วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นิ่งเฉย = ปล่อยลอยนวล 'คุ้มครองพยาน' อาญาสิทธิ์ปราบอาญาเถื่อน

ภาพพี่สาวของ นายสมเกียรติ ศรีจันทร์ อายุ 36 ปี ชายขาพิการ อาชีพส่งขนมปัง ที่ถูกแก๊งผู้ต้องหาที่เป็นลูกตำรวจถึง 6 คน รุมทำร้ายจนเสียชีวิต... ร่ำไห้ด้วยน้ำตานองหน้า อ้อนวอนต่อหน้ากองทัพสื่อมวลชน ขอให้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ออกมาช่วยเป็นพยานในคดีนี้ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับน้องชาย สร้างความขมขื่นระคนเศร้าใจให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง...

โดยเฉพาะกับคำพูดที่ว่า....

“มีผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เพียงแค่เข้ามาแสดงความเห็นใจเท่านั้น ไม่มีใครกล้าช่วยไปเป็น พยาน พวกเค้าต่างรู้สึกหวาดกลัว เพราะขนาดทนายที่มีชื่อเสียงยังถูกข่มขู่เลย แล้วใครที่ไหนบ้างจะกล้ามาเป็นพยาน ไม่มีหรอกค่ะ เค้ากลัวกันหมดแล้ว...”    

"ธุระไม่ใช่ อย่าไปยุ่งกับเค้าเลย ไปช่วยเค้าแล้วเกิดเราเป็นอะไรขึ้นมา มันไม่เห็นจะคุ้มสักนิด" คำพูดติดปากในสังคมไทย จนทำให้มีผู้มีอิทธิพลหลายคนรอดพ้นจากคดี รวมถึงทำให้ "ผู้เสียหาย" หรือแม้กระทั่ง "คนตาย" ไม่ได้ความยุติธรรมคืน

หลายครั้งหลายคราที่เราพบเห็นกันว่า หลายคดีกลายเป็นการปล่อยให้คนชั่วลอยนวล เพราะพยานหวาดกลัวอิทธิพล การข่มขู่ คุกคาม จนไม่กล้าจะไปให้การในชั้นศาล สังคมไทยเราจะปล่อยให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ต่อไป กระนั้นหรือ?

แต่ในวันนี้ ประชาชนคนเดินดินเฉกเช่น นายฮกหลง แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ อาจไม่จำต้องทนก้มหน้าให้กับ การข่มขู่ คุกคาม จากคนเหล่านั้นอีกแล้ว...

ตาม นายฮกหลง กันมาเถิด... วันนี้ มีคำตอบให้กับผู้ที่อยากเป็นพลเมืองดี เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของบรรดาผู้มีอิทธิพล โดยที่ตนเองไม่จำเป็นต้องเดือดร้อน หรือเสี่ยงชีวิตกันอีกแล้ว...

เพราะท่านผู้นี้ ถึงขนาดกล้าการันตีกับ นายฮกหลง อย่างหนักแน่นด้วยซ้ำไปว่า พยาน ที่อยู่ภายใต้การดูแล ไม่เคยมีใครเคยถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ... 

ท่านผู้นี้คือใคร และมีวิธีการอย่างไรในการปกป้องพยาน อยากทราบ...ตามอ่านสกู๊ปของ นายฮกหลง ได้นับจากบรรทัดนี้ เป็นต้นไป....

แรกเริ่ม เราไปทำความเข้าใจกันก่อนว่า "พยาน" ในทางกฎหมาย คืออะไร?

พยาน หมายความว่า พยานบุคคลซึ่งจะมาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริง ต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา หรือศาลในการดำเนินคดีอาญา รวมทั้งผู้ชำนาญการพิเศษ แต่มิให้หมายความรวมถึงจำเลยที่อ้างตนเองเป็น พยาน

แล้วเหตุใด พยาน จึงจะได้รับความคุ้มครอง เฉกเช่นที่ นายฮกหลง โม้เสียเป็นคุ้งเป็นคาวก่อนหน้านี้น่ะหรือ นั่นเป็นเพราะ เรามี กฎหมายคุ้มครองพยานในคดีอาญา ที่มีการประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2546 แล้วน่ะสิครับ

มารู้สิทธิ "พยาน" ตามกฎหมายคุ้มครองพยานในคดีอาญา

โดยสิทธิของพยานในคดีอาญา ตาม กฎหมายคุ้มครองพยานในคดีอาญา มีดังต่อไปนี้

1. สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยเมื่อถูกคุกคามในฐานะพยานในคดีอาญา รวมถึงผู้ใกล้ชิดของพยานในคดีอาญา

2. สิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม

3. สิทธิที่จะได้รับเงินค่าตอบแทนจากการมาให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานสอบสวน หรือเบิกความต่อศาล

4. สิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง ทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการเป็นพยานในคดีอาญา

5. สิทธิที่จะได้รับเงินค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานในคดีอาญา

เมื่อทำความเข้าใจในเบื้องต้นกันแล้ว คราวนี้ นายฮกหลง ขอนำแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ทุกท่าน ไปพบกับผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงกันเลยดีกว่า ท่านผู้นี้ก็คือ... ว่าที่ร้อยตรี ธนกร สถานานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

โดย ผอ.สำนักงานคุ้มครองพยาน เลกเชอร์ถึงมาตรการในการคุ้มครองพยาน ว่า ตามกฎหมายมี 2 มาตรการ คือ มาตรการทั่วไป และ มาตรการพิเศษ โดยมาตรการพิเศษ นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคดีสำคัญๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ และต้องได้รับการอนุมัติจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 

ส่วนจะมีการใช้ มาตรการอะไรในการดูแลพยานนั้น จะต้องมีการพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป เพราะตามกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่า พยาน จะต้องถูกข่มขู่คุกคาม หรือถูกขัดขวาง ไม่ให้ไปให้ถ้อยคำกับพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือ ศาล

อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยนี้ การข่มขู่-คุกคามพยาน สามารถกระทำโดยใช้สื่อโซเชียลมีเดียได้ด้วย เช่น การโพสต์ข้อความข่มขู่พยาน ทำให้ปัจจุบันทางสำนักงาน มีการประสานไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร หรือ ICT เพื่อช่วยเหลือพยาน ในการสกัดกั้นการคุกคามในรูปแบบนี้แล้ว

เลิกวิตก คู่กรณีเป็นตำรวจ สามารถเลือกผู้คุ้มครองได้

เนื่องจากปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานยังมีน้อย เราจึงต้องมีการประเมินสถานการณ์ พยาน ที่มาขอความคุ้มครองเป็นกรณีๆ ว่า พยาน ตกอยู่ใต้การคุกคามในระดับใด หากประเมินดูแล้วว่าอยู่ในภาวะอันตรายมาก ก็จะมีทั้งการจัดส่งเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง การย้ายตัวพยานออกนอกพื้นที่ไปอยู่ยังสถานที่ปลอดภัย หรือประสานขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือทหารในพื้นที่ เข้าไปดูแลความปลอดภัยเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี หากเป็นในคดีที่คู่กรณีเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากพยานเกิดไม่สบายใจที่จะมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคุ้มครอง ก็สามารถร้องขอกับทางสำนักงานได้เช่นกันว่า ขอไม่ให้ผู้ที่มาคุ้มครองเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

"คำถามนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาหลายท่านก็เคยติงเข้ามาเหมือนกันว่า พยาน เค้ามีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วคุณยังจะส่งตำรวจไปคุ้มครองพยานอีกหรือ? ผมจึงต้องชี้แจงไปว่า ตำรวจ เค้าก็มีหลายหน่วยนะ เช่น กองปราบ ตชด. หรือ สืบภาค แต่อย่างไรก็ดี หากพยานเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ ก็สามารถร้องขอได้ว่า ผู้ที่จะมาให้ความคุ้มครอง ขอไม่ให้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ"

การันตี "พยาน" ทุกคนปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยมีใครบาดเจ็บแม้ปลายเล็บ

ส่วนในกรณีที่แค่พยายามมาก่อกวนพยานให้เกิดความตกใจ เช่น การขับรถมาวนเวียนหน้าบ้านในยามค่ำคืน ในบางวันนั้น ก็จะมีการประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ให้ช่วยตั้งด่านตรวจ หรือส่งสายตรวจไปแวะเวียนดูแลบ่อยๆ ซึ่งเมื่อเห็นดังนั้น ส่วนใหญ่คนร้ายก็มักจะไม่กล้าไปคุกคาม พยาน แล้ว  

"ผมกล้าประกาศให้ความมั่นใจกับ พยาน ในทุกคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีเล็กหรือคดีใหญ่ได้เลยว่า เราสามารถคุ้มครองชีวิตพยาน ให้ได้รับความปลอดภัยได้ทุกคน เพราะตั้งแต่ก่อตั้งสำนักงานมา ไม่เคยมีพยานคนใดได้รับอันตรายแม้แต่เพียงปลายเล็บมาก่อน เพราะฉะนั้น ผมกล้าการันตีเรื่องความปลอดภัยให้กับ พยาน ทุกท่าน ที่มาร้องขอความคุ้มครองได้แน่นอน และอยากจะแนะนำผู้ที่เป็น พยาน เอาไว้นิดนึงว่า ส่วนใหญ่เมื่อมาติดต่อขอรับการคุ้มครองแล้ว คู่กรณีมักจะไม่ค่อยกล้ามาคุกคาม เพราะหากมีการรายงานไปถึงศาล ว่ามีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม พยาน อาจถูกถอนประกันเอาได้" ว่าที่ร้อยตรีธนกร กล่าวอย่างหนักแน่น

เลิกเสียที "ธุระไม่ใช่" มาช่วยกันสร้างประโยชน์ให้สังคม คืนความยุติธรรมให้ผู้เสียหาย

ก่อนจะตอบคำถาม นายฮกหลง ในประเด็นนี้ ผอ.สำนักงานคุ้มครองพยาน นิ่งไปสักครู่ ก่อนทอดถอนใจให้ได้ยินอย่างชัดเจน ก่อนกล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เวลาเกิดคดีความอะไรกันขึ้น คนไทยเรามักคิดกันแต่ว่า "ธุระไม่ใช่" จึงทำให้ การที่จะหาคนมาเป็นพยานเอาผิดคนร้ายให้ได้รับโทษตามกฎหมายบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะคำว่า "ธุระไม่ใช่" นั่นแหละ

เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมาเราจึงต้องมีการประสานทำความเข้าใจกับ พยาน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า การที่คุณมาเป็น พยาน นั้น คุณคือผู้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมและชาติบ้านเมือง เพราะคนที่กระทำความผิดต้องถูกลงโทษ และที่สำคัญรัฐไม่ได้ทอดทิ้งพยาน

รู้กันไหม? เพราะไม่มี "พยาน" อาชญากรจึงกล้าเหิมเกริม

"ประเทศเราไม่ได้อยู่หลังเขา ประเทศเราก็มีกฎหมายที่จะเข้าไปดูแล แล้วในบางรายที่เป็น พยาน ในคดีสำคัญ ซึ่งต้องถูกย้ายตัวไปอยู่ในเซฟเฮาส์ ทำให้ต้องขาดรายได้ประจำจากการประกอบอาชีพ ทางรัฐก็มีการชดเชยในส่วนรายได้ที่ขาดหายไปให้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้คนไทยทั่วไปยังไม่รู้ จึงทำให้คิดกันแต่ว่า "ธุระไม่ใช่" ไปซะหมด" 

"หากเราสามารถทำให้ผู้ที่กระทำความผิดได้รับโทษที่ได้ก่อไว้ บ่อยๆ เข้าก็จะทำให้บ้านเมืองเราเกิดความสงบสุข เพราะคนก็จะรู้สึกว่า เห็นไหม คนที่กระทำความผิดหนีไม่พ้นต้องได้รับโทษ แต่ทุกวันนี้ คนทั่วไปรู้สึกว่าทำผิดไป ไม่มี พยาน มาให้การเสียอย่างคดีความก็จบ เพราะฉะนั้น ในเมื่อปัจจุบันบ้านเมืองเรามีกฎหมายคุ้มครองพยานใช้แล้ว หากนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด ประเทศและสังคมก็จะสงบสุข เพราะคนจะไม่รู้สึกว่า เห็นแล้วก็อยู่เฉยๆ แต่คนจะกลับรู้สึกว่า เห็นแล้วอยากพูด อยากบอก เพราะมั่นใจว่าจะได้รับความปลอดภัย" ว่าที่ร้อยตรี ธนกร ย้ำด้วยความหนักแน่น

ประสบการณ์สุดสะเทือนใจ เจอผู้เสียหายคลุมหน้าเป็นไอ้โม่ง มาขอความช่วยเหลือ 

มีคดีหนึ่งที่ทำให้รู้สึกสะท้อนใจมาก คือ ผู้เสียหายรายหนึ่งถูกผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ทางญาติอยากให้ผู้เสียหายเอาผิดคนร้ายในคดีนี้ให้ได้ แต่ด้วยความหวาดกลัวคู่กรณี จึงใช้ผ้าคลุมศีรษะผู้เสียหายเป็นไอ้โม่ง นั่งรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพักมาที่สำนักงานเพื่อขอความคุ้มครอง คิดดูสิ ขนาดจะออกจากบ้านเพื่อมาติดต่อให้ทางการให้ความช่วยเหลือ ก็ยังเกิดความหวาดกลัวได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำแท้ๆ น้ำเสียง ว่าที่ร้อยตรี ธนกร เบาลงในประโยคสุดท้าย  

เรื่องนี้ต้องรู้! "พยาน" คือ เบอร์หนึ่งของหลักฐานในการเอาผิดคนร้าย 

ในปัจจุบัน กระบวนการยุติธรรม พยายามสรรหาทุกลู่ทางในการช่วยให้ทุกคดีสามารถตัดสินได้ตามที่มันควรจะเป็น เช่น การนำหลักนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ แต่อย่างไรก็ดี พยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ ยังคงเป็นหลักฐานเบอร์ 1 และสำคัญที่สุดในคดี

ยกตัวอย่างง่ายๆ นะ กรณีมีการถ่ายคลิปการกระทำความผิดเอาไว้ คลิป นั่นก็คือ นิติวิทยาศาสตร์ใช่ไหม แต่หากคนที่ถ่ายไว้เป็นพยาน ให้การว่า คลิปนี้ผมเป็นคนถ่ายด้วยตัวเองครับ คิดดูสิว่าจะมีความหนักแน่นในการเอาผิดกับผู้ที่ลงมือหรือไม่ ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองพยาน กล่าวอย่างมั่นใจ

เผย "พยาน" คดีฆ่าชายพิการ ถูกโทรศัพท์ลึกลับ "ขู่" เร่งช่วย

สำหรับความคืบหน้า คดีชายพิการถูกกลุ่มลูกตำรวจรุมทำร้ายจนเสียชีวิตนั้น ว่าที่ร้อยตรีธนกร กล่าวว่า ปัจุบันมีพยานในคดีดังกล่าวแล้ว 4 คน แต่ที่ติดต่อมาเพื่อขอความคุ้มครอง ยังมีเพียงรายเดียว เพราะอีก 3 คน ยืนยันว่ายังสามารถดูแลตัวเองได้ แต่ทั้ง 3 คน ยังมีการประสานงานกับทางสำนักงานอยู่ตลอดเวลา โดยหากเกิดความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ทางเราก็พร้อมจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือทันที

ส่วนในรายที่มาขอคุ้มครองนั้น เป็นเพราะ จู่ๆ ได้มีบุรุษลึกลับโทรศัพท์ไปหาเค้า อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นได้สอบถามรายละเอียดส่วนตัว รวมถึงบอกให้นำโทรศัพท์ที่ถ่ายคลิปไว้ในระหว่างเกิดเหตุไปมอบให้ จึงทำให้ พยาน รู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย จึงได้ติดต่อมาขอความคุ้มครอง ซึ่งขณะนี้ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลแล้ว  

นอกจากนี้ อยากฝากเตือนไปยัง สื่อสารมวลชน ด้วยว่า ในการรายงานข่าว ห้ามเปิดเผยใบหน้า ชื่อ และที่อยู่ของพยาน ที่มาติดต่อขอความคุ้มครอง ตามกฎหมายคุ้มครองพยาน อย่างเด็ดขาด

ฟังในเชิงนโยบายภาพใหญ่กันแล้ว คราวนี้ เราไปฟัง พ.อ.ศุภณัฏฐ์ หนูรุ่ง นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน ผู้คร่ำหวอดการคุ้มครองพยานมาเป็นเวลานาน มาถ่ายทอดประสบการณ์ ที่ประสบพบเจอ ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่กันบ้างดีกว่า

โดย พ.อ.ศุภณัฏฐ์ เริ่มต้นเล่าประสบการณ์ให้ นายฮกหลง ฟังว่า...

มีอยู่คดีหนึ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ผู้ต้องหาได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนสังหารยกครัว 3 ศพ พยาน ในคดีดังกล่าว ถูกข่มขู่ คุกคามหลายรูปแบบ ทั้งมีการให้ญาติโทรมาชวนพยานไปทำบุญให้ผู้ตาย แต่กลับกำชับว่าห้ามไม่ให้ไปบอกใคร หรือ มีการส่งรถออกไปติดตามพยาน เวลาออกไปทำงานนอกบ้านหลายครั้ง จนทำให้พยาน เกิดความหวาดกลัวจึงได้ติดต่อมาขอความคุ้มครอง

ซึ่งเมื่อได้พิจารณาจากพฤติกรรมต่างๆ แล้ว ทางสำนักงานฯ​ เห็นว่า หากให้พยานอยู่ในพื้นที่ต่อไปอาจเป็นอันตรายได้ จึงนำตัว พยาน ออกนอกพื้นที่ไปอยู่ยังเซฟเฮาส์แห่งหนึ่งทันที รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ 3 นาย ติดอาวุธ ไปให้ความคุ้มครอง ตลอด 24 ชั่วโมง จนกระทั่งสามารถไปเบิกความเอาผิดผู้ต้องหาได้ในที่สุด

เจ้าหน้าที่ฝึกหนักเยี่ยงทหาร แถมติดอาวุธ "พยาน" ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์           

ปัจจุบัน ทางสำนักงานฯ มีเจ้าหน้าที่เฉพาะสำหรับการลงพื้นที่เพื่อไปคุ้มครองพยาน อยู่ประมาณ​ 20 นาย โดยทุกนายมีสมรรถนะทางร่างกายแข็งแกร่ง จิตใจเข้มแข็ง มีไหวพริบ และทักษะการใช้อาวุธที่ดี เพราะทุกนายจะต้องผ่าน "หลักสูตรการคุ้มครองพยาน" ทุกคน

อีกทั้งในแต่ละปี เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะถูกส่งไปฝึกภาคสนามร่วมกับทหารและตำรวจ เช่น ที่ค่ายนเรศวร หน่วยอรินทราช ตำรวจสันติบาล หรือ กองพลทหารราบ ที่ 9 อีกด้วย ซึ่งการฝึกภาคสนามบางครั้ง อาจกินระยะเวลาถึง 1-2 เดือนก็มี นอกจากนี้ จะต้องถูกฝึกทบทวนทักษะทางด้านอาวุธ และร่างกาย ที่กินระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์อีกด้วย เพราะฉะนั้นสามารถการันตีได้เลยว่า เจ้าหน้าที่แต่ละคน มีความแข็งแกร่งและเคี่ยวกรำมากพอ ที่จะสามารถคุ้มครองได้ พยาน ที่มาขอความช่วยเหลือได้ พ.อ.ศุภณัฏฐ์ กล่าวอย่างหนักแน่น เยี่ยงชายชาติทหาร

เจอ จัดพวกพ้องตามโห่ "พยาน" หวังให้ขวัญกระเจิงถึงศาล ก็เคยผ่านมาแล้ว

สำหรับการข่มขู่พยาน เท่าที่เคยพบเจอมามีหลากหลายรูปแบบ แม้กระทั่งการส่งคนไปโห่ร้องใส่ พยาน ถึงในศาล เพื่อหวังให้ พยาน ขวัญกระเจิงก่อนขึ้นให้เบิกความ ก็เคยเจอมาแล้ว! ซึ่งในกรณีนี้ เมื่อทางเจ้าหน้าที่เราพบก็ได้เข้าให้การช่วยเหลือทันที โดยการประสานไปยังอัยการ และศาล เพื่อขอที่พักเป็นการเฉพาะให้กับ พยาน เพื่อไม่ให้ไปปะปนกับคนอื่นๆ แต่ที่พฤติกรรมข่มขู่ที่พบบ่อยที่สุดก็คือ การขับรถ หรือขี่จักรยานยนต์ไปป้วนเปี้ยนแถวหน้าบ้านพยานในยามค่ำคืน ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองพยาน กล่าว

หากคู่กรณีเป็นตำรวจ มาตรการคุ้มครองต้องรัดกุมขึ้น

สำหรับคดีความที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เท่าที่เคยประสบมา พยาน มักจะร้องขอมาที่สำนักงานเลยว่า เจ้าหน้าที่ที่จะมาคุ้มครอง ขอไม่ให้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรืออย่างน้อยที่สุด ขอไม่ให้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ เพื่อให้เกิดความสบายใจ

ขณะการดูแลความปลอดภัยก็จะต้องมีความรัดกุมขึ้น เช่น มีการจัดชุดล่วงหน้าไปตรวจสอบความเคลื่อนไหวในพื้นที่ ก่อนที่พยานจะเดินทางไป ซึ่งการจัดรูปแบบการปฏิบัติการคุ้มครองพยาน จะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่

เมื่อ นายฮกหลง สอบถามแบบตรงไปตรงมาว่า เคยคิดวิตกบ้างไหม หากต้องไปทำหน้าที่คุ้มครอง พยาน ที่มีคู่กรณีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.อ.ศุภณัฏฐ์ ก็กล่าวสวนคำถามของ นายฮกหลง ทันทีเสียตั้งแต่ยังไม่ทันได้ถามจบว่า... 

หากพวกเราเกิดหวาดวิตก กลัวอิทธิพลเสียเองแล้ว "พยาน" เค้าจะทำอย่างไง?

"การทำงานของพวกเราที่ผ่านมา ไม่เคยหวาดวิตกหรือกริ่งเกรงอะไร เพราะเรามีหน้าที่ ให้พยานสามารถขึ้นไปเบิกความ เพื่อให้มีโอกาสคืนความยุติธรรมให้แก่ตัวเองหรือผู้อื่น เพราะฉะนั้น หากพี่เกิดไปหวาดกลัวเสียเอง แล้วพยานเค้าจะทำอย่างไร"

เมื่อรู้ "พยาน" ได้รับการคุ้มครอง แก๊งอาชญากรถึงผวา ยอมมอบตัว

พ.อ.ศุภณัฏฐ์ เล่าให้ นายฮกหลง ฟังต่อไปว่า มีคดีล่วงละเมิดทางเพศคดีหนึ่งที่น่าจะเป็นกรณีศึกษาให้กับสังคมไทยได้ เกิดขึ้นที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้ ผู้ต้องหาเป็นแก๊งวัยรุ่นลูกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หาญกล้าไปข่มขู่ คุกคาม พยาน ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ถึงบ้านพัก ว่า หากกล้าไปให้การ อาจมีอันตรายถึงชีวิต

เมื่อพยานติดต่อมาขอความคุ้มครอง ทางเราแค่จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูแลเพื่อรับเรื่องให้ พยาน เข้าโครงการคุ้มครอง เชื่อไหม วันรุ่งขึ้น แก๊งวัยรุ่นแก๊งนี้เข้าไปมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เหล่าผู้ต้องหาใช้ชีวิตกันอย่างลอยนวล ไม่กลัวเกรงผู้ใดเลย ฉะนั้นจะเห็นได้เลยว่า เมื่อ พยาน ได้เข้าสู่โครงการคุ้มครองพยานแล้ว มันได้ผลในเชิงจิตวิทยากับบรรดาผู้ต้องหา เช่นกัน

เข้าโครงการคุ้มครองพยาน ลดประหม่า กล้าให้การในศาลมากขึ้น

นอกจากนี้ เท่าที่ทำงานมา เมื่อ พยาน ได้เข้าสู่โครงการคุ้มครองพยานแล้ว มักจะมีความกล้าสำหรับการขึ้นไปเบิกความในชั้นศาลมากขึ้น เพราะในช่วงเวลาที่อยู่ในความคุ้มครองนั้น นอกจาก พยาน จะมีความสบายใจและผ่อนคลายมากขึ้นแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะมีการแนะนำให้ทบทวน และจดบันทึกถึงเหตุการณ์ที่ประสบพบเห็นมา รวมถึงได้ซักซ้อมคำให้การกับอัยการ เพื่อไม่ให้เกิดความประหม่าเวลาขึ้นเบิกความในชั้นศาลด้วย

สำหรับ พยาน ที่รู้สึกว่าถูกข่มขู่ คุกคาม จนเกรงว่าอาจได้รับอันตราย สามารถติดต่อเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สำนักงานคุ้มครองพยานส่วนกลาง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 6 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

หรือ โทรศัพท์ 02-141-2941-65 โทรสาร 02-143-9672-3 ส่วนภูมิภาคที่ “คลินิกยุติธรรม” ตั้งอยู่ ณ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ    

นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
    
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
หลายครั้งหลายคราที่เราพบเห็นกันว่า หลายคดีกลายเป็นการปล่อยให้คนชั่วลอยนวล เพราะพยานหวาดกลัวอิทธิพล การข่มขู่ คุกคาม จนไม่กล้าจะไปให้การในชั้นศาล สังคมไทยเราจะปล่อยให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ต่อไป กระนั้นหรือ? 12 พ.ค. 2559 15:50 13 พ.ค. 2559 10:17 ไทยรัฐ