วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความตายที่น่าเศร้าของรถ SAAB

Saab บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และอากาศยานของประเทศสวีเดน คือผู้นำในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ในยุค 1950 อาจกล่าวได้ว่าบริษัทยานยนต์ของสวีเดนแห่งนี้ คือผู้บุกเบิกเทคโนโลยีให้กับโลกยนตรกรรม ประวัติความเป็นมาของ Saab เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาอุปรณ์ต่างๆ รวมถึงระบบความปลอดภัยในรถยนต์ที่ไม่เป็นรองค่ายใดในอดีต พัฒนาการจากรุ่นสู่รุ่นจนกระทั่งกลายมาเป็นรถยนต์ Saab มีทั้งจุดเริ่มต้น ความรุ่งเรืองและจุดสิ้นสุด แนวทางการออกแบบในความเป็นรถ Saab ที่มุ่งเน้นไปยังคนขับเพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายมากที่สุด คุณลักษณะพิเศษด้านความปลอดภัยในการใช้งานที่ได้รับการสร้างสรรค์เป็นอย่างดี นอกจากนี้ Saab ยังเป็นค่ายรถเจ้าแรกที่ริเริ่มแนวคิดในการติดตั้งระบบแอร์แบบ Freon-Free Air-Conditioning มาใช้กับรถยนต์ในค่ายของตน คิดค้นระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบที่สามารถทำงานกับเครื่องยนต์ในทุกสภาวะ Saab ยังเป็นผู้ริเริ่มนำเอาใบปัดน้ำฝนทำความสะอาดโคมไฟหน้ามาใส่ในรถเป็นเจ้าแรกๆ ในวงการ และนำเอาระบบอุ่นเบาะ หรือฮีตเตอร์ มาไว้ในเบาะโดยสารเป็นเจ้าแรก Saab ยังมีแนวทางของการดีไซน์ที่ไม่ซ้ำใคร ด้วยการออกแบบกุญแจสตาร์ทให้อยู่ในบริเวณซุ้มเกียร์ระหว่างเบาะคู่หน้า และออกแบบให้เจ้าของรถสามารถเปลี่ยนหลอดไฟหน้าด้วยตัวเองในระบบแจ้งเตือนหลอดไฟมานานกว่า 30 ปีแล้ว เอกลักษณ์ของรถ Saab คือการขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า (Front Wheel Drive) ซึ่งเกิดจากการพัฒนาโดยช่างเทคนิค และนักขับฝีมือเยี่ยมของ Saabในสนามแข่งขันแรลลี่โลกในยุค 60' จุดเริ่มต้นและการสิ้นสุดของ Saab กลายเป็นเรื่องน่าเศร้าใจในวงการยนตรกรรม

Junkers JU86K 1939

Saab S/B17 1940

Saab J/A21 1942


ปี 1936 รัฐบาลสวีเดนจัดให้มีการส่งเสริมกองกำลังป้องกันชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวป้องกันภัยทางอากาศ และจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงงานอุตสาหกรรมแห่งชาติที่ทันสมัยมากขึ้นและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ การตัดสินใจในครั้งนั้นของรัฐบาลสวีเดนกลายมาเป็นต้นกำเนิดของ บริษัท Svenska Aeroplan AB หรือเรียกย่อๆ ว่า Saab ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1937 ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นโครงการให้รุดหน้าก็คือ กลุ่มนักการเงินการธนาคารชั้นนำของสวีเดน โดยทำการแต่งตั้ง Axel Wenner-Gren เป็นประธานบริหาร ด้วยทุนจดทะเบียน 4 ล้านโครเนอร์ สถานที่ก่อสร้างโรงงานผลิตอากาศยานของบริษัท Saab คือทุ่งนาทางตอนเหนือของเมือง Trollhattan โรงงานแห่งนี้ทำการสร้างเครื่องบินทหาร เช่น Junkers JU86K แผนแบบขึ้นโดยวิศวกรของ Saab โดยใช้ชื่อเครื่องบินลำแรกที่ผลิตว่า S/B17 ทำการขึ้นบินเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1940 หลังจากนั้นอีกสองปีต่อมา ในวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1942 เครื่องต้นแบบลำที่สองของ Saab ก็บินขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อว่า B/S/T18 และอีกหนึ่งปีต่อจากนั้น เครื่องบิน Saab อีกลำก็ถูกสร้างขึ้นตามออกมา โดยใช้ชื่อว่า J/A21

Saab 92 Concept 1946
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง Saab เริ่มมีความคิดที่จะผลิตรถยนต์ออกจำหน่าย แต่ปรากฏว่าภายในบริษัทไม่มีผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับรถยนต์เลยแม้แต่คนเดียว ในช่วงเวลานั้น พนักงานส่วนใหญ่เป็นวิศวกรการบิน และช่างเครื่องซ่อมอากาศยานที่เชี่ยวชาญในยุโรป บรรดาวิศวกรต่างลงความเห็นว่าจะทำการสร้างรถยนต์ควบคู่ไปกับการผลิตอากาศยานให้กับกองทัพ หนึ่งในทีมงานสร้างรถยนต์ในครั้งนั้นคือ Gunner Ljungstrom วิศวกรและช่างเทคนิคตัวถังที่มีชื่อเสียง และมีพื้นฐานความรู้ด้าน Solid Technical รถยนต์คันแรกที่ออกจากสายการผลิตใช้ชื่อว่า Saab 92 โดยทำการดัดแปลงแก้ใขระบบขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้าให้เข้าสู่รูปลักษณ์แห่งความเป็นจริง โดยเชื่อว่ารถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าในอนาคตจะเป็นสูตรสำเร็จทางเทคนิคในโลกยนตรกรรมที่ดีที่สุด Gunner Ljungstrom ได้นำเสนอแนวความคิดออกไปสู่สาธารณชนเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบดังกล่าว ต่อมา เขาได้รวบรวมจัดตั้งสมาชิกสมาคมวิศวกรรมยานยนต์เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแพร่หลายความรู้เกี่ยวกับกลไกของระบบขับเคลื่อนล้อหน้า

Saab 92 1947
สงครามโลกครั้งที่สองที่เพิ่งยุติลงไปได้เพียงแค่ 2 ปี ก่อให้เกิดการขาดแคลนอะไหล่ รวมถึงวัสดุที่ใช้ในการผลิต แต่ไม่สร้างปัญหาให้กับ Saab เท่าใดนัก รถยนต์ Saab คันแรกสุดเผยโฉมเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1947 ในรูปลักษณ์ของรถต้นแบบ ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กแบบสองจังหวะ ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า ใช้แนวคิดเบา เล็กกะทัดรัด และไม่มีส่วนประกอบที่สลับซับซ้อน พวกเพลาข้อเหวี่ยง วาว์ล หรือกรองน้ำมันเครื่อง ตัวถังมีความแข็งแกร่งมากจากเหล็กชั้นเยี่ยมที่ขึ้นชื่อของสวีเดน รวมถึงรูปลักษณ์ที่บ่งบอกให้ทราบถึงความแตกต่างจากค่ายรถอื่นๆ วิศวกรรมอากาศยานถูกนำมาปรับใช้ในการสร้างรถยนต์ โดยนำเอากองเหล็กมาตกแต่งใหม่ และประกอบขึ้นเป็นรถต้นแบบคันแรกโดยใช้การประกอบด้วยมือทั้งหมดทุกขั้นตอน พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับอากาศยานและอากาศพลศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวคิดของรถต้นแบบ Saab 92 ค่าสัมประสิทธิแรงต้านทานของอากาศที่ต่ำกว่ารถทั่วไปในยุคนั้น (1947) ตัวถังของ Saab คันแรกไม่เพียงแต่แข็งแรง แต่ยังมีพื้นที่กว้างขวางสำหรับการโดยสาร ล้อขอบ 15 นิ้ว กับยางแก้มสูงถูกนำมาใช้ เนื่องจากถนนหนทางของประเทศสวีเดนในยุคนั้นไม่ค่อยจะดีนัก

Saab 93 1955
วันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1954 รถ Saab คันที่ 10,000 วิ่งออกจากโรงงานไปยังโชว์รูม เครื่องยนต์ของ Saab 92 ยังคงใช้เครื่องขนาดเล็กแบบ 2 กระบอกสูบ 2 จังหวะ แรงม้าเพิ่มขึ้นเป็น 28 แรงม้า ความสามารถในโรงงานผลิตรถยนต์ของ Saab โดยผลิตรถ 1 คันในทุกๆ 30 นาที ความแออัดที่โรงงานเดิมทำให้ต้องมีการขยายโรงงานประกอบเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังแห่งใหม่ที่เมือง Goteborg หลังจากนั้นรุ่น 93 ถูกเปิดตัวในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1955 รูปทรงคล้ายกับรถรุ่นแรกแต่เปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้แบบ 3 กระบอกสูบ 2 จังหวะ มีม้าให้ใช้งาน 33 ตัว ปริมาตรความจุต่อกระบอกสูบที่ 748 ซีซี ระบบกันสะเทือนใช้คอยล์สปริงแทนทอร์ชั่นบาร์ เพิ่มเติมกลไกการบังคับเลี้ยวใหม่หมด ขยายฐานล้อให้กว้างมากขึ้น นักออกแบบรถยนต์ Sixten Sason ทำการดีไซน์กระจกหน้า แก้มข้างบังโคลน และกันชนใหม่หมด รถ Saab 93 เหมาะสมมากที่จะใช้ส่งลงทำการแข่งขันแรลลี่ รถรุ่นนี้ได้สร้างชื่อเสียงไว้ในรายการ Great American Mountain Rally ปี 1956 ทำให้สายตาของคนอเมริกันต้องหันกลับมามองรถยนต์ยี่ห้อนี้ด้วยความสนใจ

Saab Sonett Sport Concept 1956
ค.ศ. 1956 บริษัท Saab ผลิตรถสปอร์ตรุ่น Sonett ออกมาขายในตลาดยุโรป โดยต้องการใช้รถรุ่นนี้เป็นรถต้นแบบสำหรับการสร้างรถสปอร์ตออกขาย และใช้เป็นแม่แบบให้กับรถแข่งรุ่นอื่นๆ ในค่ายที่ต้องการคว้าชัยชนะในการแข่งขัน เนื่องจากในขณะนั้น สมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ หรือ FIA ไม่อนุญาตให้มีการปรับแต่งเครื่องยนต์ในรถสแตนดาร์ตที่ส่งลงทำการแข่งขัน รถแข่ง Saab Sonett คือนวัตกรรมที่ก้าวหน้าในการผลิตรถยนต์ของยุคนั้นอย่างแท้จริง ตัวถังของมันทำมาจากพลาสติกเสริมด้วยไฟเบอร์กลาส ใช้เครื่องยนต์ของรถรุ่น 93 แบบ 2 จังหวะ แต่แรงม้าถูกอัพขึ้นเป็น 57 แรงม้า บนน้ำหนักตัว 600 กิโลกรัม สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ปี 1956) หลังจากนั้นโครงการสร้าง Sonett Sport Coupe ถูกระงับทั้งหมด เนื่องจาก FIA อนุญาตให้มีการปรับแต่งรถยนต์แบบ Standard Car เพื่อใช้ทำการแข่งขันแรลลี่ รวมถึงรายการแข่งรถในประเภทอื่นๆ ตัวรถต้นแบบทั้ง 6 คัน มีเพียงแค่ 2 คันเท่านั้นที่ยังคงถูกตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ยานยนต์สวีเดน จวบจนทุกวันนี้

Saab 95-1959
หลังจากผ่านไป 10 ปีแรกในฐานะที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายหนึ่งในยุโรป ทำให้ผู้บริหารเกิดความคิดที่จะขยายขอบเขตของรูปแบบต่างๆ รวมถึงการออกแบบรถยนต์สเตชั่นแวกอนในปี 1959 โดยเปิดผ้าคลุมเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม รถ Saab 95-1959 มีความพิเศษหลายอย่างและใช้กรรมวิธีในการประกอบแบบใหม่ เครื่องยนต์ตัวใหม่พร้อมระบบส่งกำลังซึ่งเป็นเกียร์ 4 จังหวะ เทคนิคอันทันสมัยถูกนำมาใช้ในรถคันนี้ เครื่องยนต์ยังคงเป็นแบบ 2 จังหวะ 3 กระบอกสูบ 38 แรงม้า และมีประตูทรงแปลกประหลาดที่เปิดออกได้แบบไม่เหมือนใคร แผงหน้าปัดคล้ายกับรุ่น 93 พื้นที่ว่างสำหรับเก็บสัมภาระดีไซน์ด้วยการพับเบาะ โดยมีน้ำหนักบรรทุกสูงสุดที่ 500 กิโลกรัม

Saab 96 1960
รถรุ่นนี้ถูกเปิดตัวออกสู่สายตาของคนทั่วโลกในกรุง Stockholm ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1960 โดยทำการปรับโฉมด้านหน้าใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ดูคลาสสิกมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์แบบใหม่ถูกนำมาวางลงไปในรถคันนี้ รวมถึงทุกอย่างทั้งภายในและภายนอกที่ใหม่หมดจด เบาะตอนหลังกว้างขึ้นกว่าเดิม กระจกหลังใหญ่ขึ้น ลำตัวกว้างขึ้นพร้อมรูระบาย หรือช่องที่เสาหลัง ไฟท้ายแบบใหม่ แผงหน้าปัดใหม่ นับเป็นครั้งแรกที่ Saab มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนารูปทรงของรถให้ดีขึ้นแต่ยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ภายในค่ายของตัวเองให้มีความเชื่อมโยงกับรูปทรงของอากาศยานอยู่เสมอ อีก 20 ปีต่อมาในยุค 1980 รถยนต์ยี่ห้อ Saab ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปทีละน้อย การปรับปรุงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในช่วงปี 1965-1967 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากโดยต้องการให้รถในยุคใหม่ของ Saab มีพื้นที่มากพอในการติดตั้งระบบระบายอากาศและความร้อน รวมถึงมีการติดตั้งระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสาร ช่วงรอยต่อระหว่างปี 1967-1970 บริษัท Saab นำเอาเครื่องยนต์แบบ 4 กระบอกสูบ 4 จังหวะ 1,498 ซีซี ที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมดโดยวิศวกรภายในค่าย มีเรี่ยวแรง 64 แรงม้า มาติดตั้งในรถยนต์ Saab รุ่นปี 1967

Saab 99 1967
ค.ศ. 1964 ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ของบริษัทผลิตรถยนต์จากสวีเดนที่มียอดการจำหน่ายสูงถึง 45,000 คันต่อปี รัฐบาลสวีเดนในยุคนั้นยอมรับความสามารถในฐานะที่เป็นผู้ผลิตยานยนต์ที่มีคุณภาพ ภาพลักษณ์ต่างๆ ที่สร้างสมมาเป็นเหมือนจุดชี้นำทิศทางของบริษัทแห่งนี้ ในการที่จะก้าวต่อไปสู่แผนงานระยะยาวในอนาคต ยอดการขายปีต่อมาสูงถึง 48,000 คัน ตามด้วยผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ล่าสุด Saab 99-1967 ซึ่งถูกเปิดผ้าคลุมเมื่อวันที่ 22 พฤจิกายน ค.ศ. 1967 โดยปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้เครื่อง 4 กระบอกสูบ ขนาด 1.7 ลิตร 80 แรงม้า ในยุคนั้นถือได้ว่ามันคือสุดยอดทางเทคโนโลยีรถยนต์ซีดานแบบครอบครัว Saab ใช้ดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ เครื่องยนต์แบบ Cross-Flow มีเพลาข้อเหวี่ยงอยู่ด้านบน (Overhead Camshaft) เป็นรถ Saab อีกรุ่นในสายการผลิตที่ใช้ระยะเวลาในการทดสอบยาวนานตลอดทั้งปีก่อนออกจำหน่าย ทั้งการทดสอบในห้องปฏิบัติการ การทดสอบภาคสนามในสภาพเส้นทางหฤโหดของฤดูหนาวในประเทศสวีเดน รวมถึงการวิ่งไปยังพื้นที่ต่างๆ ของทวีปยุโรปเพื่อเก็บข้อมูล และรวบรวมความคิดเห็นของลูกค้ากับคำตอบที่เป็นประโยชน์ต่อ Saab

Saab 99 1972
ปี ค.ศ. 1971 วิศวกรของบริษัทได้ทำการศึกษารายละเอียดของรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเป็นแนวทางในการนำเสนอรถ Saab ต่อลูกค้า โดยทำการแนะนำอุปกรณ์พิเศษเป็นที่ปัดน้ำฝนบนไฟหน้าแบบอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต่อมาได้กลายมาเป็นมาตรฐานอย่างหนึ่งในการผลิตยานยนต์ของพวกสวีดิช นวัตกรรมใบปัดน้ำฝนที่ไฟหน้าทำให้ Saab ได้รับรางวัลเหรียญทองจากสมาคมยานยนต์ของสวีเดน สำหรับการสนับสนุนรถยนต์ที่มีระบบความปลอดภัยดีเยี่ยม อุปกรณ์ในระบบกันสะเทือนเช่น โช็กอัพมีคุณภาพสูงขึ้น ตัวกันชนที่สามารถซ่อมได้เองเป็นครั้งแรกด้วยการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ทำจากโฟมแบบยืดหยุ่น สามารถรองรับอุบัติเหตุจากการชนที่ความเร็วต่ำได้ดี ตามมาด้วยการติดตั้งระบบทำความร้อนให้กับเบาะ ระบบนี้ต่อมาได้รับความนิยม และแพร่หลายไปทั่วเนื่องจากทวีปยุโรปมีอากาศหนาวเย็นและช่วงฤดูหนาวกินเวลายาวนานมากกว่าฤดูอื่น รถรุ่นต่อมาในปี 1972 คือรุ่น 99 ถูกสร้างขึ้นให้ใช้เชื้อเพลิงอย่างประหยัดเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เครื่องยนต์แบบใหม่สร้างขึ้นที่โรงงานในเมือง Sodertalje ใกล้กับ Stockholm ใช้ระบบจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า ทำให้เครื่องยนต์เกิดประสิทธิภาพ ประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อย CO2 ได้ดีกว่ารถยี่ห้ออื่นๆ ในยุคนั้น

Saab 90 1985
ฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1976 Saab แก้ปัญหาวิกฤติการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยการติดตั้งระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ โดยการลดการใช้เชื้อเพลิงด้วยการนำเอาไอเสียจากเครื่องยนต์ไปหมุนกังหันที่ติดอยู่ตรงโรเตอร์แล้วใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง กำลังของโรเตอร์จะให้แรงลมมหาศาลในการอัดอากาศเข้าสู่ท่อร่วมไอดี ช่วยทำให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สร้างแรงบิดได้มากกว่าเครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบอัดอากาศ แนวความคิดในการใช้เทอร์โบกับเครื่องยนต์ขนาด 4 กระบอกสูบที่สามารถเค้นกำลังได้เท่ากับเครื่องยนต์ 6-8 กระบอกสูบ ยังเป็นของใหม่ในรถยนต์ยุคนั้นโดยถูกนำมาวางในรถรุ่น 99 โมเดล 1976 จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1985 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงชื่อโมเดลมาเป็นรุ่น 90 รูปทรงของตัวถังในรุ่นนี้ต่อมาได้กลายมาเป็นแนวทางการออกแบบของรถ Saab รุ่น 900 ซีดานปี 1987 ถือเป็นการเริ่มต้นของหน้าประวัติศาสตร์รถ Saab ในยุคใหม่อย่างแท้จริง

Saab 900i 1985
ปี ค.ศ. 1985 เมื่อบริษัท Saab เปิดตัวรถรุ่น 9000 ยอดขายที่เคยรุ่งเรืองกลับลดลงอย่างน่าตกใจ สาเหตุเกิดจากรูปทรงแนวอนุรักษ์นิยมซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มองว่าดีไซน์ของ Saab ดูน่าเบื่อและเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมที่ล้าสมัย ภายในที่ไม่โดนใจลูกค้าจากแนวคิดอนุรักษ์นิยมมากจนเกินไปโดยไม่ได้ปรับปรุงห้องโดยสารให้มีความน่าใช้งานเหมือน Volvo / BMW / Mercedes Benz ในช่วงเวลานั้น บริษัท Saab ยังคงส่งตัวรถรุ่นเล็กกว่าอย่างรุ่น 900 ออกทำตลาดทั่วโลกโดยมีให้เลือกทั้งแบบเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ และเครื่องยนต์หัวฉีดในรุ่น 900i รวมถึงรุ่น Turbo แบบ 8 และ 16 วาว์ล มีตัวถังหลากหลายขึ้น ทั้งแบบ 3-4-5 ประตู รวมถึงแบบ 2 ประตูคูเป้ ชุดท่อระบายไอเสียมีเสียงที่เงียบขึ้น ใช้ยางแท่นเครื่องแท่นเกียร์ขนาดใหญ่ ระบบจุดระเบิดถูกปรับปรุงใหม่หมด ช่วยทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Saab 900 Cabriolet Turbo 1990
ปี ค.ศ. 1988 Saab 900 Turbo พัฒนาระบบเทอร์โบระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่วนระบบเบรกพัฒนามาจากตัวรถรุ่น 9000 ใช้จานเบรกแบบมีร่องระบายความร้อนอยู่ตรงกลาง รวมถึงการผลิตรถเปิดประทุนรุ่น 900 Cabriolet โดยมียอดการผลิตอยู่ที่ 20 คันต่อวัน ค.ศ. 1989 Saab 900 ติดตั้งเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 4 สูบ 4 วาว์ลต่อสูบโดยใช้หัวฉีดอีเลกทรอนิกส์ และระบบกำจัดมลพิษของไอเสีย ยกเลิกการผลิตเครื่องยนต์ที่ใช้คาร์บูเรเตอร์ในการส่ังจ่ายเชื้อเพลิง รวมถึงยกเลิกสายการผลิตในรุ่น Turbo 8 วาว์ล รถ Saab รุ่น 900 ติดตั้งไฟเบรกดวงที่สามในตำแหน่งสูงซึ่งสามารถสังเกตได้ง่าย ช่วยทำให้ความปลอดภัยในการใช้งานเพิ่มขึ้น ติดตั้งอุปกรณ์ช่วยป้องกันล้อล็อกในระหว่างการเบรกอย่างเต็มกำลัง หรือ ABS โดยมีตัวเลขการผลิตรถ 900 Cabriolet ถึง 10,000 คัน ต่อมา ในปี 1990 วิศวกรของ Saab ทำการคิดค้นระบบเทอร์โบอัดอากาศแบบกะทัดรัด หรือ Light-Turbo ช่วยทำให้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ทำงานได้อย่างราบเรียบ และมีความสม่ำเสมอของย่านแรงบิดที่ให้การตอบสนองได้ดีแตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์เทอร์โบทั่วๆ ไป

Saab In 2006
เข้าสู่ช่วงกลางยุค 1990 บริษัท Saab ประสบกับปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ทั้งจากดีไซน์ที่ดูโบราณ และรถรุ่นใหม่ๆ ของค่ายรถคู่แข่งในยุโรปที่ประดังออกมาแข่งขันด้วยรูปลักษณ์ที่ทันสมัยกว่า จนค่ายรถยนต์ GM ยักษ์ใหญ่ของพวกอเมริกันเข้ามาควบรวมกิจการ นโยบายต่างๆ ที่ออกโดยผู้บริหารของ GM ในยุคนั้นกลับยิ่งบั่นทอนและซ้ำเติม Saab ที่กำลังย่ำแย่หนัก ทำให้บริษัทผลิตรถยนต์ของสวีเดนแห่งนี้ต้องพบกับความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ทางรอดที่ดูริบหรี่ยังคงพอมีเหลืออยู่บ้าง เนื่องจาก Saab เป็นผลิตภัณฑ์ยานยนต์คุณภาพสูงในทุกยุคทุกสมัย การต่อต้านบริษัทยักษ์อย่าง GM ของอเมริกันเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในช่วงปี ค.ศ. 2003-2006 และแพร่กระจายไปทั่วในกลุ่มลูกค้าผู้ภักดีต่อแบรนด์ Saab ทั้งจากอินเทอร์เนต และหน้าหนังสือรถยนต์ชั้นนำของยุโรป

Saab 9-4X 2012
การปล่อยปละละเลยที่เกิดขึ้นยังส่งผลไปถึงการออกขายของรถรุ่นใหม่ล่าสุดที่โดนระงับโครงการไปหลายรุ่น รวมถึงการยุติสายการผลิตในบางรุ่นอีกด้วย ช่วงเวลานั้น รถยนต์ SUV เริ่มได้รับความนิยมสูงมาก บริษัท Saab เองก็พยายามออกแบบรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อที่สมบุกสมบันออกมารุ่นหนึ่ง ถือได้ว่ามันก่อกำเนิดขึ้นก่อนหน้ารถ Crossover ยอดนิยมอย่าง BMW X3 หรือแม้แต่ VW Tiguan แต่แล้วโครงการนี้ก็ถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักจากการตัดสินใจของผู้บริหารในเครือ GM แต่ยังคงส่งรถรุ่น 9-5 ลงทำตลาดเหมือนเดิม รวมถึงการย้านฐานการผลิตจาก Russelheim กลับไปถิ่นเก่าที่ Trollhtten พร้อมกันนั้นได้ทำการยกเลิกสายการผลิตรถเปิดประทุนรุ่น 9-3 Cabriolet ที่มีฐานการผลิตอยุ่ในประเทศออสเตรีย การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทั้งหมดภายในบริษัทนั้น Saab ต้องควักกระเป๋าจ่ายไปแบบเต็มๆ ยิ่งทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทย่ำแย่ลงไปอีก

หลังจากนั้นในช่วงเวลาต่อมาของปี ค.ศ. 2008 บริษัท GM หรือ เจเนอรัล มอเตอร์ ตัดสินใจลงนามข้อตกลงขายธุรกิจรถยนต์ Saab ให้กับกลุ่มบริษัทหุ้นส่วนโดยการนำของ โคนิกเซกก์ ออโตโมทีฟ เอบี (Koenigsegg Automotive AB) บริษัทผลิตรถยนต์ซุปเปอร์คาร์สัญชาติสวีเดนที่เล็งเห็นถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในบริษัทแห่งนี้ที่มีต่อประเทศสวีเดน โดยบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามโดย Saab และ GM ระบุว่าการขายธุรกิจในครั้งนี้น่าจะได้รับเงินทุน 600 ล้านดอลลาร์จากธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป และรับประกันโดยรัฐบาลสวีเดน ส่วนเงินทุนเพิ่มเติมจะได้รับจาก GM และ Koenigsegg Automotive AB อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยมูลค่าการซื้อขายกิจการในครั้งนี้ การซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นไตรมาส 3 ของปี 2008 ทั้งนี้ บริษัท Saab ยื่นข้อเสนอขอปรับโครงสร้างบริษัท เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2008 หลังขาดทุนอย่างหนักจนบริษัทแม่อย่าง GM ต้องพยายามโละทิ้งแบรนด์ Saab โดยผู้ที่พยายามขอซื้อธุรกิจผลิตรถยนต์ของบริษัท Saab มีอยู่หลายราย เช่น บริษัท ไพรเวทอิควิตี เรนโค กรุ๊ป อิงค์ (Renco Group Inc.) และบริษัทเมอร์บังโค อิงค์ (Merbanco Inc.)

แผนการของบริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ หรือ GM ที่จะขายกิจการรถ Saab ต้องเป็นหมันอีกครั้ง หลังจากที่ฝ่ายผู้ซื้อ Koenigsegg Automotive AB ประกาศถอนตัว และส่งผลให้ผู้ผลิตรถแบรนด์เก่าแก่ถึง 60 ปีแห่งสวีเดนรายนี้ต้องเลิกฐานกิจการ เนื่องจากมีหนี้สินค้างชำระเป็นจำนวนเงินมหาศาล ก่อนหน้านี้ GM วางเป้าหมายที่จะขายกิจการ Saab ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2009 ให้แก่หุ้นส่วนที่มี Koenigsegg บริษัทผลิตรถซุปเปอร์คาร์ระดับสูงของสวีเดนเป็นแกนนำ โดยที่ เป่ยจิง ออโตโมทีฟ อินดัสเทรียล โฮลดิง (BAIC) ของจีนประกาศให้การสนับสนุน แต่ค่าย Koenigsegg ซึ่งถนัดผลิตรถสปอร์ตซุปเปอร์คาร์ระดับราคา 1 ล้านดอลลาร์ในรูปแบบลิมิเต็ด อิดิชั่น ขอถอนตัวจากข้อตกลงที่จะเข้าซื้อกิจการของ Saab ดังกล่าว เนื่องจากมองเห็นความเสี่ยงจากการที่ข้อตกลงซื้อขายกิจการล่าช้าไปถึง 5 เดือนหลังจากที่ได้เจรจาในชั้นต้นกับ GM ส่วน BAIC ได้แถลงว่ารู้สึกผิดหวังที่ข้อตกลงต้องยุติลงกลางคัน แต่บริษัทกำลังทบทวนถึงทางเลือกอื่นๆ และยังคงมุ่งมั้นที่จะก้าวขึ้นเป็นบริษัทระดับโลกให้มากขึ้น ฟริตซ์ เฮนเดอร์สัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GM ในห้วงเวลานั้นรู้สึกผิดหวังอย่างมาก โดยกลุ่มผู้บริหารของ GM ได้พิจารณาทางเลือกใหม่ให้กับ Saab ทั้งนี้ แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องดีบอกว่า เนื่องจากการขายกิจการของบริษัท Saab ในครั้งนี้ไม่มีผู้ขอซื้อกิจการรายอื่นอีก จึงมีแนวโน้มว่า GM อาจต้องเริ่มต้นกระบวนการขายกิจการรถ Saab ใหม่ทั้งหมด หรือไม่ก็ปิดกิจการไปเลย สุดท้าย GM ก็ได้เลือกหนทางที่สอง นั่นก็คือการยุติกิจการของแบรนด์ Saab ลงไปโดยปริยาย

ปี ค.ศ. 2010 กับข่าวการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งของค่าย Saab ด้วยการเข้ามาช้อนซื้อกิจการโรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัทแห่งนี้ จากความสนใจและต้องการให้ Saab ดำรงอยู่ต่อไปบนเส้นทางของโลกยนตรกรรมของบริษัทผลิตรถสปอร์ตระดับสูงขนาดเล็กนาม Spyker ด้วยความหาญกล้า CEO ของ Spyder Mr. Victor Mueller โดยใช้ความมุ่งมั่นมุมานะที่จะกอบกู้ให้บริษัท Saab กลับมายืนด้วยความมั่งคงแข็งแกร่งอีกครั้ง ชายผู้ซึ่งกุมชะตากรรมของค่ายรถสปอร์ตขนาดเล็ก Spyker ได้ให้ความเห็นในปี 2010 ตอนที่เข้ามาเสนอตัวมอบเงินทุนในการใช้จ่ายให้กับ Saab ว่า บริษัทแห่งนี้ยังคงพอมีโอกาส และหนทางที่จะเติบโตต่อไปได้ในอนาคต ความมั่นใจดังกล่าวเกิดจากการที่ Victor Mueller มีอาชีพเดิมเป็นนักการเงินการธนาคาร กับทนายความฝีมือเยี่ยมของยุโรป รวมถึงความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะเข้ามาปฏิรูปองค์กรแห่งนี้ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง Mueller มีแนวคิดในการใช้ธุรกิจขนาดกลางถึงเล็กที่ไม่มุ่งเน้นไปที่องค์กรขนาดใหญ่ซึ่งบริหารได้ยากกว่า และใช้การปรับตัวเองเลียนแบบบริษัท Porsche ที่แต่ก่อนเคยผลิตรถยนต์เป็นจำนวนมากจนมาถึงปัจจุบันที่ Porsche ได้ปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของตัวเองจนสามารถขายรถยนต์ในจำนวนน้อยแต่ได้กำไรมาก จากการคิดค้นพัฒนาและลงมือสร้างแต่รถยนต์คุณภาพสูงในจำนวนไม่มากนัก ยอดขายที่ตกต่ำลงกว่า 60% ของบริษัท Saab อาจเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ภารกิจใหม่ของผู้บริหารใหม่คือการดึงจุดคุ้มทุนของค่าย Saab ให้ต่ำลงมากที่สุด การแชร์อะไหล่หรือชิ้นส่วนในรถยนต์ Saab กับค่ายรถอื่นๆ จะช่วยให้บริษัทแห่งนี้อยู่รอดปลอดภัยได้ต่อไปในอนาคต แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้น และทำให้ Saab ต้องพบกับจุดจบในเวลาต่อมา 

ช่วงเวลาต่อมาในปี ค.ศ. 2011 หลังเจอมรสุมลูกใหญ่เพราะขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนทำให้บรรดาซัพพลายเออร์ต่างตัดสินใจยุติการส่งชิ้นส่วน ทำให้โรงงานของ Saab ต้องระงับสายการผลิต แต่ขณะนี้ผู้ผลิตจากสวีเดนเริ่มมีความหวังอีกครั้งเมื่อมีการเปิดเผยว่าทางบริษัทได้เจรจากับซัพพลายเออร์บางรายและตกลงกันได้บ้างแล้ว การที่ซัพพลายเออร์เริ่มรับข้อเสนอของ Saab-Spyker นั้นเป็นเพราะการเข้ามาช่วยเหลือด้านเงินทุนของทางที่ Saab ได้เข้าไปเจรจาหลังจากที่ประสบความล้มเหลวในการขายหุ้นให้กับบริษัทผลิตยานยนต์ชั้นนำ Hawtai จากประเทศจีน โดยทาง Pangda บริษัทร่วมทุนของ Hawtai จะให้ความช่วยเหลือในด้านเงินทุนชั่วคราวเพื่อให้ระบบการผลิตของ Saab ที่หยุดชะงักมานานได้กลับมาเริ่มทำงานอีกครั้ง Mr. Gunnar Brunius ผู้จัดการด้านการจัดซื้อและผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตกล่าวว่า ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา Saab ได้เจราจากับซัพพลายเออร์จำนวน 800 ราย และมีโอกาสได้ทำข้อตกลงกับบางรายแล้ว ซึ่งก็รวมถึงซัพพลายเออร์ที่ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกอย่าง Plastal โดยเชื่อว่าสำหรับรายที่ยังไม่ได้ข้อสรุปคาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานนักในการยุติปัญหาเพื่อให้ไลน์ผลิตของค่าย Saab กลับมาดำเนินงานได้เหมือนเดิม ภายใต้สัญญาที่ Saab ทำกับทาง Pangda นั้นบริษัท Hawtai จากประเทศจีนจะให้เงินจำนวน 30 ล้านยูโร หรือ 1,320 ล้านบาท เพื่อทำให้ไลน์ผลิตของ Saab กลับมาทำงาน โดยทางบริษัท Saab จะส่งรถยนต์ให้กับทาง Pangda เพื่อขายในตลาดจีน และทาง Pangda ก็จะเพิ่มเงินทุนอีก 65 ล้านยูโร หรือ 2,860 ล้านบาท ในการซื้อหุ้นจำนวน 24% จากทางค่าย Spyker

และนี่คือเส้นทางอันระหกระเหินจากมรสุมลูกใหญ่ที่พัดกระหน่ำบริษัท Saab ตั้งแต่การออกแบบทั้งภายในและภายนอกที่ล้าหลัง การทำตลาดที่ยากลำบากในปัจจุบัน ท่ามกลางการแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายของค่ายรถทั่วโลก รวมถึงความไม่จริงใจในธุรกิจที่กลายเป็นคมหอกคมดาบหันกลับมาทิ่มแทงบริษัทผลิตรถยนต์เก่าแก่จากสวีเดนแห่งนี้ เรื่องราวอันแสนวุ่นวายของบริษัท Saab จบสิ้นลงอย่างน่าเศร้าใจโดยกลายเป็นแบรนด์ที่ถูกทอดทิ้งให้ต้องผจญกับหนี้สินจำนวนมาก เป็นวิบากกรรมของบริษัทรถยนต์จากสวีเดนในฐานะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีสินค้าคุณภาพ แต่มีการบริหารงานที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงทั้งดีไซน์ และรูปแบบภายในที่ซ้ำซากจำเจนั่นเอง.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

Saab ยานยนต์สวีเดน กับจุดจบอันน่าเศร้าใจในวงการยนตรกรรม 10 พ.ค. 2559 14:37 11 พ.ค. 2559 10:28 ไทยรัฐ