วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่างนี้ก็มีด้วย! กูรูแฉสารพัดวิธีทุจริตสอบ งัดลูกเล่นจับผิดกลโกง

“ทุจริตสอบ”... กลไกของคนโกงที่ใช้ไขว่คว้าเป้าหมาย โดยไม่สนใจกระบวนการได้มา บุคคลเหล่านี้ยินยอมพร้อมใจที่จะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตัวเอง บุคคลเหล่านี้ไม่รู้สึกรู้สาอะไรที่จะต้องบดขยี้โอกาสอันควรจะเป็นของคนๆ หนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย และบุคคลเหล่านี้ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงในยามที่จะต้องทำลับๆ ล่อๆ ต่อหน้าธารกำนัล... แต่ถ้าคนเหล่านี้สอบผ่านลุล่วงไปได้อย่างที่ใจปรารถนา คุณจะภาคภูมิ กู่ก้องร้องบอกโลกได้อย่างไรว่า คุณสอบผ่าน?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รวมสารพัดวิธีทุจริตสอบที่ไม่ควรเสี่ยงเอาเยี่ยงอย่าง พร้อมแก้ตกด้วยสารพันเคล็ดลับจับสังเกต แถมสักนิดกับการทำนายชะตาชีวิตให้แก่เหล่าร้ายพกโพย จะเป็นอย่างไร ไปดู!

เปิดสารพัดวิธีโกงสอบ สารพันคิดคดกลไกโกง

อาจารย์ศักดา ดีคำป้อ หรือ อ.ก้อง ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ด้านการศึกษา Admission Premium ถ่ายทอดประสบการณ์ที่เคยพบผู้เข้าสอบทุจริตสอบด้วยวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพเนื้อหาวิชา อันเป็นส่วนที่คาดการณ์ไว้แล้วว่า ใจความนั้นๆ จะต้องถูกหยิบมาเป็นข้อสอบ จากนั้น ผู้เข้าสอบเหล่านี้จะลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าไป เพื่อแอบเปิดดูในช่วงจังหวะเวลาที่ผู้คุมสอบไม่ได้สนใจ

2. ในกรณีที่มีการตรวจโทรศัพท์มือถือก่อนเข้าห้องสอบ จะทำให้ผู้เข้าสอบหมดโอกาสในการพกพาโทรศัพท์มือถือเข้าห้องสอบ ดังนั้น คนกลุ่มนี้จะพลิกแพลงวิธีทุจริตเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพเนื้อหาที่คาดการณ์ไว้ว่าจะต้องออกข้อสอบ จากนั้น ส่งบลูทูธภาพเข้าไปที่ สมาร์ทวอทช์ (Smartwatch) เพื่อตีเนียนเปิดดูเนื้อหาที่เป็นภาพถ่ายจากในนาฬิกา ซึ่งกรณีดังกล่าว ผู้คุมสอบจะไม่ทราบว่า นาฬิกาเรือนนั้นๆ เป็นนาฬิกา Smartwatch เพราะผู้เข้าสอบปรับภาพหน้าจอเป็นนาฬิการะบบดิจิตอลธรรมดาทั่วไป

จากการสังเกตของ อาจารย์ศักดา พบว่า การทุจริตสอบแบบเอาจริงเอาจังที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น มักเป็นการสอบชนิดที่เรียกว่า “เดิมพันอนาคต” เช่น สอบเข้าข้าราชการ, สอบเข้าตำรวจ, สอบเข้านายร้อย ซึ่งเป็นประเภทการสอบที่มีความคาดหวังค่อนข้างสูงว่าผู้เข้าสอบต้องทำให้ได้ เนื่องจากสนามสอบที่บุคคลนั้นๆ ต้องลงไปฟันฝ่า เป็นสนามสอบที่ชี้ชะตาอนาคตชีวิต ดังนั้น จึงมีผู้เข้าสอบจำนวนไม่น้อยยอมลงทุนกับวิธีการทุจริตเช่นนี้

“ค่านิยมบางประการของพ่อแม่ที่มีต่อลูก คือ อยากให้ลูกเป็นหมอไว้ก่อน เพราะฉะนั้น คนเป็นพ่อเป็นแม่จะเสียเงินแค่ไหนก็ยอม ด้วยเหตุนี้จึงสบโอกาสให้สถาบันกวดวิชาใช้วิธีการทุจริตเหนือชั้นมาเป็นตัวล่อผู้เข้าสอบให้ติดกับ และเมื่อคนที่คิดวิธีทุจริตมาพบเข้ากับคนอยากทุจริต สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุจริต อาจารย์ศักดา ผู้คิดค้นเทคโนโลยีการศึกษามากประสบการณ์ กล่าวตามความเป็นไปของสังคม

นางลำใย สนั่นรัมย์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาเครื่องมือและบริการทดสอบ สำนักทดสอบทางการศึกษา กล่าวตามประสบการณ์ว่า วิธีการดั้งเดิมตามแบบฉบับของผู้เข้าสอบทั่วไป คือ 1. จดเนื้อหาที่จะต้องใช้สอบลงไปในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น จดโพยบนยางลบ, จดโพยบนไม้โปรแทรกเตอร์, จดบนเนื้อหนังมังสาของผู้เข้าสอบ เป็นต้น 2. วิธีเหลือบซ้ายข้อ เหลือบขวาข้อ หรือที่เรียกว่า ลอก 3. บางคนเดินไปส่งกระดาษคำตอบพร้อมกัน แล้วแอบเปลี่ยนกระดาษคำตอบในระหว่างที่ผู้คุมสอบเผลอ

เสมือนเล่นเกมจับผิดภาพ! แบไต๋การสังเกต หลุกหลิก ลุกลน อยู่ไม่สุข

อ.ก้อง ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ด้านการศึกษา ระบุถึงกลเม็ดจับสังเกตผู้เข้าสอบยุคไซเบอร์ว่า 1. แว่นตาของผู้ทุจริตสอบจะมีขนาดใหญ่เกินกว่าเหตุ เลนส์ค่อนข้างหนา หน้าแว่นมีรูกลมๆ คล้ายเลนส์กล้อง 2. กิริยาอาการของผู้ทุจริตจะไม่มีสมาธิกับข้อสอบเท่าใดนัก เนื่องจากให้ความสนใจกับอุปกรณ์โกงมากจนเกินไป 3. ผู้ทุจริตสอบเหลือบดูข้าวของบนโต๊ะชนิดใดชนิดหนึ่งบ่อยครั้งจนเกินไป 4. ไม่ทดเลข หรือขีดเขียนใดๆ ที่เป็นวิธีคิดหาคำตอบ แต่ผู้ทุจริตสามารถฝนคำตอบได้เลย

“พ่อแม่เด็กบางคนมีความต้องการอย่างมากที่จะให้ลูกได้คะแนนสอบโอเน็ตสูงๆ จึงไม่สนใจแล้วว่า วิธีการได้มาของคะแนนจะเป็นอย่างไร พวกเขายินยอมพร้อมใจกับสถาบันกวดวิชาในการคิดหาวิธีโกงร่วมกัน เพราะฉะนั้น เมื่อลูกของเขาที่ทำข้อสอบไม่ได้เข้าไปห้องสอบ สติสมาธิของเด็กเหล่านี้จะไม่ได้อยู่ที่ข้อสอบเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ แต่สติกลับไปอยู่ที่อุปกรณ์ทุจริตต่างๆ ที่พวกเขาพกพาเข้าไป ดังนั้น เด็กเหล่านี้จึงจับสังเกตได้ไม่ยาก” อ.ก้อง แนะวิธีจับคนโกง

นางลำไย ผู้มากประสบการณ์ในการทดสอบทางการศึกษา แนะวิธีจับสังเกตอาการของผู้ทุจริตว่า ผู้เข้าสอบที่ทุจริตจะมีกิริยาอาการแตกต่างจากผู้สุจริต กล่าวคือ ดวงตาของผู้สุจริตที่ใช้อ่านข้อสอบจะจดจ้อง และมีสมาธิอยู่กับโจทย์ตรงหน้า แตกต่างจากผู้ทุจริตที่จิตใจไม่ได้อยู่ตรงหน้า แต่กลับไปอยู่ที่สิ่งอื่น และมีความกระวนกระวาย หลุกหลิก บิดเนื้อบิดตัว

“ผู้เข้าสอบทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่า เวลาที่ใช้ทำข้อสอบมีกี่นาที เพราะฉะนั้น เด็กที่พยายามทำข้อสอบตั้งแต่ข้อแรกจนข้อสุดท้ายจะจดจ่ออยู่กับโจทย์ตรงหน้า แต่เด็กทุจริตจะทำข้อสอบในช่วงท้ายๆ ก่อนเวลาสอบจะหมดลง บางคนฝนคำตอบทั้งหมดจนเสร็จ เพียงแค่ใช้เวลาอันน้อยนิด อย่างนี้มีพิรุธว่า มีใครแอบส่งคำตอบให้หรือไม่” ผอ.กลุ่มพัฒนาเครื่องมือและบริการทดสอบ สำนักทดสอบฯ ชี้ช่องจับทุจริต

จัดไปไม่หวง! วิธีสกัดทุจริต ป้องคนโกงสอบ

ขณะที่ วิธีการสกัดกั้นปัญหาทุจริตสอบ มีอยู่มากมายหลากหลายวิธี โดย ผอ.กลุ่มพัฒนาเครื่องมือและบริการทดสอบ สำนักทดสอบทางการศึกษา ชี้แนะว่า 1. ห้ามนำนาฬิกาทุกประเภทเข้าห้องสอบ 2. จัดทำข้อสอบแบบเขียนตอบ เพราะข้อสอบประเภทดังกล่าว จะบ่งบอกเลยว่า ผู้สอบมีความรู้ในระดับใด 3. ใช้เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เพื่อป้องกันการส่งคำตอบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

4. ผู้คุมสอบต้องเข้มงวด และจับสังเกตอุปกรณ์ต่างๆ ที่ผู้เข้าสอบพกพาเข้าไป เช่น ให้ผู้เข้าสอบนำดินสอเข้าไปได้เพียงอย่างเดียว เพราะปากกาอาจฝังชิพบางอย่างไว้ 5. จัดทำข้อสอบหลากหลายชุด โดยแต่ละชุดมีข้อสอบเหมือนกัน แต่ลำดับข้อไม่ตรงกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนะยุทธวิธีป้องกันทุจริตสอบอีกทางหนึ่งว่า ในส่วนของข้อสอบประเภทที่ต้องใช้ความจำ เช่น กระทรวงศึกษาธิการก่อตั้งขึ้นในปีใด ข้อสอบเหล่านี้ไม่ต้องมีคะแนน แต่ใช้เกณฑ์สอบผ่าน หรือสอบไม่ผ่าน ส่วนข้อสอบที่ต้องใช้วิธีคิดวิเคราะห์เป็นระบบนั้น ต้องสอบแข่งขันเพื่อเอาคะแนน

“พวกสถาบันติว จะได้ประโยชน์จากข้อสอบประเภทจดจำอย่างมาก เพราะสถาบันเหล่านี้จะสอนเทคนิคการจำให้แก่ผู้เรียน เช่น หากเจอประโยครูปแบบนี้ต้องใช้ Tense นี้เท่านั้น, องค์กรนั้น องค์กรนี้ก่อตั้งเมื่อใด, กระทรวงศึกษาธิการมีรัฐมนตรีมากี่คนแล้ว หากเปลี่ยนข้อสอบมาเน้นการคิดวิเคราะห์ การทุจริตก็จะเกิดขึ้นได้ยาก” คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ แนะหนทาง

ไม่ต้องใช้โหรฯ ดัง! ชี้ชะตา พยากรณ์อนาคตคนโกงสอบ

รองศาสตราจารย์ ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ พยากรณ์อนาคตกึ่งสะท้อนปัญหาการสอบเข้าในอาชีพเฉพาะทางว่า หากวันใดวันหนึ่งที่ผู้ทุจริตสอบสามารถสอบผ่านเข้าไปได้ แต่กลับเรียนไม่ไหว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะส่งผลร้ายต่อบุคคลนั้นๆ เพียงอย่างเดียว แต่จะก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบการผลิตอาชีพใดอาชีพหนึ่งของประเทศ เช่น ประเทศไทยขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ แต่ผู้เข้าสอบแพทย์ทุจริตเพียงเพื่อต้องการที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ให้ได้ สุดท้ายเรียนไม่ไหว การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจช่วยชีวิตคนไข้ไม่ได้ ต้องจบเส้นทางการเป็นแพทย์ และมีผลสืบเนื่องให้ระบบการผลิตบุคลากรทางการแพทย์เสียหาย กระทบต่อการพัฒนาประเทศต่อไป

“ระบบการศึกษาของไทย วัดผลความสามารถของคนด้วยระบบคะแนนอย่างเดียว แต่ไม่ให้ความสนใจที่จะวัดผลในส่วนของทักษะ ประสบการณ์ และจริยธรรมของบุคคลนั้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการประกอบอาชีพอย่างที่สุด” รองศาสตราจารย์ ดร.บัญชา แสดงทรรศนะ

ส่วน ผอ.กลุ่มพัฒนาเครื่องมือและบริการทดสอบ สำนักทดสอบฯ ติติงว่า “ต่อให้วันนี้คุณสอบได้ ไม่ว่าคุณจะสอบแพทย์ได้ หรือสอบวิศวะได้ สุดท้ายเมื่อคุณเข้าไปเรียน คุณก็จะต้องถูกรีไทร์อยู่ดี เพราะเข้าไปเรียนแล้วคุณเรียนไม่ไหว หรือถ้าคุณฝืนทนเรียนจนจบ ผลร้ายจะไปตกอยู่ที่ประชาชนที่ต้องไปใช้บริการกับคุณ หากวันหนึ่งคุณเป็นหมอ คุณมีผู้ป่วยต้องผ่าตัด วินาทีนั้นไม่ได้มีตัวเลือก ก. ข. ค. ง. ให้คุณเลือก สุดท้าย คุณจะรักษาเราอย่างไร และประชาชนอย่างเราจะไว้ใจการตรวจรักษาของคุณได้อย่างไร”


“สอบตกแต่ซื่อสัตย์ ดีกว่า สอบผ่านแต่ทุจริต”
หรือ
“สอบผ่านอย่างสกปรก ดีกว่า สอบตกอย่างใสสะอาด”
คุณเลือกแบบไหน?

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

รวมสารพัดวิธีทุจริตสอบที่ไม่ควรเสี่ยงเอาเยี่ยงอย่าง พร้อมแก้ตกด้วยสารพันเคล็ดลับจับสังเกต แถมสักนิดกับการทำนายชะตาชีวิตให้แก่เหล่าร้ายพกโพย จะเป็นอย่างไร ไปดู! 10 พ.ค. 2559 16:47 12 พ.ค. 2559 09:24 ไทยรัฐ