วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จนซวยรวยสุข ตัวถ่างช่องว่าง

เศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อหดหาย การส่งออกติดลบต่อเนื่องเกือบ 3 ปี แถมภาวะการลงทุนยังชะงักงัน ต่อให้รัฐบาลเร่งอัดฉีดสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ดูเหมือนไม่ง่ายนักที่จะดึงกำลังซื้อของคนไทยให้พลิกฟื้นคืนมาอีกหน

ยิ่งน่าสลดขึ้นไปอีก เมื่อพบว่า ทุกวันนี้ทั่วเมืองไทยมี คนจน ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือมีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 2,492 บาท อยู่อีกจำนวนทั้งสิ้นราว 8,400,000 คน

บวกกับประชากรอีกกลุ่ม ที่ถูกจัดชั้นให้สูงขึ้นมานิด แต่ยังคงถูกเรียกขาน จัดอยู่ในพวก “เกือบจน” ซึ่งหมายถึง ผู้ที่มีรายได้สูงเกินเส้นความยากจนขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งทั่วประเทศมีคนกลุ่มนี้อยู่อีกราวๆ 7,200,000 คน

เมื่อรวมตัวเลขจำนวนประชากรทั้ง 2 กลุ่มเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า เวลานี้ทั่วประเทศยังคงมีผู้ซึ่งใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างอัตคัด ขัดสน และอาจถึงขั้นแร้นแค้น อีกไม่น้อยกว่า 15.6 ล้านคน

เทียบกับค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย วันละ 300 บาท ถ้าต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด จะมีรายได้ตกเดือนละ 9,000 บาท แล้วผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 2,492 บาท (ไม่ถึงวันละ 83 บาท) หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย จะใช้ชีวิตเพื่อตัวเองและครอบครัวของพวกเขาอย่างไร เชื่อว่า ผู้มีอันจะกินหลายคน คงนึกไม่ออก...

การมีรายได้ที่ไม่พอกับค่าใช้จ่ายยังชีพพื้นฐานของชีวิต ไม่เพียงผลักไสให้คนเหล่านั้นต้องปากกัด ตีนถีบ ที่เลวร้ายกว่านั้น พวกเขาอาจยอมทำทุกอย่าง...เพื่อแลกกับความอยู่รอดไปวันๆ

เทียบกับคนอีกกลุ่มของสังคมไทย ที่มีรายได้จัดอยู่ในกลุ่มรวยอันดับต้นของประเทศ และรวยติดอันดับมหาเศรษฐีโลก ซึ่ง Forbes นิตยสารจัดอันดับมหาเศรษฐีชื่อดัง มักใช้คำเรียกขานบุคคลเหล่านี้ว่า Tycoons ไม่ก็ Billionaire ซึ่งหมายถึง อภิมหาเศรษฐี ผู้มีมูลค่าของทรัพย์สินเงินทองอยู่มากกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐฯขึ้นไป

เป็นที่น่ายินดีที่เมืองไทยมีอภิมหาเศรษฐีระดับนี้อยู่ไม่ต่ำกว่า 50 คน ให้ Forbes พูดถึง ยังไม่นับผู้ที่รวยน้อยกว่านี้อีกมากมายก่ายกอง โดยที่เจ้าของตำแหน่งเบอร์ 1 รวยสุดอันดับต้นของเมืองไทย ปีที่แล้วมีทรัพย์สินเงินทองรวมทั้งสิ้นอยู่ถึง 14,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามมาด้วยเบอร์ 2 มีอยู่ถึง 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อยากรู้ว่ามีมูลค่าเท่าไร ให้เอา 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ คูณคร่าวๆเข้าไปด้วย 35-36 บาท

จึงเป็นเครื่องชี้ชัดว่า ไม่ว่าจะวันนี้ หรือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว สภาพเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนไทย ยังคงมีสภาพ รวยกระจุก และ จนกระจาย เกิดช่องว่างหรือระยะถ่างของรายได้มากมาย ระหว่างผู้มีอันจะกิน กับผู้ยากไร้ ยิ่งกว่าระยะความห่างของ “ดอกฟ้า กับหมาวัด”

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ก่อนหน้านี้ มีข่าวการสั่งซื้อยนตรกรรมหรูระดับซุปเปอร์คาร์ อย่าง เฟอร์รารี่ (ม้าลำพอง) รุ่น La Ferrari ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตแบบลิมิเต็ด เอดิชั่น หรือจำนวนจำกัด ออกมาขายทั่วโลก แค่ไม่กี่คัน

“ม้าลำพอง” คันที่ว่านี้ ติดตราสัญลักษณ์ธงชาติไทยไว้บนคอนโซล จึงไม่แปลกที่มันจะมีค่าตัวสูงโด่ง สมกับความพิเศษของมัน ถึงคันละ 140 ล้านบาท

บ้าน หรือคอนโดมิเนียม ระดับลักซ์ชัวรี่ ราคาหลัง หรือห้องละตั้งแต่ 50-100 ล้านบาทขึ้นไป ถือเป็นอีกตัวอย่างความชื่นชอบ ที่บรรดาอภิมหาเศรษฐีเมืองไทยรุมแย่งกันจองเมื่อเปิดตัวโครงการ

เพราะนอกจากจะมีไว้ประดับบารมี หรือแสดงสถานะของผู้เป็นเจ้าของแล้ว ถือเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้มีอันจะกิน และมีวิสัยทัศน์ว่า การเป็นเจ้าของหรือได้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์สุดหรูบนที่ดินแปลงสวย ใจกลางเมือง แม้จะมีราคาแพงระยับ แต่นับวันย่อมมีแต่จะหายาก และเพิ่มพูนมูลค่าจนราคาพุ่ง การมีสินทรัพย์ประเภทนี้ไว้ จึงไม่ต่างกับการมีมรดกชั้นดี ไว้ตกทอดไปยังลูกหลานของตนในอนาคต

เห็นได้ว่า ผู้มีอันจะกิน ซึ่งมีกำลังซื้อสูงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีเมืองไทย หรือในต่างแดน การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของพวกเขา มิได้อิงหรือขึ้นอยู่กับผลกระทบทางเศรษฐกิจสักเท่าใด จึงพร้อมที่จะซื้อหาสินค้าราคาแพง เพื่อตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ เท่าที่ต้องการ ได้ทุกเมื่อ

แต่เมื่อตั้งคำถามใหม่ว่า เศรษฐีเหล่านั้นร่ำรวยมาจากอะไร ช่องทางที่ทำให้ร่ำรวยของเศรษฐีแต่ละคน ย่อมแตกต่าง หลายคนอาจร่ำรวยมาจากการทำมาหากินที่สัตย์ซื่อ เงินทุกบาททุกสตางค์ในกระเป๋าได้มาด้วยความขาวสะอาดและหยาดเหงื่อ

แต่ก็มีอีกไม่น้อย ที่ถูกสังคมจับจ้องและตั้งคำถาม ตามที่เครือข่ายนักข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ หรือ “ไอซีไอเจ” ออกมาเปิดโปงข้อมูลของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งมีรายชื่อติดอยู่โผ “ปานามา เปเปอร์ส” (Panama Papers) บริษัทกฎหมายแห่งหนึ่งสัญชาติปานามา ที่ช่วยเป็นธุระในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนอกประเทศไทยให้ เพื่อสิทธิประโยชน์ในการปกปิดข้อมูลทางการเงิน อันอาจรวมไปถึงการหลีกเลี่ยงภาษี

กรณีดังกล่าว คล้ายคลึงกับที่ ดร.อมรา สุนทรธาดา นักวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ จากข้อมูลของธนาคารโลก ที่ระบุว่า

ประชากรโลกราว 702 ล้านคน มีรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 1.9 เหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทย ไม่ถึงวันละ 70 บาท แต่อุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ต่างใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีให้แก่รัฐ

ดร.อมราอ้างข้อมูลจากรายงานของ Oxfam ที่ระบุว่า ทรัพย์สินประมาณ 76,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ของบรรดาอภิมหาเศรษฐีทั่วโลก (ซึ่งในที่นี้อาจรวมถึงมหาเศรษฐีบางคนในไทย ซึ่งมีรายชื่อติดอยู่ในโผ Panama Papers) กำลังหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินของโลก เพื่อเลี่ยงภาษี

เธอว่า แทบไม่น่าเชื่อ การหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัทข้ามชาติ ที่มองหาประเทศสำหรับเป็นฐานการผลิต ซึ่งมีทั้งวัตถุดิบและแรงงานราคาถูก สำหรับผลิตสินค้าขายให้ผู้บริโภคทั่วโลก ยังมีผลโยงไปถึงประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย ที่ถูกใช้เป็นฐานการผลิต คิดเป็นมูลค่าที่ต้องเสียผลประโยชน์อย่างน้อยปีละนับ แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ

“การพัฒนาที่หลงลืมคนรากหญ้า และการแบ่งปันทรัพยากรที่ขาดสมดุล มุ่งใช้แต่พลังงานเพื่อพัฒนาอย่างไม่ใส่ใจต่อภาวะแวดล้อม ล้วนมีส่วนทำให้โลกใบนี้ร้อนขึ้น จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ประมาณ 36,000 ล้านตัน/ปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก เพราะเมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้ผลิตผลภาคเกษตรไม่แน่นอน”

“พลังงานที่มีความจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน เช่น ไฟฟ้า แทนที่จะแบ่งปันให้แก่คนในถิ่นทุรกันดารได้ใช้ประโยชน์ ก็กลับต้องถูกนำไปใช้ในเรื่องที่ฟุ่มเฟือย หรือเกินความจำเป็นของคนในถิ่นที่เจริญ”

“ทุกวันนี้ประชากรโลกประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ หรือราวๆ 1,300 ล้านคน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ในจำนวนนี้อาศัยอยู่ที่ทวีปแอฟริกาประมาณ 1,000 ล้านคน อีก 300 ล้านคน อยู่ในประเทศอินเดีย”

ดร.อมราบอกว่า ผลกระทบจากการใช้พลังงานที่ขาดสมดุล ยังมีผลต่อปริมาณอาหารที่ผลิตได้ เมื่อผลผลิตน้อยลง ราคาก็ต้องสูงขึ้นตามปริมาณความต้องการ ผู้มีรายได้น้อยจึงเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ทุกอย่างล้วนเกี่ยวพันกันไปหมด เหมือนกับเด็ดดอกไม้ สะเทือนไปถึงดวงดาว

“เวลานี้ทั่วโลกมีประชากรอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 7,000 ล้านคน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านคน ในปี 2593 หรืออีก 34 ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น จะแย่งกันกินและอยู่กันขนาดไหน แทบไม่ต้องสงสัย”.

11 พ.ค. 2559 09:50 11 พ.ค. 2559 09:51 ไทยรัฐ