วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'ประวิตร'ไม่เอา กม.รอโทษ บ่นเสนอทำไม

'ประวิตร'ไม่เอา กม.รอโทษ บ่นเสนอทำไม

  • Share:
กฤษฎีกาให้ฟังศาลก่อน ‘เสรี’ออกตัวไม่ได้บังคับ 8คดีผิดคอมฯได้ประกัน

เบรกหัวทิ่มกฎหมายรอกำหนดโทษ “วิษณุ” ชี้สัญญาณไม่ดี แค่เริ่มตั้งไข่ก็ใส่กันแล้ว เผยรัฐจะพิจารณาจาก 3 ปัจจัย วิธีการ ช่วงเวลา และการยอมรับ จากประชาชนติงรายละเอียดยังหละหลวม ไม่ชัดเจนการจำแนกคดีพักโทษ บังคับให้คนสารภาพผิด ทั้งยังบังคับศาลให้พักโทษ กฤษฎีกาจี้ฟังความเห็นของศาลด้วย “บิ๊กป้อม” ตะโกนลั่นไม่เห็นด้วย ข้องใจเสนอให้ขัดแย้งปั่นป่วนกวนน้ำให้ขุ่นทำไม “สุรชัย” ย้ำปมหัวโจกกลุ่ม ก๊วนไม่เล่นด้วย ก็สำเร็จยาก ปชป.แนะให้คดีความถึงที่สุดค่อยมาว่ากัน ด้าน “จตุพร” ยืนกรานไม่เอาด้วย ไม่มีอะไรต้องสารภาพ โวมีเกียรติยศพ่วงคดีดีกว่าเอาเกียรติไปแลกคดี “เสรี” ทะลุปล้องบอกใครจะเอาไม่เอาก็ได้ แล้วแต่สมัครใจ ยันไม่มีใบสั่งให้มาชงช่วยใคร ศาลทหารอนุญาตประกันตัวแล้ว 8 ผู้ต้องหานักเลงคีย์บอร์ด แต่อายัดตัว 2 รายที่พ่วงคดี 112 “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ลั่น “แม่จ่านิว” มีหลักฐานเอาผิดมากกว่า “จ้า” คตง.ชงนายกฯฟัน 6 ขรก.คลัง-บิ๊ก ปตท. ทำรัฐเสียหายกรณีคืนท่อก๊าซ ด้านผู้บริหาร ปตท.ยันทำทุกอย่างตามศาลปกครอง

ข้อเสนอออกกฎหมายรอการกำหนดโทษ ไม่ดำเนินคดีความผิดทางการเมืองที่เป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนความผิดร้ายแรงให้รอลงอาญาตลอดชีวิต ที่ออกมาจากนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ถูกคัดค้านจากกลุ่มการเมืองตั้งแต่ต้นซอย ล่าสุดฝ่ายรัฐบาลทั้งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมาผสานเสียงไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกัน

“วิษณุ” รอ สปท.ตกผลึก ก.ม.พักโทษ

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 10 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นัดหารือร่างกฎหมายรอการกำหนดโทษว่า ยังไม่ได้รับการประสานมา แต่อะไรที่เป็นแนวทางสร้างความปรองดองรัฐบาลยินดีรับฟังอยู่แล้ว เบื้องต้นอยากรอฟัง สปท.ก่อน หากศึกษาดีตกผลึกชัดเจนแล้วให้เสนอมา ข้อสำคัญต้องได้รับการยอมรับพอสมควรด้วย เพราะถ้าแค่แนวคิดแล้วยังไม่ทันได้วิธี จะแตกแยกกันแล้ว มันก็ไม่สมควร ทราบว่าขณะนี้ สปท.ยังไม่ได้อะไรที่เป็นเรื่องเป็นราว คณะกรรมาธิการยังอยู่ในช่วงระดมความเห็นเท่านั้น รัฐบาลจึงยังไม่สามารถพูดอะไรได้ตอนนี้ แต่ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ก็ต้องบอกให้เขาทราบ รัฐบาลจะพิจารณาดู 3 ข้อคือ 1.กระบวนการและวิธีการ 2.เวลาที่เหมาะสม และ 3.การยอมรับจากประชาชนมีมากเพียงพอหรือไม่

ยังลักลั่นมีปัญหาหวั่นไม่สำเร็จ

นายวิษณุกล่าวว่า ช่วงนี้โยนหินถามทาง เสนออะไรมาก็ได้ แต่เท่าที่ฟังดูยังมีคนเห็นแย้งอยู่ โดยเฉพาะที่ว่าจะให้คดีใด หรือผู้กระทำผิดใดเข้ามาอยู่ในข่ายพักกำหนดโทษบ้าง รายละเอียดกระบวนการอย่างไรก็ยังไม่รู้ เพราะพอใช้คำว่าพักรอการกำหนดโทษที่ความหมายจะต่างจากอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม หมายความว่าสิ่งที่เคยทำไม่เป็นความผิดหรือผิดแต่ไม่มีโทษ ไม่ต้องไปศาล แต่จะให้ไปสารภาพต่อศาลว่าทำผิด ในขณะที่เขาคิดว่าตัวเองบริสุทธิ์ก็มีปัญหาแล้ว แม้รัฐจะชอบแนวคิดนี้ก็ตาม และการเขียนให้ศาลต้องพักโทษเสมอไป จะกลายเป็นการบังคับศาลหรือไม่ เมื่อถามว่า มองดูแล้วแนวคิดนี้จะแท้งหรือไม่ นายวิษณุตอบว่าไม่ทราบ
กฤษฎีกาให้ฟังความเห็นศาลด้วย

นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการกฤษฎีกา กล่าวว่า ข้อเสนอออกกฎหมายให้รอการกำหนดโทษ ยังเป็นความเห็นเฉพาะบุคคล ยังไม่เป็นเสียงเดียวกัน ต้องรอฟังต่อไปว่าคนอื่นจะว่าอย่างไร ส่วนกฤษฎีกายังไม่มีความเห็น เมื่อถามว่า เริ่มมีเสียงคัดค้าน มองเป็นการก้าวล่วงอำนาจศาล นายดิสทัตตอบว่า ตราบใดที่เป็นกฎหมายและผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ก็ไม่ต่างจากกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องการกระทำความผิด การกำหนดโทษ ก็มีความชอบธรรมเช่นเดียวกับกฎหมายอื่นๆ ศาลก็ไปบังคับใช้ แต่แน่นอนต้องฟังความเห็นของศาลด้วย ต้องไปดูว่าถ้าศาลไม่เอาแบบนี้ จะเอาแบบไหน แล้วนำความเห็นของทุกฝ่ายมาบูรณาการ

“บิ๊กป้อม” ถามเสนอทำไมให้ตีกัน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ข้อเสนอออกกฎหมายรอการกำหนดโทษตนไม่ค่อยเห็นด้วย เสนอมาทำไมไม่รู้ สถานการณ์ขณะนี้ก็ดีอยู่แล้ว อะไรก่อให้เกิดความขัดแย้ง ตีกัน ก็อย่าไปทำ ไม่เอา พอเสนอมาแบบนี้คนที่ไม่เห็นด้วยและเห็นด้วยออกมาพูดยุ่งไปหมด ควรปล่อยให้เป็นไปตามโรดแม็ป เดี๋ยวพอรัฐธรรมนูญออกมาค่อยว่ากันไปช่วงเลือกตั้ง เมื่อถามว่า ได้สั่งการเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ผมจะไปสั่งการเรื่องอะไรล่ะ เป็นเรื่อง สปท.เขาทำอะไรยังไม่เห็นบอกผมเลย” เมื่อถามว่า คสช.จะชี้แนะไปไหมว่าไม่ควรทำ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ชี้แนะ เมื่อตั้งเขามาเป็น สปท. ต้องให้เขามีอิสระ อยากทำอะไรแล้วถ้าคนอื่นเห็นด้วยก็ว่าไป แต่เรื่องนี้ตนคนหนึ่งไม่เห็นด้วย

ชี้หัวโจกไม่เอาด้วยสำเร็จยาก

ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความเห็นของ สปท.ที่ต้องการสร้างความปรองดอง หากเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายก็เป็นเรื่องดี จะได้เห็นหนทางสู่ความปรองดอง ส่วนที่กลุ่มการเมืองทั้ง นปช. กปปส.ออกมาคัดค้านนั้น หากฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะคนที่มีคดีความช่วงสลายการชุมนุมยังไม่เห็นด้วย แนวทางดังกล่าวคงสำเร็จยาก เพราะการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ทุกฝ่ายต้องเห็นด้วยและยอมรับ ดังนั้นอยากให้คนเห็นต่างอย่าค้านเพียงอย่างเดียว หากไม่เห็นด้วยควรช่วยเสนอแนะแนวทางอื่นที่ได้รับการยอมรับเข้ามาด้วย ขณะนี้มีเพียงกลุ่มการเมืองที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันเรื่องหลักการปรองดอง เพียงแต่วิธีการยังเห็นไม่ตรงกัน จึงต้องพยายามหาวิธีการให้ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน

ปชป.แนะรอให้คดีถึงที่สุดค่อยทำ

นายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เชื่อว่าเป็นเจตนาดีของคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ที่ต้องการเห็นความปรองดองของคนในชาติ แต่ก็มีปัญหาในทางปฏิบัติเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนหลายกลุ่ม ที่มีมุมมองต่างกัน ต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นว่าฝ่ายตัวเองบริสุทธิ์ การระบุเงื่อนไขให้ต้องยอมรับผิดเสียก่อนเพื่อรอการกำหนดโทษจะเป็นการเสียศักดิ์ศรี จึงได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้จากทุกฝ่าย สุดท้ายเชื่อว่าข้อเสนอนี้จะถูกสังคมปฏิเสธเหมือนที่ผ่านมา จึงขอเสนอให้ชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อน โดยให้แกนนำกลุ่มการเมืองและมวลชนกลุ่มต่างๆเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วจึงค่อยมาพูดถึงการปรองดองและนิรโทษกรรม เชื่อว่าการอ้างความบริสุทธิ์ เกียรติยศ ศักดิ์ศรีของแต่กลุ่ม แต่ละคนจะหายไปและยอมรับข้อเสนอนี้

“จตุพร” โวย้ำไม่ขอทำสิ่งน่าอาย

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ผ่านทางยูทูบว่า แนวคิดการออกกฎหมายรอการกำหนดโทษของนายเสรี ไม่ใช่การสร้างความปรองดอง แต่เป็นการยั่วยุให้ประชาชนทั้งฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ นปช. และ กปปส. ออกมาวิจารณ์จนสร้างความขัดแย้งกันเอง การที่นายเสรีเสนอให้รอการกำหนดโทษตลอดชีวิต โดยให้รับสารภาพผิดในศาลก่อนนั้น พวกตนไม่ได้ทำผิด และยังถูกฆ่าตาย 100 ศพ บาดเจ็บ 2,000 คน แล้วยังให้สารภาพผิดอีก ยืนยันว่าไม่เอาข้อเสนอดังกล่าว พร้อมเดินหน้าต่อสู้คดีก่อการร้ายในชั้นศาล เพราะยึดมั่นว่า การมีคดีแล้วมีเกียรติยศ ดีกว่าเอาเกียรติยศไปแลกไม่ให้มีคดี ซึ่งเป็นความอับอายอย่างยิ่ง ข้อเสนอของนายเสรีแฝงด้วยความอำมหิต แกนนำต้องกล้าขึ้นศาลสู้คดี พิสูจน์ตัวตามกระบวนการยุติธรรม

“แม่น้องเกด” เย้ยไม่มีทางสำเร็จ

ที่รัฐสภา นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 กล่าวว่า เป็นการโยนหินถามทาง ไม่มีทางสำเร็จ และไม่มีใครยอมรับได้ จะมีคนต่อต้านจำนวนมาก การนิรโทษกรรมต้องไม่แยกกลุ่มกันแบบนี้ เพราะกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน และเสื้อแดงเผาศาลากลางมีความเสียหายไม่ต่างกัน หากเป็นเช่นนี้ไม่ต่างจากการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยของพรรคเพื่อไทย การแบ่งแยกจะสร้างความขัดแย้งชุดใหม่ บางเรื่องเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมมากเกินไป ทั้งนี้ควรนำผลการศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดองของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาพิจารณาจะเป็นที่ยอมรับของสังคมมากกว่า

“เสรี” แหวกม่านใช้ ก.ม.โดยสมัครใจ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ. ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวถึงกรณีกลุ่มการเมืองต่างๆคัดค้านแนวทางการเสนอกฎหมายรอการกำหนดโทษ เพื่อสร้างความปรองดองว่า ข้อเสนอเรื่องการออกกฎหมายรอการกำหนดโทษไม่มีสภาพบังคับ แต่ใช้ความสมัครใจ หากแกนนำกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมืองไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าตัวเองไม่มีความผิด ก็ไม่ต้องมาเข้าเงื่อนไขตามที่ สปท.การเมืองเสนอ ยังสามารถต่อสู้คดีตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมปกติได้เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม สปท.การเมืองพร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่าย อีกทั้งข้อเสนอที่ออกมายังไม่ใช่ข้อยุติ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง สังคมยอมรับ อยากเรียกร้องให้สังคมและผู้เกี่ยวข้องแสดงความเห็นว่าต้องการให้ทำอะไรแบบสร้างสรรค์ เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณา

ยันไม่มีใบสั่งให้ช่วยเหลือใคร

นายเสรีกล่าวว่า ส่วนที่กล่าวหาว่าตนรับงานใครมาดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่นั้น เรื่องการสร้างความปรองดองเป็นแนวทางการปฏิรูปประเทศของสปท.การเมืองที่ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ 5-6 เดือน จึงไม่มีใครสั่งให้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือใคร ในเมื่อสังคมไม่รับกฎหมายนิรโทษกรรม สปท.การเมืองจึงเสนอแนวทางนี้โดยใช้การรับสารภาพต่อศาล แทนการสืบพยาน เพื่อให้คดีความและความขัดแย้งต่างๆยุติลง เจตนาต้องการช่วยเหลือชาวบ้านหลายร้อยคนที่ถูกดำเนินคดี และมีความยากจน มีปัญหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนข้อเสนอให้นำผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช.ที่มีนายเอนก เหล่า–ธรรมทัศน์ อดีต สปช. เป็นประธาน นำมาปรับใช้นั้น สปท.การเมืองหยิบข้อเสนอมาศึกษาหมดแล้ว แต่ไม่มีความชัดเจน ขณะที่ข้อเสนอของ สปท.การเมืองมีความชัดเจนมากกว่า

กรธ.เตรียมลงพื้นที่แจงวิธีกาบัตร

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุมวาระพิจารณาเอกสารและตรวจสอบความถูกต้องก่อนแจกให้วิทยากรช่วยเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมถึงการลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญต่อประชาชนว่า กรธ.ที่มีรายชื่อใน 9 กลุ่มจะต้องทำหน้าที่ตามกลุ่มที่ตัวเองดูแล ส่วนการอบรมครู ก. เราจะไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญทั้งหมด ที่เขาจะเอาไปบอกต่อกับ ครู ข. ครู ค. และชาวบ้านฟัง รวมทั้งจะแจกคู่มือ เผื่อใครถามมาแล้วจำไม่ได้ก็เปิดคู่มือดู หรือหากเจอคำถามใหม่ที่ไม่สามารถตอบได้ก็โทร.กลับมาถาม นอกจากนี้ต้องอธิบายวิธีกาบัตรออกเสียงประชามติด้วย เพราะมีคนปล่อยข่าวว่า 2 ใบผูกกันหากทำอันหนึ่งแล้วไม่ทำอันหนึ่งบัตรจะเสีย ครู ก.ส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ มีความชำนาญผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ขั้นตอนจากครู ก. ไปครู ข. ไปครู ค. จะต้องอธิบายกันยาว

ยื่นผู้ตรวจไขปม พ.ร.บ.ประชามติ

ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พร้อมด้วย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีต ส.ว. เครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนและนักวิชาการ ร่วมกันยื่นหนังสือร้องเรียนถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดินผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายจอนกล่าวว่า เนื้อหาในมาตรา 61 คำว่า รุนแรง ก้าวร้าว และปลุกระดม ไม่เคยมีอยู่ในนิยามของกฎหมายใดมาก่อน ประชาชนไม่เข้าใจว่าแสดง ออกอย่างไรจะผิดกฎหมาย ส่วนการห้ามใช้ถ้อยคำหยาบคาย แม้ไม่สมควร แต่ไม่ผิดกฎหมาย อีกทั้งบทกำหนดโทษมีความรุนแรงเทียบเท่ากับความผิดฐานฆ่าคนตาย

หวั่นเป็นชนวนขยายความขัดแย้ง

ด้าน นพ.นิรันดร์กล่าวว่า กังวลว่ากฎหมายดังกล่าวจะขยายความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทยขึ้นมาอีก ทั้งที่ไม่ควรเกิดขึ้น การแสดงความเห็นของประชาชนว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การต่อต้านรัฐบาล แต่เป็นประโยชน์ของรัฐบาลและ คสช.มากกว่า

ขณะที่นายไกรศักดิ์กล่าวว่า ควรเปิดกว้างให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่หากสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ประชาชนก็จะไม่เข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจภาษากฎหมาย

ซัด“บิ๊กตู่” ขวาจัดกดหัวคนเห็นต่าง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อีกไม่นานจะมีการทำประชามติ จะได้เห็นกันว่าประชาชนคิดอย่างไร มีคนบอกตนทั้งรับและไม่รับ แต่ส่วนที่รับมีน้อยมาก สถานการณ์ก่อนยึดอำนาจเป็นความขัดแย้งตามธรรมชาติของประชาธิปไตย แต่ตอนนี้เป็นความขัดแย้งของฝ่ายยึดอำนาจกับฝ่ายประชาธิปไตย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจขวาจัดตกขอบ ตรากฎหมายเอง จะเอาผิดใครก็ออกกฎหมายเอง โดยการทำกฎหมายประชามติมัดมือชก ปิดประตูตีแมว นอกจากนี้ ยังมีความขัดแย้งในตัวเอง คือปากบอกว่าเดินตามโรดแม็ปนำไปสู่การเลือกตั้ง แต่กดคนไม่ให้แสดงความเห็น เป็นการพูดอย่างทำอย่าง จึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ลดความแข็งกร้าวลง อย่าเอาแต่ความคิดตนเองเป็นตัวตั้ง

ขอศาลทหารฝากขัง 8 ผู้ต้องหาผัด 2

ส่วนกรณีการดำเนินคดีกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์นำตัว 8 ผู้ต้องหาในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ประกอบด้วย น.ส.ณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ หรือนัท นายนพเก้า คงสุวรรณ นายวรวิทย์ ศักดิ์สมุทรนันท์ หรืออ้วน นายโยธิน มั่งคั่งสง่า หรือโย นายธนวรรธน์ บูรณศิริ นายศุภชัย สายบุตร หรือตั๋ม นายหฤษฏ์ มหาทน และนายกัณสิทธิ์ ตั้งบุญธินา หรือที มาขออำนาจศาลทหารฯฝากขังผัดสองตามคำร้องของพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 11-22 พ.ค. โดย น.ส.ณัฏฐิกา และนายหฤษฏ์ ยังถูกแจ้งข้อหามีความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพิ่มอีก 1 ข้อหาด้วย โดยผู้ต้องหาทั้งหมดใส่ชุดของกรมราชทัณฑ์พร้อมกับถูกตีโซ่ตรวนมือและเท้าเดินทางมาด้วยรถตู้ของกรมราชทัณฑ์ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้มงวด โดยมีมวลชนจำนวนหนึ่งเดินทางมาให้กำลังใจ 8 ผู้ต้องหา

อนุญาตให้ประกันตัว 2 แสนบาท

ต่อมาเวลา 13.00 น. คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพได้ออกบัลลังก์พิจารณาคำร้องของพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามที่ยื่นเรื่องให้พิจารณาฝากขังผัดสอง 8 ผู้ต้องหา โดยเห็นควรอนุญาตให้ฝากขังผัดสองเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วัน 11-22 พ.ค. 59 โดยนำตัวผู้ต้องหาชายทั้งหมดไปควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในส่วนของ น.ส.ณัฏฐิกา ที่เป็นผู้หญิง นำตัวไปควบคุมตัวที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

จากนั้นทีมทนายความได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดเพื่อขอประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 8 คน คนละ 2 แสนบาท โดยคณะตุลาการศาลทหารฯพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 8 คน มีเงื่อนไข 1. ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหากระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ชักชวน ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง 2. ห้ามผู้ต้องหาเดินทางออกนอกราชการจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนายหฤษฏ์และ น.ส.ณัฏฐิกานั้นจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจอายัดตัวไว้ก่อน เนื่องจากยังมีความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อีกหนึ่งคดี และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวมาขออำนาจศาลทหารฝากขัง ในวันที่ 11 พ.ค.

นายกฯยัน “แม่จ่านิว” มากกว่า “จ้า”

เมื่อเวลา 14.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวภายหลังประชุม ครม.ว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่จับกุมผู้มีข้อหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตำรวจชี้แจงหลักฐานมาแล้ว แต่เปิดเผยไม่ได้ ให้ไปดูในศาล โดยศาลจะตัดสินเอง ฉะนั้นอย่ามาบิดเบือนกัน จะเป็นคุณแม่หรือคุณลูก เจ้าหน้าที่ยึดคอมพิวเตอร์ไปตรวจนั้น ไม่ใช่แค่ “จ้า” คำเดียว แต่มีตั้ง 8-9 ประโยค ที่เขียนมาตนรับไม่ได้ เขียนไปเรื่อยเปื่อย แล้วคนก็มาหาว่าตนรังแก ถามว่าการเขียนแบบนั้นไม่ทำมันจะตายหรืออย่างไร บอกแล้วรัฐบาลนี้ไม่ยอมรับการหมิ่นพระบรมราชานุภาพเด็ดขาด หาว่าเอา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มารังแก กลายเป็นว่าคนทำความผิดถูกรังแก และกลายเป็นว่ารัฐบาลหวังผลทางการเมือง จะหวังอะไร ตนไม่ได้หวังการเมืองแต่หวังให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ให้ประชาชนมีงานทำ สร้างความสุขให้สังคม

ให้ด่าได้แค่นี้ทนเยอะมากแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่มีข่าวว่าทหารไปเรียกงบประมาณเงินทอง สั่งให้ตรวจสอบแล้ว อย่าพูดกันเรื่อยเปื่อย ถ้ามีจริงให้ถ่ายรูปอัดเทปมา ตนจะปลดมันเดี๋ยวนี้ แต่ไม่มีหลักฐานก็เขียนกันไปเรื่อย ตกลงประเทศนี้จะอยู่กันแบบนี้หรือ แล้วตนไปจำกัดสิทธิสื่อตรงไหน ลองตอบมาว่าไม่มีเสรีภาพตรงไหนบ้าง เสรีภาพของท่านคือด่ารัฐบาลได้ตลอดเวลานั้นใช่หรือไม่ ก็ไปรอด่ารัฐบาลหน้าโน่น รัฐบาลตนด่าได้แค่นี้ แค่นี้ก็ทนเยอะแล้ว ส่วนกรณีโทรศัพท์ขู่ให้รัฐมนตรีลาออกนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับมาสอบสวนแล้วเป็นคนบ้า และมีเบอร์ทุกคน ซึ่งจิตแพทย์ได้ตรวจแล้วมันบ้าโรคจิต ครอบครัวยอมรับไม่ได้กินยา สำหรับการปรับ ครม.นั้นยืนยันว่ายังไม่มีการปรับ

“บิ๊กป้อม” มั่นใจไม่มีอะไรร้อนแรง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการจับกุม น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มารดาของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับว่า เชื่อว่าไม่ส่งผลให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงขึ้น ต้องดูเรื่องจริงเป็นอย่างไร ทำผิดหรือไม่ ทำไมศาลออกหมายจับ และไม่ได้มองว่าจะเป็นซีรีส์แม่ลูกอีกคู่ หลังเกิดกรณีของนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ พรรคเพื่อไทย ที่ลูกสาวออกมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวนายวัฒนา เป็นเรื่องของใครของมัน เมื่อถามว่า กรณี น.ส.พัฒน์นรีมีหลักฐานมากกว่าคำว่า “จ้า” ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า มีมากกว่า “จ้า” ขอให้ไปดู

ยันจับกุมทุกคดีต้องมีหลักฐาน

เมื่อถามว่า กรธ.และ สนช.แสดงความเป็นห่วง คสช.ใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 ควบคุมฝ่ายต่อต้าน พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่เกี่ยวกัน ต้องดูว่าทำผิดหรือไม่ หากไม่ผิดศาลจะออกหมายหรือไม่ ยืนยันเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติตามกฎหมาย การจับกุมใครต้องมีหลักฐาน เมื่อถามว่า จะใช้มาตรการที่เข้มงวดไปจนกว่าจะถึงการลงประชามติหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ถ้าไม่ผิดกฎหมาย ก็ไม่เข้มงวด กฎหมายห้ามอะไรก็อย่าไปทำ ส่วนการเข้าไปดูการสนทนาผ่านทางเฟซบุ๊ก กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดูเฉพาะรายคน ไม่เกี่ยวกับประชาชนทั่วไป ไม่มีการห้ามแสดงความคิดเห็น แต่ขอให้อยู่ในกรอบกฎหมาย และคงไม่ต้องคุยกับบริษัทเฟซบุ๊ก หรือไลน์แอพพลิเคชั่นเพื่อขอข้อมูลหลักฐาน

“บิ๊กตู่” ของขึ้นโชว์ป้าย “โกรธฝุดๆ”

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.00 น. ก่อนการประชุม ครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ชม กิจกรรมรณรงค์สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชาระหว่างวันที่ 14-20 พ.ค. ที่จะจัดขึ้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และวัดทั่วประเทศ ที่มาจัดแสดงในทำเนียบรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ลงนามในการ์ดวิสาขบูชาแผ่นใหญ่ รับซีดี จิตตนคร ซึ่งเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างนั้นจู่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวขึ้นมาอย่างมีอารมณ์ด้วยน้ำเสียงดังว่า “บอกให้คนทำความดีมากขึ้น แล้วคดีความลดลงหรือไม่ การลักขโมย โจร ผู้ร้ายไม่มี ส่วนคนที่พูดจาโกหก ต้องตกนรก ดังนั้น อย่าพูดจาบิดเบือน อย่าพูดจาโกหก หรือพูดใส่ร้าย ให้พูดความจริง ตามที่เบญจศีลระบุไว้ บางคนนึกจะไปสวรรค์ เทวดาบอกไปสวรรค์ แต่จริงๆ ไปนรก” จากนั้นเดินไปหยิบป้ายข้อความต่างๆที่นำมาประกอบกิจกรรม อาทิ ข้อความ “ยับยั้ง ชั่งใจ โกรธฝุดๆเกลียดคนชั่ว รักษาความดี” ขึ้นมา โชว์ให้ผู้สื่อข่าวดูและกล่าวว่า “ทุกวันนี้ผมพยายามรักษาความดี เกลียดคนชั่ว เลยเป็นที่มาที่ทำให้ต้องโกรธฝุดๆ” พร้อมหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ให้นำป้ายข้อความ ดังกล่าวไปติดรอบๆทำเนียบรัฐบาล

โมโหสื่อเขียนข่าวให้คนผมน้อย

จากนั้นเดินไปยังบูธโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง “เทริด” พร้อมชมการแสดงมโนราห์ที่ “เอกชัย ศรีวิชัย” นำมาจัดแสดง โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับเด็กๆ แสดงรำมโนราห์ว่า ถ้าวันหน้าหนูอนาคตไม่ดี ให้โทษผู้ใหญ่วันนี้ ลุงได้พยายามทำให้เราแล้ว ก่อนจะเดินไปที่บูธนิทรรศการ SUBCON THAILAND 2016 ของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ระหว่างชม นิทรรศการ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า “วันนี้รัฐบาลพยายามทำให้ทุกอย่าง ตนโมโหที่สื่อกลับไปเขียนกันอยู่ได้ว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไร ทำให้หมดทุกอย่าง แล้วจะเอาอะไรอีก แต่คนที่ไม่ทำอะไรกลับไปเขียนให้และชมกันอยู่ได้ คนที่ไม่ได้ทำก็ปล่อยให้พูดอยู่ได้ ไอ้พวกเศรษฐกิจเก่งนักหนา ไอ้คนผมน้อยๆอะใคร ชื่ออะไร บอกมาสิ ที่ชอบมาพูด พอทางนี้พูดก็พูดบ้าง ตอนเป็นรัฐบาลก็ไม่รู้จักทำ ที่ผ่านมาทำบ้างไหม ประดิษฐ์ออกมาบ้างไหม รัฐบาลนี้ทำนี่แหละคือสิ่งที่สำเร็จ เขียนอยู่ได้ เมื่อเช้าที่หงุดหงิดเพราะอะไร วิจัย พัฒนา รัฐบาลต้องจริงจังมากกว่า นี้ เงินก็ไม่ค่อยมี เอาเงินที่ไหน รายได้ไม่มีสักบาท แล้วทำลายความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ความเชื่อมั่นของรัฐบาลทุกวัน แล้วเงินจะมาได้ยังไง ผมก็ไม่เข้าใจ”

ถีบจักรยานระบายอารมณ์

จากนั้น ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ นำเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าพบเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ Bangkok bike thailand challenge 2016 at lake view cha-am โดยมีการนำจักรยานให้ พล.อ.ประยุทธ์ทดสอบเส้นทางการแข่งขันผ่านอุปกรณ์ BKOOL (บีคูล) ที่จำลองเส้นทางการแข่งขัน จริง 400 เมตรสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ที่มีลักษณะลาดชันเล็กน้อย ซึ่งจะสามารถรับรู้ถึงสภาพเส้นทางและการออกแรงปั่นเสมือนจริง พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาไป 56.50 วินาที พอทดลองปั่นเสร็จ ก่อนเดินขึ้นห้องประชุม ครม.ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ได้ใช้กำลังแล้ว อารมณ์ดีแล้ว วันนี้ได้ออกแรงแล้ว หายโมโหแล้ว”

“บิ๊กตู่” สั่ง ยธ.แจงต่างชาติให้เข้าใจ

ต่อมาช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ถึงการหารือกรณีที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม และคณะเตรียมเดินทางไปรายงานชี้แจงในการประชุมทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไกยูพีอาร์ รอบที่ 2 ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 11 พ.ค. ว่า ไม่ได้มีการหารือ ในที่ประชุม ครม. เพราะไม่จำเป็น แต่สั่งการคณะ ที่ไปชี้แจงไปแล้วหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้กฎอัยการศึก การใช้กฎหมายมาตรา 44 พร้อมคดีความต่างๆ มีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอย่างไร ผิดเรื่องอะไร ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ประเทศต่างๆ ดูจะยังมีความไม่เข้าใจ รัฐบาลคิดว่ามีสาเหตุจากอะไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า สื่อก็รู้ว่ามาจากอะไร มีคนไปส่งข้อความ ส่งข่าวให้เขาเข้าใจผิด ส่วนตัวไม่กังวล เพราะทำเพื่อประเทศไทย

ตอกนักวิชาการไปอยู่ไหนมา

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีกลุ่มนักวิชาการต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชนจะยิ่งทำให้เกิดความไม่เข้าใจมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า แล้วนักวิชาการเหล่านี้ ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลก่อนอยู่กันที่ไหน เหตุการณ์ไม่ได้เพิ่งเกิดวันนี้ มันเกิดมาเมื่อ 10 ปีก่อน แล้วไปอยู่ที่ไหนกันมาคนเหล่านี้ เพิ่งจะเกิดกันมาหรืออย่างไร ค้านอยู่ซีกเดียวอยู่นั่น หลายอย่างเจริญก้าวหน้าไปแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยก็ได้รับความเชื่อมั่นในลำดับที่ 21 ของโลก ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีลำดับเลย แล้วทำไมสิ่งดีๆเหล่านี้ไม่เขียน วันหยุดหลายวันทำให้ตนมีเรื่องคิดเยอะ และเรื่องสำคัญคือมีคนไปบิดเบือน ในการที่ตนพูดว่าไฟไหม้ป่าเกิดจากคนที่มีรายได้น้อย ที่น่าสงสารไปหากินในป่า และไปจุดไฟ ก็พาดพิงเขียนว่านายกฯต่อว่าคนจนจุดไฟเผาป่า เขียนอย่างนี้ได้อย่างไร มันเขียนหาเรื่อง

“ดอน” ปัดไทยถูกเรียกไปประจาน

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้รับทราบกรณีคณะตัวแทนไทยที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรม รายงานทบทวนสิทธิ–มนุษยชนของประเทศ หรือยูพีอาร์ รอบที่ 2 ต่อที่ประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นการชี้แจงด้วยความสมัครใจ ไม่ได้มาบังคับว่าไทยต้องชี้แจง ไม่ได้ถูกเรียกไปเหมือนที่ใครเข้าใจผิด เรายินดีที่จะชี้แจง และพร้อมจะตอบ ประเภทจะมาต่อว่าเราหรือกดดันไม่มี ยืนยันเวทีนี้เป็นเวทีรับฟังเหตุผล ไม่ใช่เวทีประจานใคร สำหรับประเด็นทางการเมือง เชื่อว่าเขา รู้ทุกประเทศมีสภาวะของตัวเอง ในส่วนคำถามไม่ได้ มีการเตรียมไว้ล่วงหน้า เป็นการคาดการณ์มากกว่า

นปช.ข้องใจจะไปชี้แจงไปทำไม

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวในรายการมองไกล ผ่านทางยูทูบว่า กรณีที่รัฐบาลจะส่งปลัดกระทรวงยุติธรรมไปชี้แจงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น ก่อนหน้านี้มีการระบุว่ากลุ่มนักวิชาการไปร้องเรียนองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป็นการชักศึกเข้าบ้าน หากคิดว่ายูเอ็นเป็นศัตรูแล้วต้องไม่แคร์ แต่เหตุใดจึงส่งปลัดกระทรวงยุติธรรมไปชี้แจงเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไปชี้แจงทำไม การอธิบายอะไรควรอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงบ้าง

คตง.ชงนายกฯฟัน 6 ขรก.คลัง–บิ๊ก ปตท.

วันเดียวกัน เวลา 14.00 น. ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) แถลงข่าวมติคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ท่ามกลางกลุ่มเอ็นจีโอ และนางรสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. เข้าร่วมผลการสอบการคืนท่อก๊าซของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หลังการแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ ตามที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกับคณะยื่นต่อ คตง.ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยนายชัยสิทธิ์กล่าวว่า ที่ประชุม คตง.มีมติว่า กระทรวงการคลังและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับพวกฝ่าฝืนมติ ครม. กรณีการแยกท่อก๊าซที่ไม่เป็นไปตามมติ ครม. จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงโทษข้าราชการกระทรวงการคลัง และผู้บริหารของบริษัท ปตท. รวมทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วย 1. นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.คลัง 2.นายอำนวย ปรีมนวงศ์ รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ปัจจุบันรองปลัดกระทรวงการคลัง 3.นายนิพิฐ อริยวงศ์ อดีตที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ (เกษียณ) 4.นายธนพร พรหมพันธุ์ อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายกรมธนารักษ์ 5.นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา ฝ่ายกฎหมายของ ปตท. และ 6.นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.

เรียกค่าเสียหายกว่า 3 หมื่นล้าน

นายชัยสิทธิ์กล่าวว่า ตรวจพบการกระทำความผิด อดีต รมว.คลัง และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.กับพวกฝ่าฝืนมติ ครม.และมีพฤติกรรมน่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยส่งมอบท่อก๊าซไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ขาดไปคิดเป็นเงิน 32,613 ล้านบาท และยังยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเป็นเท็จ โดยระบุว่าได้ส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติครบถ้วนแล้ว โดย คตง.มีมติเห็นชอบส่งเรื่องดังกล่าวให้ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีอาญากับอดีต รมว.คลัง กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.กับพวก และโดยเสนอให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยและความรับผิดทางละเมิดด้วย และขอให้มีการส่งเงินค่าท่อก๊าซที่ขาดหายไปให้ครบ 32,613 ล้านบาทเศษแก่กระทรวงการคลังและให้ ครม.ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วนต่อไปภายใน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สตง.

ตั้งแท่นชง ป.ป.ช.–ปปง.ตรวจสอบ

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า คณะทำงานฯตรวจสอบในรายละเอียดทั้งหมดพบว่า บริษัท ปตท.จ่ายเงินค่าท่อก๊าซให้แก่กระทรวงการคลังไม่เป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 50 โดย ครม.มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังไปดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์ โดยให้ สตง.เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง แต่กรมธนารักษ์ได้ตีความและตรวจสอบมูลค่าทรัพย์สินที่ ปตท.ต้องจ่ายเพียง 16,000 ล้านบาท โดย สตง.ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือรับรองความถูกต้องตามมติ ครม. ทำให้ข้าราชการกระทรวงการคลัง 4 คน และผู้บริหาร ปตท.อีก 2 คน รวมทั้งหมด 6 คน มีความผิดคดีอาญา โดยจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบต่อไป

ปตท.ยันปฏิบัติตามศาลปกครอง

นายชวลิต พันธ์ทอง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและบริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. กล่าวว่า ขอยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและมติ ครม.ตามขั้นตอน การที่ สตง.และ คตง. มีความเห็นว่า ปตท.มิได้รอความเห็นของ สตง.ก่อนยื่นคำร้องต่อศาลนั้น ขอชี้แจงว่า ปตท.ได้นำส่งข้อมูลบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดให้ สตง.พิจารณาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. 51 ส่วนกรณีที่ว่า ปตท.ไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. 18 ธ.ค. 50 ขอชี้แจงว่า ปตท.ได้ร่วมกันดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินตามมติ ครม.ครบถ้วนแล้วเช่นเดียวกัน ขอยืนยันอีกครั้งว่ามิได้มีการลัดขั้นตอนแต่ประการใด คำพิพากษา คำวินิจฉัย และคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดย่อมถือเป็นยุติ และไม่อาจมีบุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดจะมีอำนาจกลับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้ อีกทั้งข้าราชการและ/หรือ พนักงานได้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์ที่ ครม.กำหนดโดยสุจริต มิได้แสวงหาประโยชน์หรือกระทำการประพฤติมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

นายกฯสั่งรื้อเขาพระวิหารจำลอง

สำหรับความคืบหน้ากรณีกรมทหารราบที่ 6 กองทัพบก ได้ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างเขาพระวิหารจำลองบริเวณเขตฝั่งประเทศไทย บนผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่ถูกคนไทยบางกลุ่มคัดค้านหวั่นกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อเวลา 14.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม. ถึงเรื่องนี้ว่า ตามข้อตกลงเดิมยังไม่ได้ทำอะไรกันทั้ง 2 ฝ่าย เพราะคดียังอยู่ในขั้นตอนของศาลโลก การทำอะไรต่างๆ ต้องระมัดระวัง ทั้ง 2 ประเทศจะไม่ใช้เรื่องดังกล่าวมาทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ และจะไปเน้นความสัมพันธ์ด้านอื่นๆก่อน ขอให้สื่อมวลชนอย่าไปขุดคุ้ยขึ้นมา เมื่อถามว่า จำเป็นจะต้องรื้อปราสาทพระวิหารจำลองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า แล้วพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรหรือไม่ ผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า ไม่ได้อยู่ นายกฯจึงกล่าวว่า แล้วมันควร หรือไม่ เพราะกติกาไม่ให้สร้างอะไรแถวนั้น ก็ไปว่ากันมา จะทำอะไรต้องขึ้นอยู่กับกรอบของกฎหมาย

“บิ๊กป้อม” ไม่เชื่อกระทบสัมพันธ์

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีทหารกองทัพภาค ที่ 2 ปิดรอบปราสาทพระวิหารจำลอง ที่ก่อสร้างบน ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษว่า พ.อ.ธนะศักดิ์ มิตรภานนท์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 6 (ผบ.ร.6) ไปสร้างอยาก ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่มีบางกลุ่มของไทยไม่ชอบ ไม่อยากให้สร้าง เลยเกิดปัญหา เดี๋ยวต้องว่ากันอีกที ไม่เชื่อว่าจะกระทบสัมพันธ์กับกัมพูชา เขาสร้างเยอะแยะไป ที่เมืองโบราณก็มี จะดูอีกทีเป็นพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่ แต่ถ้ามันอยู่พื้นที่ของเราก็คือของเรา

ผบ.ทบ.กำชับดูแลให้เรียบร้อย

พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ได้กำชับ ให้ดูให้ดีๆ และดำเนินการให้เกิดความเรียบร้อย แต่ จะยังไม่มีการทุบปราสาทพระวิหารจำลองทิ้ง เพียงแต่ขณะนี้ให้ระงับไว้ก่อน เพราะมีการทักท้วง เพราะเกรงจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องนี้เราต้องระมัดระวัง และยังไม่มีความจำเป็นหารือกับทางฝั่งกัมพูชา ส่วนกรณีที่มีคำสั่งย้าย พ.อ.ธนะศักดิ์ มิตรภานนท์ ผบ.ร.6 ไปเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชานั้น ถือเป็นการย้ายตามความเหมาะสมของผู้ใหญ่ในกองทัพ คงไม่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ยอมรับว่าตั้งแต่ที่มีการก่อสร้างมา เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไม่ได้มีการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น อย่างไรก็ตาม ต้องดูท่าทีของกัมพูชาก่อนว่าจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน การดำเนินการเรื่องดังกล่าวต้องละเอียดประกอบกรณีที่คำพิจารณาของศาลโลกเมื่อปี 56

ปล่อย “เด็จพี่” ตามเงื่อนไขพักโทษ

นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว ว่า เมื่อวันที่ 31 มี.ค. เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯเสนอชื่อนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการพักโทษของกรมราชทัณฑ์ โดยระบุว่าเป็นนักโทษชั้นดี ไม่เคยทำผิดวินัย ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าหลักเกณฑ์จึงพิจารณาให้พักโทษ เตรียมปล่อยตัวทั้งคู่ออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 11 พ.ค. เวลา 08.30 น. ทั้งนี้หลังจากได้รับการพักโทษแล้ว ต้องมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติตามกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษ ขณะที่แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค จะพาคณะไปรอรับที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

อายัดตัว 2 ผู้ต้องหาคดี 112

เย็นวันเดียวกันที่หน้าประตูเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แกนนำกลุ่ม นปช. พร้อมด้วยสมาชิกกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือเอ็นดีเอ็ม ญาติ มิตรสหายกว่า 30 คน นำดอกกุหลาบสีแดงมาให้กำลังใจผู้ต้องหา ทันทีที่ออกจากประตูเรือนจำ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปราม นำหมายจับเข้าอายัดตัว 1 ในผู้ต้องหา คือนายหฤษฏ์ มหาทน ขึ้นรถไปดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ นำรถไปยังทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่ออายัดตัว น.ส.ณัฏฐิกา วรธันย์วิชญ์ ที่เพิ่งได้รับอิสรภาพ ขึ้นรถไปที่กองปราบฯเพื่อดำเนินคดีในข้อหาเดียวกัน

กระทั่งเวลา 20.00 น. ที่ บก.ป. เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายหฤษฏ์ มหาทน และ น.ส.ณัฏฐิกา วรธันย์วิชญ์ เข้าพบ พ.ต.ท.ชัยพร นิตยภัตร์ สว.สอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมในบางประเด็น ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพ โดยมีคนตามมาให้กำลังใจหลายสิบคน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้