วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แอมเนสตี้ ระบุสิทธิมนุษยชนในไทยอ่อนแอลงจาก กระบวนการ UPR ครั้งก่อน

แอมเนสตี้ เรียกร้องรัฐบาลไทยผ่าน พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย ตลอดจนปรับปรุงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ ผ่านกระบวนการของ UN โดยชี้ไทยอ่อนแอลงจากครั้งก่อน...

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งสำนักงานเลขาธิการใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เสนอสรุปสถานการณ์สิทธิมนุษยชนล่าสุดในประเทศไทยต่อกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review--UPR) ตามวาระของสหประชาชาติหรือ UN ซึ่งเกิดขึ้นทุกๆ 4 ปีครึ่ง โดยระบุว่าการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในไทยอ่อนแอลงจากกระบวนการ UPR ครั้งก่อนเมื่อปี 2554

นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งที่ส่งรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเข้าสู่กระบวนการ UPR ยัง พบว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในการทบทวนครั้งก่อนด้วย โดยเฉพาะประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก การลอยนวลพ้นผิดผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้อพยพ

ในกระบวนการ UPR รอบนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดทำข้อเสนอแนะหลายประการต่อประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการให้ผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. .... ที่ได้มาตรฐานระหว่างประเทศ ไปจนถึงการยกเลิกมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ และคำสั่งที่ให้อำนาจศาลทหารในการไต่สวนคดีของพลเรือนด้วย

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลมีข้อเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับประเทศไทยดังต่อไปนี้

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
• ยกเลิกมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และให้นำข้อบทตามรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกลับมาใช้ใหม่
• ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 และ คำสั่งอื่น ๆ ที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม การชุมนุมโดยสงบ และการเดินทางโดยพลการ และยกเลิกคำสั่งที่ให้อำนาจศาลทหารในการไต่สวนพลเรือน
 
กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎหมายพิเศษ
• ยกเลิกพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือ แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเหล่านี้ โดยให้ตัดข้อบทที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนออกไป โดยเฉพาะข้อบทที่ให้อำนาจกองทัพในการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ และเปิดโอกาสให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนลอยนวลพ้นผิด
• ประกัน ว่าผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนสามารถติดต่อกับครอบครัวทนายความ และแพทย์ที่เป็นอิสระ และมีการติดตามอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อบังคับใช้หลักประกันสิทธิเหล่านี้
• ให้ สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการ ลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี(Optional Protocol to the Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment)และให้หน่วยงานตรวจสอบสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระสามารถเข้าถึงสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่งโดยทันทีและไม่มีการปิดกั้นใดๆ
• ยุติการจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการ ยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขที่ผู้ถูกควบคุมตัวต้องยอมรับหากต้องการได้รับการปล่อยตัวจาก “การปรับทัศนคติ” และให้นำผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนไปปรากฏตัวต่อศาลพลเรือนที่เป็นอิสระโดยทันที
 
กฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุมอย่างสงบ
• ประกัน การใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุมอย่างสงบ และให้ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวหรือถูกจำคุกเนื่องจากใช้สิทธิเหล่านี้ โดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข
• ให้ ยกเลิกอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อบทลงโทษ คำตัดสินให้มีความผิดใดๆ และข้อกล่าวหาต่อบุคคลที่ถูกฟ้องคดีเพียงเพราะใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุมอย่างสงบ
• ยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญา และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์และมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา เพื่อประกันให้ไม่มีการนำมาใช้ลงโทษผู้ที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออก
 
โทษประหารชีวิต
• ให้ประกาศการพักใช้โทษประหารชีวิตโดยทันที ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด
• ให้เปลี่ยนฐานความผิดที่ระบุโทษประหารชีวิตใดๆ เป็นโทษจำคุกแทนโดยไม่ล่าช้า
• ให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) และออกกฎหมายยกเลิกโทษประหารชีวิต
 
การบังคับบุคคลให้สูญหาย การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย
• ออก กฎหมายในประเทศที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการ ปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี รวมทั้งกำหนดให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญาอย่างชัดเจนตามนิยามในอนุสัญญา นี้
• ให้ สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหาย สาบสูญโดยถูกบังคับ และกำหนดให้มีการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศอันสอดคล้องตามข้อบทของอนุสัญญา
• ให้ชี้แจงที่อยู่และชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และประกันว่าจะนำตัวผู้ที่กระทำการบังคับสูญหายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
• ประกัน ให้มีการสอบสวนโดยทันที อย่างถี่ถ้วนและเป็นอิสระ เมื่อมีการร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังฝ่ายความมั่นคงละเมิด สิทธิมนุษยชน และให้มีการนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับการไต่สวนในศาล พลเรือน โดยระหว่างรอการสอบสวน ให้สั่งพักราชการบุคคลใดๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการละเมิดดังกล่าว
• ประกันว่าผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและครอบครัวได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่างเต็มที่
 
ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง
• ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 และพิธีสารเลือกรับ พ.ศ.2510 และให้ตรวจสอบคำร้องขอที่พักพิงตามขั้นตอนปฏิบัติโดยพลันและอย่างมีประสิทธิภาพ
• ให้ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดต่อหลักการไม่บังคับส่งกลับ ประกันไม่ให้มีการบังคับเคลื่อนย้ายหรือส่งกลับบุคคลไปยังประเทศหรือดินแดน ใดที่เสี่ยงอย่างแท้จริงว่าบุคคลจะถูกละเมิดหรือปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
• ยุติการควบคุมตัวโดยพลการต่อผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงและยุติการควบคุมตัวเด็กด้วยวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการอพยพเข้าเมือง.

แอมเนสตี้ เรียกร้องรัฐบาลไทยผ่าน พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย ตลอดจนปรับปรุงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ ผ่านกระบวนการของ UN โดยชี้ไทยอ่อนแอลงจากครั้งก่อน... 12 พ.ค. 2559 10:58 12 พ.ค. 2559 11:51 ไทยรัฐ