ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 20 เม.ย. โดยกล่าวหา ดูเตร์เต ว่าละเมิดกฎหมายปกป้องสิทธิสตรีของประเทศ

แต่ดูเตร์เตก็ยังเป็นดูเตร์เต เขาไม่ยี่หระต่อข้อกล่าวหา โดยระบุว่าเป็นเรื่องไร้สาระ และบอกผู้สนับสนุนระหว่างการหาเสียงว่า ให้สมาชิกกลุ่มสิทธิสตรีที่ยื่นคำร้องไปลงนรกเสีย เขายังอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญว่าเขามีเสรีภาพในการแสดงออก และปฏิเสธไม่ได้ทำเหมือนผู้หญิงเป็นสิ่งของด้วย

แม้จะมีพฤติกรรมที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่ ดูเตร์เต ก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ชาวฟิลิปปินส์ต้องการความเปลี่ยนแปลง คำสัญญาของดูเตร์เตที่ว่าจะปราบปรามการทุตริตคอร์รัปชัน กวาดล้างอาชญากรภายใน 6 เดือน เป็นสิ่งที่ผู้คนกำลังต้องการ หลังจากนี้คงต้องจับตาดูกันว่า (ว่าที่) ประธานาธิบดีคนใหม่ของฟิลิปปินส์ผู้นี้ จะสามารถทำตามที่พูดเอาไว้ได้หรือไม่

ไทยรัฐออนไลน์ ขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับประวัติ และวีรกรรมไม่ธรรมดาของ โรดริโก ดูเตร์เต ว่าที่ผู้นำคนใหม่ของฟิลิปปินส์ และเหตุผลที่ว่า ทำไมนายกเทศมนตรีเมืองดาเวารายนี้ จึงถูกเรียกว่า 'ผู้ลงทัณฑ์'... 13 พ.ค. 2559 03:39 13 พ.ค. 2559 04:55 ไทยรัฐ