วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถึงเวลาจัดอันดับมหาวิทยาลัย

กรณีที่ มหาวิทยาลัยรังสิต จับการทุจริตนักเรียนที่สอบเข้าแพทย์ ใช้เทคโนโลยี กล้องแว่นตา ที่ส่งข้อมูลภาพได้ และ นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ที่ส่งรับข้อความได้ในการทุจริต โดยมี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 3 คน รับจ้างเข้าไปถ่ายภาพข้อสอบด้วยกล้องแว่นตา ส่งกลับไปให้ติวเตอร์เฉลยข้อสอบ แล้วส่งคำตอบกลับไปให้ นักเรียนที่สอบเข้าแพทย์ 3 คน เพื่อตอบข้อสอบ

กระบวนการที่ซับซ้อนนี้ ผมเชื่อว่าเด็กคิดไม่ได้ แต่คนที่สอนให้เด็กทุจริตคือผู้ใหญ่ ติวเตอร์ และ สถาบันกวดวิชา ที่ รัฐบาลควรจะสอบสวนเอาโทษถึงที่สุด ไม่ใช่ทำเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะรัฐบาลประกาศทุกวันจะปราบคอร์รัปชันให้หมดไป

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต แถลงว่า มีติวเตอร์ติดประกาศที่หน้ามหาวิทยาลัยว่า สามารถติวเข้าคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ ถ้าสอบไม่ติด ยินดีคืนเงิน แต่ถ้าสอบติดแพทย์มหาวิทยาลัยรังสิต ต้องจ่ายเงิน 800,000 บาท เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความพิลึกพิลั่น เป็นปัญหาของเรา ต่อไปอาจต้องให้แก้ผ้าเข้ามาสอบ ห้ามใส่แว่นตา ห้ามใช้ปากกาสอบ ให้ใช้ดินสอ 2 บีเข้าสอบเท่านั้น และยืนยันว่าไม่มีคนในมหาวิทยาลัยเกี่ยวข้อง

อ่านแล้วเหมือน ดร.อาทิตย์ อยากพูดให้ตลก แต่ความจริงมันไม่ตลก

ในเมื่อ ดร.อาทิตย์ และ ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นตำตา มีติวเตอร์เอาป้ายแบบนี้มาติดโฆษณาอยู่หน้ามหาวิทยาลัย ผมเห็นในสื่อเป็นป้ายขนาดใหญ่ด้วย ทำไมผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิตจึงนิ่งเฉยกันทุกคน ทั้งที่ข้อความโฆษณามันไม่ชอบมาพากล ส่อไปในทางไม่สุจริต จนมีเด็ก 3 คนที่ตกเป็นเหยื่อของป้ายโฆษณานี้

ผมไม่รู้ว่า กระทรวงศึกษาธิการ และ มหาวิทยาลัยรังสิต จะแก้ปัญหาแบบนี้ในอนาคตกันอย่างไร เพราะเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นทุกวัน คงไม่ต้องให้นักศึกษาชายหญิงแก้ผ้าเข้าห้องสอบ อย่างที่ ดร.อาทิตย์ พูดมั้ง จะอายเขาไปทั้งโลก

เขียนถึง มหาวิทยาลัยเอกชน ก็มีเรื่องหนึ่งที่ขอฝากไปถึง กระทรวงศึกษาธิการ ผมไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยเอกชนตั้งง่ายยากแค่ไหน แต่เห็นมีมหาวิทยาลัยเอกชนเกิดขึ้นใหม่เยอะมาก ชื่อแปลกๆจนจำไม่ได้ วันนี้การทำธุรกิจมหาวิทยาลัยเอกชน อาจรวมถึงมหาวิทยาลัยของรัฐอีกหลายแห่ง ได้กลายเป็น “ธุรกิจการศึกษา” ไปแล้ว รายได้ดี ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อีกด้วย

แต่ คุณภาพการศึกษา เป็นอย่างไร ผมไม่กล้าคิด

มหาวิทยาลัยเอกชนส่วนใหญ่ จะเน้นที่ “รายได้” เป็นหลัก มีการเก็บค่าเล่าเรียนในราคาแพง แต่ละปีจึงมีการรับนักศึกษาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ “นักศึกษาปี 1” ที่ถือเป็นตัวทำรายได้หลักของมหาวิทยาลัย ทุกปีมหาวิทยาลัยเอกชนแต่ละแห่ง จะรับนักศึกษาปี 1 จำนวนมาก มากเท่าที่จะรับได้ นักศึกษาปี 1 มีมากเท่าไร รายได้ของมหาวิทยาลัยก็มากขึ้นเป็นบัญญัติไตรยางค์ เพราะนักศึกษาปีแรกมีค่าใช้จ่ายเยอะ

รายได้จากนักศึกษาปี 1 ยังเป็นรายได้หลักต่อเนื่องไปจนถึงปี 2 นักศึกษาปี 1 ปี 2 จึงทำเงินเข้ามหาวิทยาลัยเป็นกอบเป็นกำ ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นดี จะไปเข้มตอนปี 3 ปี 4 เมื่อไปถึงปีที่ 4 ก็จะเหลือนักศึกษาน้อยลงมา ใครเรียนไม่ไหว ก็ออกไปเรียนต่อที่อื่นบ้าง หรือไม่เรียนบ้าง ก็แล้วแต่กำลังเงินของนักศึกษา แต่มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งก็ลากยาวตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 ไปเลย รับเงินไปเต็มๆ แต่คุณภาพไม่สนใจ

ถ้าขืนปล่อยให้การศึกษาไทยเป็นไปอย่างนี้ คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยก็จะด้อยลงไปเรื่อยๆ อย่างที่เห็นและเป็นอยู่

ผมจึงเห็นด้วยกับแนวคิด “การจัดอันดับคุณภาพมหาวิทยาลัย” ทั้ง มหาวิทยาลัยรัฐ และ มหาวิทยาลัยเอกชน เหมือนในประเทศที่เจริญแล้ว แต่ทุกครั้งที่เขียนเรื่องนี้ ก็จะมีเสียงคัดค้านจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง คงกลัวที่จะได้อันดับไม่ดี ทั้งที่การจัดอันดับคุณภาพมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ดี ทำกันทั่วโลก นักเรียนจะได้ประเมินตัวเองมหาวิทยาลัยจะได้แข่งขันในแง่คุณภาพ ไม่ใช่แข่งกันหารายได้อย่างทุกวันนี้.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

12 พ.ค. 2559 10:23 12 พ.ค. 2559 10:23 ไทยรัฐ