วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ปรองดอง" ปากกับใจไปคนละทาง

ถ้า “ใจ” ยังไม่พร้อมหรือทำใจไม่ได้ ยังคิดแต่เอาแพ้-ชนะกันอยู่ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะเดินหน้าไปสู่ความปรองดองได้ โดยเฉพาะในความผิด-ถูกที่แต่ละฝ่ายมีจุดยืนอยู่จุดนี้ก็ยากที่จะข้ามฝ่าความขัดแย้งไปได้

นักปรองดอง-นักประนีประนอมที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้ผ่านพ้นไปได้ต่างก็พิสูจน์ตัวเองด้วยความอดทน อดกลั้นจนสามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงไปได้

ที่น่าสังเกตก็คือบุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่คิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม ประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตัวเอง

สิ่งที่ยากที่สุดมันอยู่ตรงนี้แหละ...

ขนาดว่า คสช.ที่มีแนวทางในเรื่องการสร้างความปรองดองหลังเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศแรกๆคงคิดว่าไม่น่าจะยาก แต่เอาเข้าจริงแล้วเป็นเรื่องยากและยังหาทางออกเพื่อไปสู่จุดนั้นยังไม่ได้

ล่าสุด จากข้อเสนอของนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง โยนหินถามทางอีกก้อนหนึ่งให้สังคมได้ช่วยกันพิจารณาว่าด้วยความปรองดอง ปรากฏว่ามีเสียงคัดค้านจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองออกมาเป็นระลอก

แถมด้วยสำทับของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงที่ออกมาคัดค้านเช่นเดียวกัน เพียงแต่มองกันคนละประเด็นเท่านั้น

“เรื่องนี้ไม่ค่อยเห็นด้วยคือ เสนอมาทำไมไม่รู้ ขณะนี้สถานการณ์ก็ดีๆกันอยู่แล้ว อะไรที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งก็อย่าไปทำ ควรปล่อยให้โรดแม็ปเดินหน้าไป เดี๋ยวพอรัฐธรรมนูญออกมาแล้วค่อยว่ากันไปช่วงเลือกตั้ง”

เป็นความเห็นของเบอร์ 2 คสช.

และยังบอกด้วยว่าจะไปสั่งอะไรเขาได้ ก็เป็นเรื่องของ สปท.ซึ่งเขาทำอะไรยังไม่เห็นบอกเลย เขาก็อยากทำเรื่องนี้อะไรที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องทำ คนอื่นอาจจะเห็นด้วยก็ว่าไป

“แต่ผมคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย”

นั่นคงเป็นท่าทีที่ชัดเจนของ คสช. ที่มองว่าในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงเวลาที่จะนำเรื่องความปรองดองมาพูดกัน

เป็นความจริงทางการเมืองที่รับรู้กันได้ ว่าการเมืองในช่วงก่อนจะถึงวันลงประชามติ 7 ส.ค.59 ยังไม่ราบรื่นนัก เพราะเกิดความขัดแย้งในเรื่องการแสดงความคิดเห็น เพราะมีการวางกฎกติกาที่ค่อนข้างเข้มงวด

จนเกิดปัญหาขัดแย้งเป็นรายวันบานปลายขึ้นมาอีก

ขืนนำเรื่อง “ปรองดอง” ขึ้นมาพิจารณาก็ยิ่งจะผสมโรงกลายเป็นกระแสขัดแย้งซํ้าเติมเข้าไปอีก มีทางเดียวคือหยุดเอาไว้ก่อน

โดยเฉพาะข้อเสนอของนายเสรีนั้น จะเป็นตัวฉุดให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากแม้จะไม่ถูกลงโทษ แต่นักการเมืองและแกนนำกลุ่มการเมืองถือว่ามีความผิดแล้ว และยังถูกตัดสิทธิทางการเมือง
นี่คือปัญหาสำคัญที่เกิดแรงต้านจนเดินหน้าต่อไปไม่ได้

ทว่าความปรองดองเป็นประเด็นที่จะแก้ไขความขัดแย้งในสังคม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้และนำข้อเสนอที่มีการค้นคิดกันมาแล้วมาศึกษาต่อได้

เพราะอาจจะนำมาเชื่อมต่อหรือต่อยอดด้วยการเอาข้อเสนอดีๆ เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงที่ทำให้เกิดการยอมรับได้

ว่าที่จริงมวลชนโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม คงไม่อยากให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แต่ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่ผู้นำการเมือง หรือแกนนำทางการเมืองต้องการให้เกิดความปรองดองหรือไม่

อ้างประชาธิปไตยแต่ “ปากกับใจ” ไปคนละทาง.

“สายล่อฟ้า”

12 พ.ค. 2559 10:28 12 พ.ค. 2559 10:29 ไทยรัฐ