วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัคราฯ ขอความเป็นธรรม วอนรัฐหาข้อสรุปด้านสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม

อัคราฯ ขอความเป็นธรรม วอนภาครัฐหาความจริง ข้อสรุปด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้กระจ่าง ย้ำยินดีให้ความร่วมมือทุกด้าน พร้อมเดินหน้าให้ความรู้ เพื่อลดความขัดแย้ง...

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการฝ่ายประสานกิจการภายนอก บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ทางบริษัท อัคราฯ ประหลาดใจมติของคณะรัฐมนตรี 10 พ.ค.ที่เห็นควรให้ต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมจนถึงสิ้นปี 2559 เท่านั้น และให้ปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรีลง แต่ก็เข้าใจถึงเหตุผลการตัดสินใจดังกล่าวว่าเพื่อลดความขัดแย้งด้านผลกระทบ ที่มีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรี แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่ามาจากการดำเนินงานของเหมืองแร่ทองคำชาตรี ดังนั้น บริษัทจึงขอวิงวอนให้ภาครัฐเห็นใจผู้ประกอบการที่ดำเนินงานตามกฎหมายและใส่ใจต่อชุมชนบริเวณรอบเหมืองมาโดยตลอด

พร้อมขอเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินการหาข้อเท็จจริงของสาเหตุความขัดแย้งด้านผลกระทบที่มีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรีตามหลักของวิทยาศาสตร์และธรณีวิทยา เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวบ้านตัวจริงที่อาศัยอยู่บริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำ โดยบริษัทฯ ยินดีให้ความร่วมมือทุกด้านเต็มที่ เพื่อให้ความจริงปรากฏชัด ซึ่งจะนำไปสู่มาตรฐานที่เป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทยต่อไป

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังไม่ได้รับหนังสือข้อสั่งการอย่างเป็นทางการจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จึงยังไม่สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดแผนการดำเนินงานต่อจากนี้ได้ และยังไม่มีนโยบาย แนวทางในการใช้มาตรการทางกฎหมาย เนื่องจากต้องการดูข้อสั่งการอย่างละเอียด เพราะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

นายเชิดศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทฯ มีแปลงเหมืองทองคำรวมทั้งสิ้น 14 แปลงบนเนื้อที่ 3,700 ไร่ มีโลหะทองคำรวม 80 ตัน หลังทำเหมือง 15 ปี ได้รับทองคำ 50 ตัน จึงยังคงเหลือทองคำอีก 30 ตัน ระยะเวลาที่เหลืออีก 7 เดือนหยุดทำเหมือง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ทองคำครบตามจำนวน เพราะปกติแล้วการทำเหมืองจะนำทองคำขึ้นมาได้ปีละ 5 ตัน หรือ 130,000 ออนซ์ต่อปีเท่านั้น ด้านมาตรการฟื้นฟูพื้นที่ บริษัทดำเนินการฟื้นฟูควบคู่กับการประกอบกิจการอยู่แล้วตามแผนการดำเนินงาน ภายใต้มาตรการ EHIA อย่างเคร่งครัด แต่หากเหมืองแร่ทองคำชาตรีต้องปิดดำเนินการลงระยะเวลาอีก 7 เดือนข้างหน้า ทางบริษัทจะต้องดำเนินการปรับแผนการทำงานใหม่ ทั้งนี้ มั่นใจการทำเหมืองของบริษัทไม่เป็นสาเหตุของการปนเปื้อนและสาเหตุด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด

นายเชิดศักดิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้บริษัทจะเร่งเดินหน้าโครงการ “ให้ความรู้ สู่การลดความขัดแย้ง” เนื่องจากเชื่อว่าความขัดแย้งเกิดจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ข้อมูลที่ถูกต้องทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตลอดจนไม่เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำตามมาตรฐานระดับสากล จึงทำให้เกิดความกังวลในคนบางกลุ่ม หากคนเหล่านั้นได้รับข้อมูลที่เพียงพอ เช่น ข้อมูลของสารโลหะหนัก เกณฑ์มาตรฐาน ผลที่เกิดต่อสุขภาพ ตามหลักวิทยาศาสตร์และสาธารณสุข ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำมากขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีต่อประชาชนในชุมชน และบริษัทฯ สามารถดำเนินงานอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

"บริษัทฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมร่วมมือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทุกด้านเร่งให้ความรู้ประชาชน เพราะเชื่อว่าการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือ หนทางสู่การลดความขัดแย้ง และแน่นอนว่าความตั้งใจดี ความจริงใจในการแก้ปัญหา และข้อเท็จจริงที่ทางบริษัทฯ มีจะสามารถลดความขัดแย้ง ทำให้เกิดความกระจ่าง จนส่งผลให้ภาครัฐพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้" นายเชิดศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ นายสิโรจ ประเสริฐผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท อัคราฯ กล่าวว่า บริษัทไม่สามารถปรับแผนให้ดำเนินการทำเหมืองทันกำหนด 7 เดือนที่จะต้องปิดเหมืองชาตรี ขณะนี้บริษัทโดนลงโทษก่อนชี้ชัดความผิดลงทุนไป 14,000 ล้านบาท โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และช่วยสร้างงานชุมชนและดูแลอย่างเต็มที่ ปัจจุบันบริษัทยังคงดำเนินการทุกด้านตามปกติ

ทั้งนี้ บริษัทมีความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรี หลังมติออกมาให้ปิดเหมืองภายในปี 2559 เนื่องจากจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพนักงานและครอบครัวกว่า 4,000 คน ต้องขาดรายได้ และย้ายถิ่นฐานไปทำงานพื้นที่อื่น จากการปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรีส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการดำเนินงานของเหมืองทำให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจในชุมชน เกิดการจ้างงานต่อเนื่องเป็นลูกโซ่หลายพันคน การกระจายรายได้สู่ภาคธุรกิจต่างๆ ในท้องที่ อาทิ ธุรกิจที่พักอาศัย รีสอร์ต ร้านอาหาร ต่างก็ได้รับอานิสงส์อย่างทั่วหน้า ทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในท้องที่กว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี

ด้าน นายคมสัน ขวัญแก้ว อายุ 43 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 บ้านนิคม ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ปัจจุบันเป็นหัวหน้างานห้องทอง บมจ.อัคราฯ กล่าวถึงการทำงานในเหมืองอัครา ว่า มั่นใจในเหมืองอัครา โดยทำงานอยู่กับสารเคมีมามากกว่า 15 ปี ซึ่งได้ตรวจสุขภาพทั้งของบริษัทและจากที่อื่นก็ยังไม่พบสารใดๆ แม้แต่ไซยาไนด์ที่ใช้ในกระบวนการสกัดทองคำที่หลายคนกลัว โดยสุขภาพยังแข็งแรงปกติดี และครอบครัวได้อาศัยอยู่ใกล้เหมือง หากมีการรั่วไหลของสารเคมีจริงคงไม่เอาตัวเองและครอบครัวมาเสี่ยง และก็คงไม่อยากให้อัคราอยู่ แต่พอได้ยินข่าวว่าเหมืองโดนสั่งปิดก็ช็อก ทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะมีตนคนเดียวเป็นคนหารายได้ให้กับครอบครัว ลูกก็ยังเรียนอยู่ อีกทั้งพ่อแม่ที่ต้องดูแล และภาระหนี้สิน
         
"รัฐบาลมีความยุติธรรมกับผมและพนักงานคนอื่นๆ แล้วหรือ ที่ตัดสินว่าเหมืองเป็นสาเหตุทำให้สารเคมีรั่วไหล แม้ว่าจะไม่มีใครกล้าออกมาฟันธงเรื่องนี้อย่างจริงจัง อยากเรียกร้องให้รัฐบาลไตร่ตรองผลการพิจารณาอีกครั้ง ผมเป็นคนในพื้นที่ตัวจริง ขอเป็นตัวแทนเพื่อนๆ พนักงาน ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเห็นใจพี่น้องพนักงาน ครอบครัว และธุรกิจในชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากการปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรีใน ปี 2559 นี้ โดยพวกเรากว่าครึ่งหมื่นจะไม่มีอนาคต พวกเราพนักงานจะไม่มีงานทำ บางคนมีอายุมากก็ยิ่งหางานทำได้ยาก และโดยเฉพาะในจังหวัดเองก็ไม่มีอะไรให้ทำ หากเหมืองแร่ทองคำชาตรีปิด เราต้องย้ายไปทำงานในจังหวัดอื่น ต้องห่างจากครอบครัว พ่อ แม่ ลูกจะไม่ได้อยู่พร้อมหน้า พวกเราไม่ต้องการรับเงินชดเชยเพียงเท่านั้น แต่พวกเราต้องการที่จะมีอนาคตที่ดีในบ้านเกิดของพวกเรา" นายคมสันกล่าว

อัคราฯ ขอความเป็นธรรม วอนภาครัฐหาความจริง ข้อสรุปด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้กระจ่าง ย้ำยินดีให้ความร่วมมือทุกด้าน พร้อมเดินหน้าให้ความรู้ เพื่อลดความขัดแย้ง... 12 พ.ค. 2559 19:04 12 พ.ค. 2559 20:15 ไทยรัฐ