วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คกก.ปรองดอง จับมือ สนช. นำข้อเสนอ 'เอนก' ร่างกติกาสลายสีเสื้อ

คกก.ปรองดอง จับมือ สนช. นำข้อเสนอ 'เอนก' ร่างกติกาสลายสีเสื้อ

  • Share:

คกก.ปรองดอง ถก สนช.คลอด ก.ม.อำนวยความยุติธรรม นำข้อเสนอ "เอนก" ร่างกติกาสลายสีเสื้อ ตั้ง คกก. พิจารณาหลักเกณฑ์อำนวยความยุติธรรมคดีการเมือง เคลียร์คดีช่วย "ชาวบ้าน-แกนนำญาติวีรชน" หนุนแนวทางสร้างสมานฉันท์

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.59 ที่รัฐสภา นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวถึงข้อเสนอกฎหมายรอการกำหนดโทษของ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ว่า ขอชื่นชม นายเสรี ที่กล้าหาญผลักดันเรื่องการสร้างความปรองดอง แต่ขอคัดค้านวิธีการพักโทษตามข้อเสนอของนายเสรี เพราะแนวทางดังกล่าวไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่ให้ประชาชนที่ไปเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ออกมาสารภาพผิดต่อศาล ทั้งที่ยังไม่รู้ใครผิดหรือถูก จึงอยากเสนอให้ผลักดันรายงานเรื่องการสร้างความปรองดองของคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตสมาชิก สปช.เป็นประธาน ที่เคยศึกษาไว้ เพราะเป็นแนวทางที่ศึกษาแนวทางปรองดองครอบคลุมทุกด้าน และยังได้รับการสนับสนุนจากแกนนำผู้ชุมนุมและผู้สูญเสีย

"อยากฝากถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ว่า การออกมาเบรกข้อเสนอของนายเสรีนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะฝ่ายความมั่นคงควรสนับสนุนการสร้างความปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นของนายเสรีหรือคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง ใครก็ตามใน คสช.หากสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ ญาติวีรชนพฤษภา 35 จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป"

ด้าน นายภูมิ มูลศิลป์ อดีตคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สปช. กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง ชุดนายเอนกกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังหารือกันเพื่อพิจารณาหลักการร่างกฎหมายอำนวยความยุติธรรม เพื่อสร้างสังคมสันติสุข ซึ่งจะมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน โดยจะนำข้อสรุปของคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง มาร่างเป็นกฎหมาย เนื้อหาเบื้องต้นจะตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด ที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคม และผู้สูญเสียจากการชุมนุมทางการเมืองขึ้นมาพิจารณาหลักเกณฑ์การอำนวยความยุติธรรมในคดีทางการเมืองและการเยียวยาผู้สูญเสีย โดยใช้หลักเกณฑ์ที่อิงจากกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมบนพื้นฐานความเสมอภาคของทุกสีทุกกลุ่ม

ทั้งนี้ จะแบ่งความผิดเกี่ยวกับการชุมนุมเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มประชาชนทั่วไปที่กระทำผิดเนื่องจากแรงจูงใจทางการเมือง จนเกิดเหตุความวุ่นวาย คนเหล่านี้ควรได้รับการกรองออกมาจากความผิดเพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยา มีการสร้างพันธสัญญาว่า จะไม่กลับไปสร้างความวุ่นวายอีก แต่ไม่รวมความผิดคดีที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง เช่น การฆ่า การพกพาอาวุธ ส่วนการเผาทรัพย์สินต้องดูเจตนา หากมาจากแรงจูงใจจากความโกรธแค้นที่ได้รับข้อมูลผิดๆ มา ควรได้รับการยกเว้น แต่หากเป็นการว่าจ้างให้มาเผา ก็ไม่เข้าข่าย


นายภูมิ กล่าวต่อว่า 2.กลุ่มแกนนำจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และมีการสำนึกรับผิดคือ ยอมรับว่าการต่อสู้ในอุดมการณ์ทางการเมืองที่คิดว่าถูกต้อง ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ และจะต้องได้รับการให้อภัยจากฝ่ายผู้เสียหาย ซึ่งจะต่างจากการให้ยอมสารภาพผิด จากนั้นจะพิจารณาว่า ควรออกเป็นกฎหมายพิเศษหรือไม่ เช่น กฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งจะต้องดูว่าสังคมมีความพร้อมหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องเปราะบาง อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยความผิดในส่วนแกนนำจะไม่ครอบคลุมคดีทุจริต คดีมาตรา 112 และคดีละเมิดสิทธิบุคคลอื่นอย่างร้ายแรง เช่น การฆ่า เป็นต้น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้