วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทีเอ็มบี ชี้ ศก.ไทย มีสัญญาณบวก คาด กนง. 11 พ.ค. คงดอกเบี้ย 1.50%

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี คาด กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.50 ในการประชุมวันที่ 11 พ.ค.นี้ หลัง ศก.ไทย มีสัญญาณบวกมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกที่ขยายตัว 2 เดือนติดต่อกัน ...

วันที่ 9 พ.ค.59 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ระบุว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งก่อน ในวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 เนื่องจากมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบัน ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม และต้องการรักษาความสามารถในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ในกรณีที่เศรษฐกิจเผชิญกับความเสี่ยงในระยะต่อไป นอกจากนี้ กนง. ยังแสดงความกังวลต่อค่าเงินบาทซึ่งมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออก

สำหรับสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา มีทั้งปัจจัยที่อยู่ในภาวะอ่อนแอ และปัจจัยที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยอุปสงค์ในประเทศอยู่ในภาวะเปราะบาง การบริโภคภาคเอกชนโดยรวมมีแนวโน้มทรงตัว การใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน มีแนวโน้มขยายตัวได้อ่อนๆ อย่างไรก็ตาม การบริโภคสินค้าคงทนชะลอตัวลง เนื่องจากความต้องการการซื้อรถยนต์ส่วนหนึ่งถูกดึงมาใช้ล่วงหน้า ก่อนมีการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตในช่วงต้นปี ในขณะที่ ปัญหาจากภาวะภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรในระดับต่ำ ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร ทำให้ทิศทางของการบริโภคในประเทศยังดูไม่ดีนัก ด้านการลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มขยายตัวได้ในระดับต่ำ สอดคล้องกับกำลังการผลิตส่วนเกินที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ยังไม่ปรับขึ้นอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ภาคการส่งออกมีแนวโน้มปรับดีขึ้น หลังสามารถขยายตัวได้ 2 เดือนติดต่อกัน ในเดือน ก.พ. และ มี.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 10.3 และ 1.3 ตามลำดับ หลังหดตัวติดต่อกันต่อเนื่องกว่า 13 เดือน แม้การขยายตัวดังกล่าว ยังคงไม่บ่งบอกถึงสัญญาณฟื้นตัวของภาคส่งออกอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการเพิ่มขึ้นจากปัจจัยชั่วคราว จากการส่งออกทองคำและรายการพิเศษ ซึ่งเมื่อหักรายการเหล่านี้ไป การส่งออกยังคงหดตัวร้อยละ 4.6 และ 1.1 ตามลำดับ แต่ก็นับว่า การส่งออกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดือน ม.ค. และไตรมาสสุดท้ายของปี 2558 ซึ่งส่งออกหดตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 8.3

อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ตั้งแต่ต้นปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยค่าเงินบาทในปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 34.9 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี โดยการแข็งค่าของค่าเงินบาท มีสาเหตุจาก การชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดกระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามายังตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ จากตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จึงมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกภายในปีนี้ และเมื่อถึงช่วงเวลาดังกล่าวเงินทุนจะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ไปยังสหรัฐฯ อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงบ้าง 

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ทยอยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือน เม.ย. เงินเฟ้อ พลิกกลับมาเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน โดยขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 0.1 ซึ่งนับว่า เป็นการกลับขึ้นมาอยู่ในแดนบวกเร็วกว่าที่ศูนย์วิเคราะห์ฯ ประเมินไว้ในช่วงกลางปี ดังนั้น ศูนย์วิเคราะห์ฯ จึงมองว่า กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ ร้อยละ 1.50 ในการประชุมวันที่ 11 พ.ค.นี้

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี คาด กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.50 ในการประชุมวันที่ 11 พ.ค.นี้ หลัง ศก.ไทย มีสัญญาณบวกมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกที่ขยายตัว 2 เดือนติดต่อกัน ... 9 พ.ค. 2559 15:11 9 พ.ค. 2559 16:00 ไทยรัฐ