วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.ย้อนเกล็ดอผศ. ชักหัวคิวลอกคลอง

อบต.หินลาดโต้ถูกหลอก! ‘เสรี’เลิกดันพักโทษ-ตัดพ้อ

“เสรี” ถอยกรูดเลิกดัน ก.ม.รอพักโทษ พ้อวันหน้าติดคุกกันหมดคงนึกถึงผม ยอมยุติถ้าไม่เห็นด้วยทุกเรื่อง เด็ก ปชป.อัดโยนชงเรื่องร้อนละเมิดอำนาจศาลกลบหรือสร้างกระแสเอื้อใคร “นพดล” สบช่องชงบันได 5 ขั้นสู่การปรองดอง พท.ย้อนศร คสช.ยกพลขย่มขุดคลองขององค์การทหารผ่านศึก “วัฒนา” แฉทีมอดีต ส.ส.จับมือผู้นำท้องถิ่น-ชาวบ้านลงพื้นที่จับทุจริตขายช่วงชักหัวคิวขุดลอกหนองพล เมืองพิษณุโลก “นคร มาฉิม” พร้อมชาวบ้านรวม 9 คนถูกเรียกเข้ากองทัพภาคที่ 3 ปรับทัศนคติ ซ้ำรอย “จ่านิว” สอบปมราชภักดิ์ จ่อยื่น ป.ป.ช.-สตง. เชือด “เต้น” เย้ยสร้างความสยบสะกดแฉโกง อดีต ส.ส.เมืองสองแคว วอน “บิ๊กตู่” ปล่อยชาวบ้าน “บิ๊กตู่” รับปากเดี๋ยวดูให้ ผอ.อผศ.โวยเกมการเมืองปลุกปั่นปั้นกระแส ผบ.พล.ร.4 พา อบต.หินลาดแถลงซัดจัดฉากหลอกใช้ชาวบ้าน ขู่ส่งเรื่องให้ กกต.ฟัน ศาลทหารไม่ให้ประกัน “หฤษฏ์-ณัฏฐิกา” ผู้ต้องหาคดี ม.112 ส่งตัวเข้าเรือนจำ

จากกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รวมทั้งฝ่ายการเมืองต่างไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่จะให้ออกกฎหมายรอการกำหนดโทษ เพื่อสร้างความปรองดองนั้น ล่าสุดนายเสรีประกาศยอมยุติ หากทุกฝ่ายไม่เห็นด้วยในทุกเรื่อง

“เสรี” พ้อวันหน้าติดคุกแล้วจะนึกถึง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอให้ออกกฎหมายรอการกำหนดโทษเพื่อสร้างความปรองดองว่า แนวคิดดังกล่าวต้องการจะแก้ปัญหาในเรื่องที่เป็นคดีความและความขัดแย้งมายาวนาน เพราะแนวคิดออกกฎหมายนิรโทษกรรมก่อนหน้านี้มีคนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก วันนี้ฝ่ายการเมืองออกมาคัดค้านเยอะ ไม่เห็นด้วย “แต่ถ้าวันหน้าเขาติดคุกกันหมดคงจะนึกถึงผม” และความจริงเขาควรเสนอมาว่า จะแก้ไขปรับปรุงหรือทำแนวทางใดให้ดีขึ้นกว่าข้อเสนอตน แต่ไม่เป็นไรจะอธิบายต่อไปถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อคนส่วนรวม ได้ปรึกษาหลายฝ่ายแล้ว

ยอมยุติถ้าไม่เห็นด้วยทุกเรื่อง

นายเสรีกล่าวว่า ขณะนี้เป็นเพียงเริ่มต้นหาช่องทางกฎหมาย โดยไม่ขัดความรู้สึกประชาชน ใครที่ถูกดำเนินคดีแล้วคิดว่าผิดจริง รับสารภาพในการกระทำก็ปล่อยตัวกลับบ้านไป ส่วนแกนนำหรือผู้ที่ถูกดำเนินคดีคิดว่าตัวเองถูกก็สู้คดีต่อไป แต่ตอนนี้มีเสนอความเห็นเรื่องอื่นกลับมา จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เช่น กรณีเจ้าหน้าที่กระทำความผิดหรือนำกรณีนิรโทษกรรมมาผูกโยง จนทำประชาชนเข้าใจผิด เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุไม่เห็นด้วยเพราะทำให้เกิดความวุ่นวาย นายเสรีตอบว่า “ถ้าทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจว่าจะทำให้เกิดความวุ่นวายแตกแยกมากขึ้น อาจปรับวิธีการ แต่อยากให้ฝ่ายการเมืองลดทิฐิ เห็นใจประชาชนที่เดือดร้อน แต่ถ้ารับความเห็นกันไม่ได้เลย ไม่เห็นด้วยในทุกเรื่องยอมยุติได้ ”นายเสรีกล่าวและว่า เรื่องนี้ยังไม่ทันเดินหน้าก็มีเสียงคัดค้านแล้ว ทั้งที่เจตนาตนต้องการเชิญฝ่ายที่คัดค้านมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย และนำแนวทางของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน รวมถึงรายงานปรองดองของชุดต่างๆ มาศึกษาด้วย

“ประมวล” อัดชงเรื่องละเมิดศาล

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อกลบกระแสหรือสร้างกระแส โดยใช้องค์กร สปท.ผลักดันให้รัฐบาลสั่งให้ออกกฎหมายผ่านองค์กรนิติบัญญัติ ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ละเมิดอำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรม ทั้งที่มีหลักของประมวลกฎหมายอาญาที่มีบทกำหนดโทษเกี่ยวกับการรอการกำหนดโทษอยู่แล้ว ที่สำคัญเพิ่งจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 25 ลงวันที่ 4 เม.ย.59 ที่ผ่านมาในมาตรา 56 ทั้งในวรรคหนึ่ง สองและสาม กำหนดไว้ว่าเมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย ศาลสามารถพิจารณาให้รอการกำหนดโทษ หรือกำหนดโทษ แต่รอการลงโทษนั้นไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นโทษจำคุก หรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวในระยะเวลาที่ศาลจะกำหนดแต่ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติหรือไม่ก็ได้ ชัดแล้วว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลจะวินิจฉัย ไม่เข้าใจว่านายเสรี ทนายอาวุโสที่อยู่ในวงการกฎหมายมานาน จะโยนหินถามทางเพื่อประโยชน์ของใครหรือกลุ่มใด เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯระบุว่าส่วนตัวไม่เห็นด้วยและไม่เอากับเรื่องนี้ นายเสรีก็ยุติการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ทันที

“นพดล” ดันบันได 5 ขั้นปรองดอง

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงข้อเสนอออกกฎหมายเพื่อนำไปสู่การปรองดองว่า ทุกฝ่ายมีสิทธิเสนอและคงมีเจตนาดี เห็นว่าการปรองดองในชาติเป็นเรื่องยาก แต่จำเป็นต้องทำและต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ขอเสนอบันได 5 ขั้นเพื่อนำไปสู่การปรองดองหรือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของคนไทยเพื่อนำประเทศเดินหน้าให้ได้คือ 1.เริ่มสร้างบรรยากาศปรองดอง โดยลดเลิกละวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง และหลีกเลี่ยงการกล่าวหากันทางการเมือง 2.ควรมองคนเห็นต่างทางการเมืองเป็นเพื่อนร่วมชาติ อย่างไรก็ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ อย่ามองเป็นศัตรู ควรเลิกคิดว่าฝ่ายตนทำอะไรถูกหมด ฝ่ายตรงข้ามทำอะไรผิดหมด 3. ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ตามหลักนิติธรรมและเมตตาธรรม 4. เปิดพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้คนในชาติเพื่อให้มีการระดมความคิดสร้างสรรค์จากทุกฝ่าย 5. นำประเทศกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยโดยเร็ว

กอ.รมน.เจาะผู้นำชุมชนปลุกคนใช้สิทธิ

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวภายหลังเป็นประธานในวันสถาปนาศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร (ศทท.) ครบรอบ 15 ปี ว่า ยืนยันว่ากองทัพบกป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ ส่วนการดูแลเว็บหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์และเว็บบิดเบือน ยุยง ปลุกปั่น ที่รัฐบาลและ คสช.ให้ความสำคัญ ยอมรับว่าเว็บไซต์โจมตีการทำงานของรัฐบาลและ คสช.ยังมีอยู่ แต่ลดระดับลงเนื่องจากรัฐบาลบังคับใช้กฎหมายจริงจัง สำหรับการชี้แจงประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิ์ลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะจัดวิทยากรลงพื้นที่ให้คำชี้แจงทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอ จ.สงขลา งานมวลชนของ กอ.รมน.ต้องเดินหน้าทำความเข้าใจจะเข้าถึงผู้นำชุมชน ช่วยกันรณรงค์ให้ออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

“จตุพร” ท้า “มีชัย” วางมือหาก รธน.คว่ำ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกลผ่านทางยูทูบถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ระบุคนโกหกต้องตกนรกว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าคนโกหกต้องตกนรกแล้ว ขอให้ประกาศด้วยว่า ตราบใดที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรีให้เอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า วันที่ 7 ส.ค. ต้องมีการทำประชามติ เพราะส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีการทำประชามติในวันดังกล่าวเพราะเกิดความขัดแย้งในประเทศ กระทบความมั่นคง จึงจำเป็นต้องเลิกการทำประชามติ นอกจากนี้ อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ฉุกคิดการใช้คนของรัฐมากมายไปทำความเข้าใจข้อดีร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดการต้ม หลอกรายงานข้อเท็จจริงต่อ คสช.เพื่อเอาใจ เพราะไม่มีข้าราชการคนใดกล้ารายงานความจริงว่าแพ้ ส่วนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. วอนคนเห็นต่างอย่าทำเพลงต้านการทำประชามตินั้น การเอาเปรียบทุกอย่างเช่นนี้ คิดว่าจะชนะหรือ ขอท้าเดิมพันนายมีชัยว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน นายมีชัยต้องประกาศเลิกเขียน เลิกยุ่งกับรัฐธรรมนูญประเทศไทย ส่วนตนนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านจะไม่ลงเลือกตั้ง

“นิพิฏฐ์” ห่วง กอ.รมน.แจงไม่เคลียร์

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กอ.รมน.กำลังเตรียมมวลชนลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญว่า คงเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล แต่หากนำมวลชน อาสาสมัครของ กอ.รมน.ลงพื้นที่อาจเป็นเรื่องเสี่ยง ถ้าเจอคำถามที่ตอบไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร หรือหากไปชี้แจงคนละอย่างกับที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะเป็นปัญหาได้ อีกทั้งการลงพื้นที่แล้วไปเจอคนที่อ่านร่างรัฐธรรมนูญมีความรู้มากกว่าจะทำอย่างไร ตอนนี้ กอ.รมน.ยังไม่มีระบบที่ชัดเจนเหมือนกับ กรธ.ที่มี ครู ก. ครู ข. และ ครู ค. ถ้าใครตอบคำถามไม่ได้ก็ให้ติดเอาไว้ก่อนได้ แต่ถือเป็นข้อดีเพราะ กอ.รมน.คงจะเอามวลชนที่มีความเห็นตรงกับเขา จะตัดปัญหาเรื่องการโต้แย้งและความเห็นต่างได้ การลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ หากเจอคำถามหรือความเห็นต่างจากผู้ที่มารับฟังนั้น อย่าดำเนินคดีหรือไปทำอะไรเขา ถ้าทำแบบนี้ต่อไปคงจะไม่มีใครมาฟังการชี้แจง

“วัฒนา” ถล่มขุดคลอง อผศ.โกงชัดๆ

ช่วงเช้า นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “จ่านิวภาคสอง” ว่ากรณีความไม่ชอบมาพากลที่ คสช.มีมติเห็นชอบให้องค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) ได้รับสิทธิพิเศษรับจ้างงานจากส่วนราชการ โดยไม่ต้องประกวดราคา ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ค. คณะทำงานพรรคเพื่อไทยนำโดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค ได้ลงพื้นที่ร่วมกับนายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลกและผู้นำท้องถิ่นตรวจสอบโครงการที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำสัญญาว่าจ้างให้ อผศ.ขุดลอกหนองพล บ้านน้อยเหนือ ต.หินลาด อ.วัด โบสถ์ พื้นที่ 24 ไร่ มูลค่า 9,743,000 บาท สิ้นสุดสัญญาวันที่ 30 พ.ย. 58 เป็นการทุจริตชัดเจนเพราะล่วงเลยกำหนดสัญญามานานแล้ว แต่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย เงื่อนไขที่ คสช.อนุมัติคือ อผศ.ต้องดำเนินการเอง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีขีดความสามารถ จึงมีการขายช่วงชักหัวคิว สมคบกันของหลายหน่วยงานเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ที่สำคัญรองหัวหน้า คสช. ที่ให้ความเห็นชอบเป็นรองนายกฯนายกสภาทหารผ่านศึก เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนตามกฎหมาย ป.ป.ช. ทุกประการ

แฉ “นคร” โดนทหารเรียกซ้ำรอย “จ่านิว”

นายวัฒนาระบุว่า คสช. อ้างตัวเป็นผู้ปราบปรามการทุจริต แต่ล่าสุดได้รับแจ้งจากนายนคร ว่า พ.ท. สิทธิ มณีรัตน์ ได้เรียกนายนคร นายก อบต. รองนายก อบต. ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.หินลาด รวมทั้งชาวบ้านที่มาให้ข้อมูลและถือป้าย รวม 9 คน ให้ไปพบ พล.ต. นพพร เรือนจันทร์ ผบ.กองพลรบพิเศษ กองทัพภาคที่ 3 เพราะไปร่วมตรวจสอบการทุจริตในโครงการที่ คสช.มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ขณะที่ประชาชนที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติต้องถูกเรียกไปปรับทัศนคติ หรือถูกดำเนินคดีเช่นกรณีนายสิรวิชญ์หรือจ่านิว หรือน้องกรกนกนักศึกษาหญิงที่ถูกล่วงละเมิดในเรือนจำ เพราะการตรวจสอบโครงการราชภักดิ์ สิ่งที่ คสช.ทำไว้กลับไม่เป็นความผิด ตามมาตรา 279 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงที่กำลังจะนำไปทำประชามติได้บัญญัติไว้ อย่าลืมส่งกำลังใจไปให้นายนครกับพวกแล้วช่วยถามหัวหน้า คสช.ให้ด้วยว่า เอาอำนาจอะไรเรียกคนตรวจสอบการทุจริตไปปรับทัศนคติ

พบพิรุธอื้อส่งต่อข้อมูล ป.ป.ช.–สตง.

ด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้รับแจ้งว่านายนคร ผู้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการขุดลอกบึงหนองพล จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ถูกกองทัพภาคที่ 3 เชิญไปเข้าค่ายเมื่อวันที่ 11 พ.ค. แต่ขอเลื่อนไปวันที่ 15 พ.ค.พร้อมเชิญนายก อบต. รองนายก อบต.หินลาด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 และชาวบ้าน เพราะประชาชนและผู้นำในพื้นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงพื้นที่ แต่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง จึงขอความเป็นธรรมขอให้ปล่อยตัวประชาชน ยังไม่ได้กล่าวหาว่าใครผิด แต่ส่อพิรุธ คือ 1.สัญญาหมดแล้วแต่ยังทำงานไม่เสร็จ 2.มีเอกชนเข้ามาดำเนินการ โดยไม่มี คนและเครื่องมือขององค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) เข้าร่วม ผิดเงื่อนไขของคณะกรรมการสิทธิพิเศษที่อผศ.ต้องเป็นผู้ดำเนินการ และ 3. โครงการนี้มีการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินไปแล้ว จึงแจ้งข้อมูลไปยังรัฐบาล ภายใน 1 สัปดาห์จะให้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ไปยื่นข้อมูลต่อ ป.ป.ช. และ สตง.

“นคร” วอนหัวหน้า คสช.ปล่อยชาวบ้าน

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช นายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังถูก พล.ต.นพพร เรือนจันทร์ ผบ.กรมรบพิเศษ กองทัพภาคที่ 3 เชิญตัวปรับทัศนคติว่า ขอสื่อไปถึงนายกฯในฐานะหัวหน้า คสช.ขอให้คืนความเป็นธรรม ปล่อยตัวประชาชนและผู้นำท้องถิ่นที่ให้ข้อเท็จจริงโครงการขุดลอกบึงหนองพล แต่ถูกเรียกปรับทัศนคติที่กองทัพภาคที่ 3 จำนวน 8 คน แต่ละคนเครียดและกดดันมาก ขอให้เร่งคืนสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนโดยเร็ว ชาวบ้านให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่รัฐบาล หากมีอะไรให้ถามตน ยืนยันว่าจะเข้ารายงานตัวในวันที่ 15 พ.ค. แน่นอน ชาวบ้านเดือดร้อนน้ำกินน้ำใช้แทบไม่มี แร้นแค้นที่สุด การที่เขามาเรียกร้องเพราะทุกข์ยากจริงๆไม่ใช่ประเด็นการเมือง ยืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มานาน แต่ด้วยจิตวิญญาณความเป็น ส.ส.และนักการเมือง ต้องเรียกร้องเพื่อคืนความเป็นธรรม กังวลว่าประชาชนจะกลัวการให้ข้อมูล เพราะอาจถูกเรียกปรับทัศนคติ ขอให้รัฐบาลที่ตั้งธงปราบทุจริต เอากรณีนี้เป็นตัวอย่าง อย่ากดดันประชาชน

เหน็บสร้างความสยบสะกดแฉโกง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการเรียกคนเข้าค่ายเพราะตรวจสอบการทุจริตโดยทันที เพราะต่างกับสิ่งที่รัฐบาลประกาศไว้ราวฟ้ากับเหว หลังยึดอำนาจบอกว่ากวาดล้างคอร์รัปชัน รัฐธรรมนูญเรียกฉบับปราบโกง แต่พอชาวบ้านจะช่วยสอดส่องการโกงก็ตกเป็นเป้าของรัฐ การเรียกคนเข้าพบอ้างว่าเพื่อความสงบ แต่คือการสร้างความสยบมากกว่า ต่อให้ทั้งประเทศไร้สำเนียงที่เห็นต่างกับรัฐบาลก็เรียกว่าความสงบไม่ได้ เพราะขาดความชอบธรรมในการใช้อำนาจ เรื่องการรับงานขุดลอกของ อผศ.มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึง ไม่เชื่อว่าผู้มีอำนาจจะไม่ได้ยิน มีเหตุผลอะไรที่ต้องให้ อผศ.ทำงานนี้เจ้าเดียวทั้งประเทศ ถ้าคิดแบบรัฐบาลสบายใจก็มองว่าให้ช่วยจัดการแหล่งน้ำ แต่ถ้าคิดแบบแสลงใจคงเห็นว่างานขุดลอกซ่อนเนื้องาน ซ่อนเม็ดเงินง่าย ควรมีการชี้แจง ต่อสังคม ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ รัฐบาล อยากให้ผู้มีอำนาจเปิดใจกว้าง ชาวบ้านที่ต้องออกมาไม่ใช่จะหาเรื่องรัฐบาล แต่เป็นผู้เดือดร้อนโดยตรง หากโครงการไม่โปร่งใสและไม่เป็นไปตาม แบบที่กำหนดไว้ ผลประโยชน์อาจจบกันไปแล้ว แต่ปัญหาตกอยู่ในพื้นที่

ผอ.อผศ.โต้ยึดสัญญาเพราะทิ้งงาน

พล.อ.รณชัย มัญชุสุนทร ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบโครงการขุดลอกบึงหนองพล อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลกว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาก่อนที่ตนเข้ารับตำแหน่ง ไม่ใช่ว่าจะมีปัญหาทุกโครงการ ทุกพื้นที่ล้วนมีปัญหาเหมือนกันจะมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่สภาพพื้นที่ เช่นในพื้นที่มีการเก็บกักน้ำไว้ใช้ทางเกษตร ชาวบ้านไม่ยอมให้สูบน้ำออก ต้องเลื่อนจนทำให้โครงการล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตามต้องทำงานให้เสร็จตามสัญญากับทาง ปภ. แต่อาจเสร็จช้าไปบ้าง เล็กน้อย ต้องเสียค่าปรับก็ต้องยอม โครงการในพื้นที่ อ.วัดโบสถ์ บริษัทเดิมรับงานเมื่อปี 2558 ก่อนตนเข้ามารับตำแหน่ง ไม่รู้ว่าบริษัทนี้เป็นของใคร แต่รับงานไปแล้วไม่ยอมทำงานจึงให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบว่าไม่มีอะไรคืบหน้า ทั้งยังเกินเวลา จึง สั่งให้ยึดคืนสัญญาทั้งหมด จากนั้นก็หาบริษัทใหม่ในพื้นที่มาทำสัญญาแล้วเริ่มลงมือทำงานทันที บริษัทที่ถูกยึดสัญญา หากไม่พอใจให้มาพูดคุยกัน ไม่ใช่ไปปลุกปั่นให้เกิดเป็นกระแสขึ้นมา ตนเป็นคนแก้ ปัญหาแล้วจะมาร้องเรียนเรื่องอะไร ต้องเอาความจริงมาพูดคุย ทำไมถึงถูกยึดสัญญาคืนให้รายอื่นทำ อย่ามาเล่นเกมการเมืองกันมาก

คสช.ระบุเรียกคุย 8 คนแค่ขอข้อมูล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรายงานข่าวจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุถึงกรณีที่มีชาวบ้านให้ข้อมูลโครงการขุดลอกบึงหนองพล อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ในช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความสงบ (กกล.รส.) ได้เชิญ ตัวทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน และผู้มาถือป้ายเชียร์ รวม 8 คน มาพูดคุยที่กองทัพภาคที่ 3 นั้น กกล.รส.ต้องการพูดคุยและทราบข้อมูลที่แท้จริงว่าเดือดร้อนอย่างไร เพราะหากไปให้ข้อมูลกับอดีตนักการเมืองที่ลงพื้นที่ การแก้ไขปัญหาจะไม่ถูกจุดหากมาให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่แล้วจะได้ดำเนินการแก้ไขได้ตรงประเด็นกว่า

อบต.หินลาดซัดจัดฉากหลอกใช้ชาวบ้าน

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่กองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เมือง พิษณุโลก นายบุญเลิศ ทองอ่ำ รองนายก อบต.หินลาด กล่าวว่า ข่าวที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการทุจริตโครงการขุดลอกบึงหนองพล บ้านน้อยเหนือ หมู่ 6 ต.หินลาด มีเนื้อหาบิดเบือนความจริง ทั้งสิ้น วันที่เกิดเหตุ (9 พ.ค.59) เวลา 08.00 น.ตนได้รับการติดต่อจากคณะของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่า ต้องการเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการขุดลอกบึงหนองพล ขณะมารอรับพาเดินทางไปยังบึงหนองพล มีนักข่าวจากส่วนกลางสัมภาษณ์คณะ จากนั้นนาย นคร มาฉิม และนายนิยม ช่างพินิจ อดีตส.ส.พิษณุโลก นำป้ายออกมากางพร้อมบอกว่าฝากถือหน่อย ชาวบ้านไม่ทราบว่าป้ายอะไร จึงรับมาถือไว้ประมาณ 3 นาที นักข่าวส่วนกลางที่ตามคณะมาพากันถ่ายภาพไว้ จากนั้นอดีต ส.ส.เก็บป้ายกลับคืนไป ก่อนพากันเดินทางกลับ กระทั่งวันที่ 10 พ.ค. มีการนำเสนอข่าวพร้อมภาพที่ชาวบ้านถือป้าย ลักษณะเหมือน ออกมาเรียกร้อง หรือประท้วงทำให้ชาวบ้านกังวลใจ เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ขอเข้าพบ พล.ต.นพพร เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 เพื่อขอชี้แจง

ผบ.พล.ร.4 ขู่ส่ง กกต.ฟันถ้าบิดเบือน

ด้านพลตรีนพพร เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้น เหมือนชาวบ้านตกเป็นเครื่องมือ ถูกหลอกให้ถือป้ายที่ทางคณะผู้ที่เข้ามาได้มีการเตรียมการไว้แล้ว มีการนำเสนอข่าวที่บิดเบือนจากความจริงหลังจากที่ชาวบ้านได้ออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจในครั้งนี้ว่าตกเป็นเครื่องมือนั้น จากนี้จะทำการประสานไปยัง กกต.เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่ากลุ่มผู้ที่กระทำนั้น จงใจบิดเบือนความจริง หรือมีเจตนาใดกันแน่ หากตรวจสอบแล้วพบมีความผิดจงใจหรือเจตนากระทำความผิดในขบวนการดังกล่าว จะให้ทาง กกต.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“บิ๊กตู่” ขอสกรีนข่าวพบผู้แทนทูตยูเอ็น

ด้านความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เมื่อเวลา 09.00 น. นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ก นำคณะเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติจากประเทศต่างๆ กว่า 20 คน เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) โดยอนุญาตให้สื่อโทรทัศน์เข้าไปบันทึกภาพ แต่เจ้าหน้าที่กองงานโฆษกประจำสำนักนายกฯแจ้งว่าไม่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ข่าวได้ทันที อ้างว่าต้องรอเอกสารข่าวอย่างเป็นทางการจากสำนักโฆษกฯก่อน กระทั่งการหารือเสร็จสิ้นใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ปรากฏว่ากองงานสำนักโฆษกฯ ยังไม่ออกเอกสารข่าวแจกจ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือทางเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลให้ผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่ยังแจ้งให้ผู้สื่อข่าวไม่ต้องไปดักรอสัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ที่ทางเชื่อมตึกสันติไมตรีกับตึกไทยคู่ฟ้า

จากนั้นเวลา 11.00 น. นายหาน เจิ้ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ มณฑลเซี่ยงไฮ้ เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายยืนยันความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันที่มีมายาวนาน พร้อมกระชับความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน เลขาธิการพรรคฯยินดีส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับไทยให้มากขึ้นตามข้อริเริ่ม “One Belt One Road” ของจีน

เดี๋ยวดูให้ทหารซิวชาวบ้านสอบขุดคลอง

ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ตึกสำนักงาน สมช. โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยนายกฯโบกมือปฏิเสธไม่ให้สัมภาษณ์ ก่อนจะหันกลับมาตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีที่ชาวบ้านเดินทางไปพูดคุยและให้ข้อมูลขุดลอกบึงหนองพลู อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ที่แกนนำพรรคเพื่อไทยเข้าตรวจสอบ ถูกเจ้าหน้าที่ กกล.รส.เชิญตัว ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ที่มาถือป้ายเชียร์ รวม 8 คน ไปพูดคุยปรับทัศนคติที่กองทัพภาคที่ 3 เพียงสั้นๆว่า “เดี๋ยวดูให้”

“วีรชน” เผยนายกฯพบทูตพันธมิตร

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ข่าวเครือข่ายพันธมิตรประเทศไทย (Friends of Thailand) ประกอบด้วยเอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ เข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสเดินทางเยือนไทย เพื่อศึกษาดูงานภายใต้โครงการพระราชดำริและแนวการพัฒนาตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำไปปรับใช้ทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น โดยนายกฯย้ำถึงความ มุ่งมั่นของไทยสู่ “ประเทศไทย 4.0” ควบคู่กับการ จัดทำ “แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 20 ปี”

นายกฯสั่งตั้งรับจัดกลุ่มชาติมหาอำนาจ

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงภายหลังการประชุม สมช.ว่า ที่ประชุมรับทราบเรื่องที่ สมช.เสนอ 3 เรื่องคือ 1.แผนผนึกกำลังและทรัพยากรในการป้องกันประเทศ เกี่ยวกับการเตรียมการระดมกำลังป้องกันประเทศในภาวะ ฉุกเฉิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. สั่งให้จัดทำตารางการทำงานของทุกภาคส่วนในช่วงเหตุฉุกเฉิน 2.การพิจารณากำหนดท่าทีของประเทศไทยต่อกลุ่มประเทศมหาอำนาจ นายกฯสั่งการให้แบ่งกลุ่มประเทศมหาอำนาจเป็นกลุ่มประเทศตะวันตกและกลุ่มประเทศตะวันออก และ 3.เรื่องร่าง พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สนช. คาดว่าจะพิจารณาเสร็จในเดือน มิ.ย. ก่อนพิจารณาวาระ 2-3 ต่อไป และจะประกาศใช้ได้ในเดือน ส.ค.

ฝากขัง “หฤษฏ์–ณัฏฐิกา” ผัดเเรก

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.ท.ชัยพร นิตยภัตร์ สว.สอบสวน กก.1 บก.ป. ได้คุมตัวนายหฤษฏ์ มหาทน และ น.ส. ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์ 2 ใน 8 ผู้ต้องหาเเอดมินเพจ เรารัก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามอายัดตัวไว้แจ้งข้อหามาตรา 112 หมิ่นเบื้องสูง ไปที่ห้องพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เปิดเผยว่า ได้รับการประสานงานจากพนักงานสอบสวนกองปราบ หลังศาลทหารมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย แต่มี 2 รายถูกแจ้งข้อหามาตรา 112 และได้อายัดตัว นำมายังกองปราบฯทันที หากข้อกล่าวหาหรือพยานหลักฐานไม่ชัดเจน คงต้องให้การปฏิเสธ ซึ่งได้ปฏิเสธมาตั้งแต่ต้น เมื่อสอบสวนแล้วเสร็จเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบจะนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาล ทหารทันที ตนเตรียมเงิน 5 แสนบาท เพื่อตามไปประกันตัวผู้ต้องหาต่อไป

ต่อมาเวลา 12.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. คุมตัวนายหฤษฏ์และ น.ส.ณัฏฐิกา เพื่อไปฝากขังผลัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ที่ศาลทหาร โดยนายหฤษฏ์ถูกใส่กุญแจมือ สีหน้าเรียบเฉย เดินขึ้นรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคอมมูเตอร์ สีบรอนซ์-เงิน ทะเบียน ฮค 556 กรุงเทพมหานคร ไปด้วยความรวดเร็ว ถึงศาล ทหารกรุงเทพ เวลา 13.10 น

ศาลไม่ให้ประกันส่งตัวเข้าเรือนจำ

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ ตุลาการศาลทหาร ได้นั่งบัลลังก์พิจารณาฝากขัง ให้เหตุผลว่ายังสอบสวนพยาน และตรวจสอบหลักฐานต่างๆยังไม่แล้วเสร็จ จึงขออนุญาตศาลฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 11-22 พ.ค.โดยผู้ต้องหาไม่คัดค้านการฝากขัง ตุลาการศาลทหารได้พิจารณารับฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 2 คนตามคำขอของพนักงานสอบสวน โดยให้นำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และทัณฑสถานหญิงกลาง

จากนั้นนายวิญญัติ ทนายความยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 5 แสนบาท เพื่อขอประกันตัว เมื่อเวลา 15.30 น. ตุลาการศาลทหารพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูงประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองอาจจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุภัยอันตรายประการอื่น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวนได้ ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง ทั้งนี้ ศาลนัดนำตัวมาฝากขังครั้งต่อไปในวันที่ 19 พ.ค.59

พักโทษ “เด็จพี่–เกียรติอุดม” พ้นเรือนจำ

อีกด้าน เมื่อเวลา 09.10 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เดินออกจากประตูเรือนจำ โดยมีญาติพี่น้องและเพื่อนๆนักการเมือง มารอรับที่หน้าเรือนจำ อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯและ รมว.ศึกษาธิการ โดยนายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ขอขอบคุณการพระราชทานอภัยโทษ โดยมีกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และเรือนจำพิเศษฯ ที่พิจารณา พักโทษก่อนกำหนด 2 เดือนที่ผ่านมา ได้ปฏิบัติตัวดี จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนักโทษชั้นดี ขอบคุณพรรคเพื่อไทย ประชาชน สื่อมวลชนที่มาเยี่ยมเยียนอยู่ตลอด ถามว่าติดคุกไม่มีสบายมีแต่ลำบาก แต่กิจกรรมในเรือนจำก็ทำให้น้ำหนักตัวลดลงมาก จากหนักกว่า 80 กก. ลดลงมา 14 กก. ส่วนเรื่องการเมืองยังไม่ขอพูดถึง ยังอยู่ระหว่างการพักโทษ จากนี้ จะไปตรวจสุขภาพ ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวสักพัก

ต้องรายงานตัวคุมประพฤติทุกเดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพร้อมพงศ์ และนายเกียรติอุดม ถูกศาลตัดสินจำคุก 1 ปี คดีหมิ่นประมาท ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.58 โดยปัจจุบันทั้ง 2 คน จำคุก มาแล้ว 10 เดือน ระหว่างที่อยู่ในภายในเรือนจำ ประพฤติตัวตามระเบียบวินัยของเรือนจำ และไม่เคยทำผิดวินัย เป็นผู้ต้องขังที่ได้รับการจัดชั้นนักโทษหลังจากถูกจำคุกแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน เข้าหลักเกณฑ์เป็นผู้ต้องขังที่มีสิทธิได้รับการพักโทษ โดยมีข้อแม้หลังได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำไม่เกิน 3 วัน จะต้องมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติ และทุก 1 เดือน จนกว่าจะพ้นกำหนดโทษ

“ปู-สมชาย” ส่งข้อความให้กำลังใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งข้อความให้นายพร้อมพงศ์และนายเกียรติอุดม โดยข้อความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า “ดีใจกับพี่ตั้มกับท่านเกียรติอุดมค่ะ และขอบคุณแกนนำที่ไปรับเพื่อเป็นกำลังใจให้ค่ะ” ขณะที่นายสมชาย ระบุว่า “ขอแสดงความยินดีกับท่านพร้อมพงศ์และท่านเกียรติอุดมครับที่ได้กลับมาสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของพวกเรา”

กสม.ทำรายงานยูพีอาร์ปมสิทธิมนุษยชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำโดยนายวัส ติงสมิตร ประธานกสม. พร้อมด้วยกรรมการ กสม.เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันชมการถ่ายทอดสดการประชุมคณะทำงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่มีการพิจารณาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย หรือยูพีอาร์ โดยนายวัสกล่าวว่า กสม.ได้ จัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ส่งให้สหประชาชาติเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา เมื่อเดือน ก.ย.58 ประเด็นสำคัญที่นำเสนอ คือปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 ปี 2556-2557 ทั้งการใช้สิทธิการชุมนุมโดยสงบ การดำเนินการของรัฐ ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นหลังจาก คสช.เข้าบริหารประเทศ เช่น การเชิญบุคคลไปปรับทัศนคติ การใช้ศาลทหารพิจารณาคดีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นพลเรือน ส่วนหลังการพิจารณาของคณะทำงานสหประชาชาติ จะมีข้อเสนอแนะมาอย่างไร กสม.จะหารือกับรัฐบาล จะติดตามการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ ที่ไทยรับไว้ด้วยว่ามีการดำเนินการตามข้อเสนอแนะอย่างไรหรือไม่

มะกันติง รบ.ข่มขู่นักเคลื่อนไหว

วันเดียวกัน นางคาทินา อดัมส์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯฝ่ายเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ออกแถลงการณ์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯมีความกังวลต่อกรณีรัฐบาลไทยจับกุมบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความทางออนไลน์ รวมถึงการควบคุมตัวนางพัฒน์นรี ชาญกิจ มารดาแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหว การกระทำดังกล่าวถือเป็นการสร้างบรรยากาศข่มขู่ การเซ็นเซอร์ตนเองภายในประเทศไทย การก่อกวนและการจะจับกุมใดๆ ต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวและสมาชิกครอบครัวของกลุ่มเคลื่อนไหว ยิ่งเป็นการสร้างความกังวลว่าไทยจะยึดมั่นในหลักการปกป้องเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นพันธกรณีสากลได้หรือไม่

โบ้ยสื่อเทศมั่วข่าวมะกันประณามไทย

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สื่อต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯประณามประเทศไทย กรณีการจับกุมผู้กระทำ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ตรวจสอบกับฝ่ายสหรัฐฯแล้ว ขอชี้แจงว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ไม่ได้ออกแถลงการณ์ใดๆในประเด็นดังกล่าว ข้อความที่สื่อบางสำนักรายงานเป็นเพียงการตอบคำถามโดยเจ้าหน้าที่เวรข่าวของกรมเอเชียตะวันออกของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ แต่ไม่ใช่การตอบคำถามโดยโฆษกระดับกรม อีกทั้งไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า “ประณาม” ตามที่สื่อบาง สำนักรายงาน

“วัชระ” ป้อง “วิลาศ” สางทุจริต กทม.

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่านายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาฯ ไปยื่นหนังสือให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการทุจริต 2 รองผู้ว่าฯ กทม.เพิ่มเติม มีอคติและไม่เคารพองค์กรตรวจสอบ ว่าเป็นเวรกรรมของ กทม.ที่มีโฆษกเช่นนี้ วันๆนั่งคิดคำนวณตัวเลข จึงไม่รู้ว่าใน กทม.มีการทุจริตกันอย่างไร นายวิลาศเป็นคนตงฉิน ทำงานไร้อคติ ตรงไปตรงมา ไม่ปากว่าตาขยิบหรือเกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ไม่มีการดึงสำนวนออกเหมือนบางคน พวกที่เคยอิ่มหมีพีมันย่อมกินปูนร้อนท้องเป็นธรรมดา ที่สำคัญพรรคเดินแนวทางนี้เพื่อขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน ส่งเรื่องร้อง สตง.และ ป.ป.ช.มาตลอด นายวสันต์ต้องไปตรวจสอบคนรอบข้างผู้ว่าฯ กทม.ว่าใครเอาอะไรมาเซ่นหรือบังตาท่านหรือไม่ การทุจริตใน กทม. ผู้บริหาร กทม.ต้องรับผิดชอบ อย่าแถลงแบบโง่ๆเช่นนี้ หรือกระแสข่าวอ้างแหล่งข่าวมีนายทุนลงขัน 3-4 พันล้านให้ตั้งพรรคการเมืองใหม่ ถ้าอยากรู้ว่าเป็นใครให้ไปถามโฆษก กทม.ดู

“พิศิษฐ์” รับปากเร่งสอบปมส่อโกงเพียบ

นายวัชระกล่าวต่อว่า ได้พบนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อขอให้เร่งรัดตรวจสอบการทุจริตโครงการอิ่มบุญ 84 ล้านของวุฒิสภาและ กสทช. รวมถึงโครงการทุจริตการจัดซื้อเครื่องบินฝึกบินของสถาบันการบินพลเรือนและกรณีการติดตั้งเสาสัญญาณของ บ.เอไอเอส บนอาคารดาดฟ้าของสถาบันการบินพลเรือนโดยไม่ทำสัญญาเช่าและค้างจ่ายค่าไฟฟ้า 10 ปีให้ สตง.เร่งดำเนินการสอบการทุจริตโดยด่วน เพราะเรื่องค้างคามานานมากแล้ว โดยผู้ว่าฯ สตง.รับปากว่า จะรีบเร่งดำเนินการโดยเร็วพร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ สตง.ให้จดไว้ โดยกล่าวว่าต้องช่วยกันจด จะเร่งทำงาน เพราะเรื่องการทุจริตมีเยอะเหลือเกิน

“วิษณุ” อุบไต๋ถกค่าโง่คลองด่าน

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีวันที่ 10 พ.ค. ได้เชิญตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินในโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ร่วมหารือการจ่ายเงินงวดที่สอง ตามมติ ครม.ว่า ได้หารือกับผู้เกี่ยวข้อง 2-3 รอบ ผลการหารือไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เพราะอาจกระทบหลายอย่าง ทั้งนี้ มี 4-5 ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน รัฐบาลยังไม่เห็นเอกสารหลายชิ้น จึงต้องให้ชัดเจนก่อนจึงกลับมาหารือกันใหม่ เมื่อถามว่าเกณฑ์การจ่ายเงินค่าโง่คลองด่าน ต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ขอไม่ตอบ และเรื่องที่หารือนี้ไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะเสร็จเมื่อใด

สตง.ชงทบทวนหยุดจ่ายเงินชดใช้

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าฯ สตง. กล่าวว่า สตง.เห็นว่าเรื่องนี้อาจต้องให้ทบทวนข้อเท็จจริงใหม่ว่า จะอาศัยวิธีพิจารณาศาลปกครอง เพื่อนำไปสู่การพิจารณาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ อย่างไร ต้องขอความเห็นอัยการและกระทรวงการคลังต่อไป จุดยืนของ สตง.เห็นว่าไม่ควรจ่ายต่อไปอีก ที่จ่ายไปแล้วก็แล้วไป ส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายต้องหาวิธีทบทวนว่าจะทำอย่างไร เมื่อถามว่า ถ้าทำเช่นนั้นจะขัดคำสั่งศาลหรือไม่ นายพิศิษฐ์ตอบว่า เราจะไม่ดำเนินการอะไรที่ขัดคำสั่งศาล จะยึดตามนั้น แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลาจ่ายงวดต่อไปก็ยังทบทวนใหม่ได้ ทั้งหมดเป็นความเห็นของ สตง. นายวิษณุคงรับฟังความเห็นของหน่วยงานอื่นด้วย เพื่อกำหนดท่าทีรัฐบาลต่อไป

สปท.บี้เก็บหนี้เอไอเอส 1.2 แสนล้าน

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายชาญชัยอิสระเสนารักษ์ รองประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษากลไกปราบปรามทุจริต ในสังกัดคณะ กมธ.วิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงภายหลังการประชุมว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งเรียกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดิน หลังจากเราได้ตรวจสอบพบการทุจริตที่ก่อความเสียหายแก่รัฐ 2 กรณี บังคับผลตามคำพิพากษาของศาลที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ เพราะทรัพย์แผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ถือว่า คดีไม่มีอายุความ กรณีแรกเป็นความเสียหายมูลค่ารวม 125,220 ล้านบาท จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยึดทรัพย์สินนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ที่วินิจฉัยว่า บริษัทเอไอเอสได้รับประโยชน์จากการแก้ไขสัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่เอกชนร่วมงานกับหน่วยงานของรัฐ ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานแก่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 88,359 ล้านบาท และกรณีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 โดยหักเงินจากการจ่ายค่าสัมปทานไปจ่ายเป็นค่าภาษีอีกจำนวน 36,861 ล้านบาท เป็นเงินที่ควรต้องตกเป็นของแผ่นดินรวม 125,220 ล้านบาท

ซัด “คิง เพาเวอร์” เลี่ยงจ่าย 2.1 หมื่นล้าน

นายชาญชัยกล่าวอีกว่า อีกกรณีคือบริษัท ทอท.จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัทคิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี และบริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ กระทำผิดสัญญาการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 โดยมีหลักฐานการให้ข้อมูลต่อศาลของ บ.คิง เพาเวอร์เอง ที่เป็นการยอมรับว่ามีการลงทุนประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งโดยเงื่อนไขกฎหมายนั้น หากมีการลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯดังกล่าวมิฉะนั้นจะถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ แต่กลับมีการต่อสัญญากันอีกถึงสองครั้ง มีการอ้างว่าสัญญาเช่าพื้นที่แก่คิง เพาเวอร์ เป็นการเช่าพื้นที่เฉพาะที่สนามบิน ซึ่งได้ประโยชน์จากการขายสินค้า 15% ใน 5ปีแรก และเพิ่มขึ้นอีกปีละ 1% ทุกๆปีนั้น ข้อเท็จจริงพบว่า คิง เพาเวอร์ขายสินค้านอกสนามบิน แต่ต้องส่งมอบสินค้าที่เคาน์เตอร์สนามบิน โดยไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนให้รัฐตามสัญญา กีดกันผู้ค้ารายอื่นไม่ให้ส่งมอบสินค้าปลอดอากรที่สนามบิน โดยอ้างว่าเป็นสัมปทานผูกขาดเพียงผู้เดียว ตลอดระยะสัญญาสัมปทาน 9 ปีพบว่ามีการขายสินค้านอกสนามบินเป็นมูลค่าร่วมกว่าแสนล้านบาท หลบเลี่ยงการส่งผลประโยชน์เข้ารัฐประมาณ 21,000 ล้านบาท

จ่อขอมติชง ครม.เล่นงานต่อ

“การที่นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.อ้างว่า ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบพบว่า ไม่มีการติดตั้งเครื่องตรวจสอบระบบ (POS) เพื่อตรวจสอบบัญชีการขายและสต๊อกสินค้าคงคลังไม่ได้เกิดความเสียหายหรือต้องเอาผิดใครนั้น เท่ากับผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ท้าทาย และทำผิดกฎหมาย เอื้อประโยชน์แก่บริษัท คิง เพาเวอร์ เจตนาปกปิดข้อมูลความเสียหายที่มีต่อ ทอท.เอง ทั้งที่เงื่อนไขสัญญาที่ทำไว้ 9 ปีกำหนดแต่ต้นว่าต้องติดตั้งระบบ POS ถือว่าทำผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาได้แต่ต้น ทั้งสองกรณีรวมมูลค่าความเสียหายของรัฐมากกว่าสองแสนล้านบาท ขอให้รัฐบาลใช้มาตรการทางกฎหมายเรียกทรัพย์คืนให้กับคนไทยทั้งประเทศ ถือเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาทั้งสองกรณี โดยจะเสนอต่อ กมธ.ชุดใหญ่ ที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธาน เพื่อขอมติส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป” นายชาญชัยกล่าว

“เสรี” ถอยกรูดเลิกดัน ก.ม.รอพักโทษ พ้อวันหน้าติดคุกกันหมดคงนึกถึงผม ยอมยุติถ้าไม่เห็นด้วยทุกเรื่อง เด็ก ปชป.อัดโยนชงเรื่องร้อนละเมิดอำนาจศาลกลบหรือสร้างกระแสเอื้อใคร “นพดล” สบช่องชงบันได 5 ขั้นสู่การปรองดอง 12 พ.ค. 2559 07:57 12 พ.ค. 2559 07:59 ไทยรัฐ