วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สวย เก่ง รอบด้านต้นแบบ ผู้หญิงยุคใหม่ สไตล์ ดร. พิมพ์ขวัญ

กลับมาอีกแล้วกับ ไฮโซโปรไฟล์ คอลัมน์ควานหาเซเลบฯ หน้าใหม่ที่มีประวัติไม่ธรรมดา และวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักเพชรเม็ดงามอีกหนึ่งคน ไม่เพียงแต่จะเป็นสาวสวย เรียนเก่ง มีดีกรีดอกเตอร์การันตีตั้งแต่อายุยังน้อย ทว่าเธอยังประสบความสำเร็จในธุรกิจความงามของตัวเองในวัยเพียง 26 ปี ซึ่งแน่นอนว่า หลายคนนิยามให้เธอเป็นผู้หญิงยุคใหม่แห่งปีที่มีพร้อมทั้งความสวย ความเก่ง และความฉลาด …

เกริ่นก่อนว่า 'ดร.พิมพ์-พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล' สาวเก่งสุดมั่นเป็นลูกสาวคนโตของ 'นพ.ประจักษ์-วราภรณ์ บุญจิตต์พิมล' สองผู้บริหาร และผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทในเครือโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 นอกจากเธอจะเรียนเก่งเว่อร์ (ตามคุณพ่อคุณแม่) จนจบดอกเตอร์ในวัยเพียง 26 ไปแล้ว ก่อนหน้านี้เธอยังคว้าปริญญาโท 2 ใบมาครองได้สำเร็จ โดยใบแรกของเธอนั้นเป็น สาขากฎหมายยุโรป (กฎหมายระหว่างประเทศ) จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และใบที่สองเกี่ยวกับ International Health Management ซึ่งเธอได้บินลัดฟ้าไปเรียนต่อถึงมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ (Imperial College) ประเทศอังกฤษ

แนะนำตัวเองหน่อย
ชื่อ 'พิมพ์-พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล' นะคะ เราเพิ่งเรียนจบปริญญาเอกด้าน Public Health มาหมาดๆ เลยที่จุฬาฯ ตอนนี้กำลังทำคลินิกความงามของตัวเอง ชื่อ Virtal Glow : Skin &Aesthetic ซึ่งอยู่ชั้น 3 ในส่วนของโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 (ที่เป็นของคุณพ่อคุณแม่) มันเป็นคลินิกเกี่ยวกับความสวยความงาม การดูแลผิวพรรณ-รูปร่างทั้งหมดเลย นอกจากนี้ก็มีขายอาหารเสริม และขายครีมผลิตภัณฑ์ดูแลผิว แบรนด์ 'ดิ ออร่า' ซึ่งอันนี้เพิ่งเปิดตัวไปประมาณ 2 อาทิตย์ที่แล้วเอง ผลตอบรับก็เป็นที่น่าพอใจอยู่นะ

อายุ : 26 ปี
วันเกิด : 13 ก.ค. 1989
ส่วนสูง น้ำหนัก : 168 ซม. - 51 กก.
พี่น้อง : มีน้องชาย 1 คนค่ะ ชื่อ 'อะตอม' อายุ 24 ปี
อาชีพในปัจจุบัน : เจ้าของธุรกิจ Vital Grow
อาหารที่ชอบ : อาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะ O-toro Sashimi และ Uni สดๆ
สิ่งที่เกลียด-กลัวสุดๆ : เกลียดแมลงสาบ และกลัวผีสุดๆ แค่คิดก็…บรื๋อออ
คติประจำใจ : Be somebody who makes everybody feel like a somebody
Instagram : dr.pimkhwan
Facebook : Pimmie Bun

นี่แหละ...พิมพ์ขวัญ!
ใครเห็นก็มองว่าเราเซลฟ์ มั่นใจในตัวเองมาก ซึ่งเราก็ยอมรับนะ ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็กๆ เราจะเป็นคนขี้อายสุดๆ แตกต่างจากตอนนี้เลย ตอนเด็กๆ เวลาไปพรีเซนต์หน้าห้องจะเขินอาย เหงื่อออกตลอด ไม่กล้าทำโน่นทำนี่ หรือแม้แต่เสนอไอเดียของเราเองเพราะกลัวว่าคนอื่นจะไม่โอเคด้วย แต่พอผ่านไปมันเริ่มโตขึ้น เราก็เริ่มกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องความรู้สึก ความคิดอะไรต่างๆ ถ้าเราคิดแบบนี้ก็จะบอกให้คนอื่นรู้ ถ้าเขาไม่คิดเหมือนกับเรา เราก็แค่รับฟังว่าเขาคิดยังไง ทำตัวให้เป็นน้ำไม่เต็มแก้ว ซึ่งเราว่ามันเป็นอะไรที่ดีมากๆ ฟังความคิดคนอื่นให้เยอะๆ เราจะได้เอามาพัฒนาต่อยอดความคิดเราได้ ถ้าเราไม่ฟังเลย หรือไม่เคยเสนอไอเดียความคิดให้คนอื่นรู้เลย เราก็จะไม่มีทางรู้ว่าคนอื่นมีฟีดแบ็กกลับมายังไง และเราจะไม่มีทางพัฒนาได้ ความคิดก็จะติดอยู่ที่เดิม

ตอนเด็กๆ เราเคยประกวดมิสทีน ไทยแลนด์ เพราะว่าอยากรู้ว่าตัวเองมีความกล้าแสดงออกมากแค่ไหน เราก็จะได้ฝึกตรงนี้ด้วย เราชอบที่มีสอนโน่นสอนนี่นะ ได้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆ เยอะเลย ได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคย นั่นอาจเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เราเป็นคนกล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น จำได้ว่าตอนนั้นหนีคุณพ่อคุณแม่ไปสมัครด้วย เพราะพวกเขาไม่ได้สนับสนุนให้เข้าวงการเลย แต่มันก็ดีนะ มันทำให้เราได้ลองอะไรหลายๆ อย่างที่ท้าทายตัวเราพอสมควรเลย

นิสัยส่วนตั๊ว ส่วนตัว
อเลิร์ตนิดๆ อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ จะต้องออกไปที่นั่นที่นี่ตลอด (หัวเราะ) อย่างเวลาอ่านหนังสือก็จะอ่านได้แป๊บนึงแล้วเดินไปไหนไม่รู้ สติไม่ค่อยมี แต่เราเป็นคนเก็ตเร็วนะ เพื่อนๆ ชอบบอกว่าเราคุยเก่งมาก...ก นิสัยคล้ายคุณพ่อ หรือคุณแม่มากกว่ากัน ? เรานิสัยคล้ายคุณพ่อนะ หลายๆ อย่างเลย ไม่เรื่องมาก ง่ายๆ สบายๆ ผู้หญิงทั่วไปจะชอบช็อปปิ้ง แต่เราไม่ชอบช็อปปิ้ง อย่างล่าสุดไปญี่ปุ่นกัน คุณแม่จะชอบพาเดินซื้อโน่นนั่นนี่ เรายังคุยกับคุณพ่ออยู่เลยว่าขี้เกียจ อยากนั่งคาเฟ่ชิลชิล ไม่ชอบไปในที่คนเยอะ-วุ่นวาย คือเราก็อยากมีเสื้อผ้าสวยๆ นะ แต่ไม่อยากเดินเลือกซื้อเอง

เป็นคุณหนูเรื่องเยอะ ทำอะไรเองไม่เป็น ?
มีคนบอกเยอะมากๆ แต่เขาเข้าใจผิดนะ (หัวเราะ) สมัยก่อนเราอายุ 15 สอบเทียบเข้ามหา'ลัยได้แล้ว แต่มันต้องลงทะเบียนเรียนเอง ซึ่งเราก็ทำไม่เป็น เพราะตอนอยู่โรงเรียนมันไม่ต้องลงทะเบียน แค่จ่ายตังค์ก็เข้าไปเรียนได้เลย ก็เหมือนตอนนั้นก็ให้เลขาฯ คุณพ่อช่วย ทุกคนก็เลยแบบเอ๊ะ! เรามีเลขาฯ ด้วยหรือ ประมาณนี้ และตอนเรียนที่โรงเรียนเขาฟิกให้เรียน 8 โมงถึงบ่าย 2 คือนักเรียนทุกคนต้องเข้าเรียน แต่เราจะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ นั่นก็เลยทำให้คนเริ่มเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเรายิ่งมีคนขับรถ มีเลขาฯ ของคุณพ่อที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงไปไหนมาไหนด้วยตลอดอีก มันก็เลยทำให้พอมีคนเห็นก็คิดว่าเราเป็นคุณหนูทำอะไรไม่เป็นเลย ทุกคนเข้าใจว่า นั่งรถตู้ มีคนขับรถ มีพี่เลี้ยง เราเป็นคุณหนูแน่นอน ถ้าถามเรา เราไม่ได้ปฏิเสธนะ เพราะภาพมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ถามว่าคุณหนูคืออะไร เราดูลุคคุณหนูก็จริง ทว่าเป็นคุณหนูก็ต้องทำงานด้วยนะ ไม่ใช่เที่ยวเล่น ขอตังค์คุณพ่อคุณแม่ไปวันๆ สำหรับเราตอนนี้ใครเห็น-ใครคิดอะไรก็ปล่อยไป เพราะความคิดเราลุคคุณหนูก็ไม่ได้เลวร้าย หรือแย่อะไร เพราะส่วนตัวเราก็เป็นคนขี้เกียจขับรถ ไหนจะรถติด ไหนจะต้องไปหลายที่ ทำหลายอย่างในวันเดียว ถ้ามานั่งขับรถเองก็ไม่มีเวลาทำงาน งั้นสู้จ้างคนขับรถดีกว่า...จริงไหม ?

เคยมีคนถามเหมือนกันนะว่า เราสามารถทำอะไรเองทุกอย่างได้ไหมโดยไม่ต้องพึ่งคนขับรถ พี่เลี้ยง แม่บ้าน เราก็ตอบตรงๆ ตลอดว่า ชีวิตเราไม่สามารถทำทุกอย่างเองได้หมด อย่างเรื่องขับรถ เราเป็นคนขับรถช้ามาก ชีวิตเราจะไม่มีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่มีคนขับรถ เพราะกว่าจะหาที่จอด กว่าจะทำอะไร เรารู้สึกว่ามันกินเวลาพลังงานชีวิตไปค่อนข้างเยอะ ฉะนั้นเราไม่มีคนรถไม่ได้ แต่ทว่างานบ้านเรา (พอจะ) ทำเองได้นะ แต่มันก็ออกมาไม่ได้ดีเท่าไร เพราะเราเอาตัวเองเป็นหลัก อยู่ง่าย กินง่าย แต่ไม่ค่อยเก็บ

ไลฟ์สไตล์สุดชิล
เราเป็นคนไม่มีไลฟ์สไตล์อะไรเท่าไรเลยนะ นอกจากออกกำลังกาย ทำงาน เราเป็นคนชอบทำงานมาก...ก บางวันทำงานเสร็จก็กลับบ้านค่ำๆ หน่อย หรือบางวันทำงานที่บ้านแล้วก็นอน ใช้ชีวิตอยู่ในห้องนอนคุณแม่ ห้องนอนตัวเอง แค่ออกกำลังกาย ทำงานทั้งวันก็หมดเวลาแล้ว ออกกำลังกายอันนี้คือเราเน้นสุขภาพภายใน ไม่ได้จะเอาหุ่นซิกซ์แพ็กอะไรนะ เราเป็นคนชอบเล่นกีฬาอย่างเทนนิส ตีกอลฟ์ ว่ายน้ำนี่จะเก่งมาก (หัวเราะแบบยิ้มๆ) แต่ช่วงหลังไม่ได้ว่ายแล้วนะ เพราะมันจะทำให้ฟันเสีย

เอาจริงๆ ตอนนี้ในหัวเราไม่ว่าหยุด หรือไม่หยุดทำงาน ก็จะคิดแต่เรื่องธุรกิจตลอดเวลา ตอนนี้คือเราบ้าคลั่งการทำธุรกิจมากเพราะเหมือนเพิ่งเรียนจบ และอยากสร้างเงินมหาศาลด้วยตัวเอง ฉะนั้นเป้าหมายชีวิตเรา ณ ขณะนี้ก็คือ เรื่องลุยธุรกิจหลักๆ เลย ไม่มีอย่างอื่นจริงๆ เราไม่เคยรู้สึกเหนื่อย หรือเครียดเวลาทำงานนะ เพราะเราชอบ สนุกกับมัน และอยากทำจริงๆ


สไตล์การแต่งตัว
แล้วแต่คุณแม่จัดให้เลยค่ะ (หัวเราะร่า) เราเป็นคนขี้เกียจเลือกเสื้อผ้าใส่ แบบอยากมีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ ถูกเตรียมไว้ให้โดยที่เราไม่ต้องเลือกเอง ถ้าถามว่าเราชอบแบบไหน สไตล์ไหน เอาจริงๆ เราก็ใส่ได้หมดนะ แต่ที่ชอบสุดก็คงเป็นแนวจัมพ์สูท ดูทะมัดทะแมง เท่ๆ เป็นสาวทำงาน ไม่หวานจ๋า บุคลิกฯ เราไม่ใช่คนหวานนะ ถึงหน้าจะดูหวาน ดุๆ หน่อย แต่จริงๆ แล้วเราไม่ใช่คนหวานเลย ด้านคุณแม่จะชอบเลือกเสื้อผ้าแนวหวานๆ ให้ใส่ตลอด นั่นทำให้บางทีเราต้องใส่หวานบ้าง เพราะคุณแม่เป็นคนเลือก อย่างชุดที่ใส่อยู่ตอนนี้คุณแม่ก็เป็นคนเลือกให้...หวานป่ะล่ะ ?!

เวลาอยู่บ้านจะแต่งตัวเว่อร์อลังการเหมือนคุณหนูในละครเลยไหม ? ไม่นะ จะชิลๆ ธรรมดาเลย ไม่ใส่แอคเซสเซอรี่ด้วย เราเป็นคนไม่ชอบใส่อะไรพวกนี้เลย กลัวหายด้วย แล้วเราก็ชอบออกกำลังกาย นั่นทำให้เวลาเปลี่ยนชุดก็ต้องถอดมันออกอยู่ดี เราก็เลยไม่ใส่อะไรเลย ง่าย สะดวกดี

เคล็ดลับหน้าเด็ก ใสกิ๊งเว่อร์

ก็ไม่ได้เด็กอะไรขนาดนั้น แต่หลักๆ ก็คงเน้นทานอาหารดีๆ อย่างผักผลไม้ที่สะอาด จำพวกปลาต่างๆ เราจะไม่ค่อยทานเนื้อเพราะมันย่อยยาก และการออกกำลังกายก็สำคัญ มันเป็นการดูแลจากภายในจริงๆ เวลาออกกำลังกายจนเหงื่อออก มันคือการดีท็อกซ์จากรูขุมขน ทำให้ผิวหน้า-ผิวพรรณของเราใสจากข้างในอย่างถาวร โดยที่ไม่ต้องพึ่งเข็มอะไรเลย ส่วนครีมต่างๆ มันช่วยแค่ภายนอกเท่านั้น ช่วยยังไง ช่วยให้ผิวของเราไม่แห้ง เพราะเวลาผิวแห้งจะทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย และหายยาก ซึ่งมันเป็นอะไรที่ไม่โอเค ฉะนั้นแล้วเราแนะนำให้ดูแลจากภายใน และภายนอกควบคู่กัน อย่าเลือกทำเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง

เคยมีเพื่อนๆ มาปรึกษาเหมือนกันเรื่องสุขภาพผิว เราย้ำมาตลอดว่า 'ไม่แนะนำ' ให้ทุกคนไปพึ่งการฉีดอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฉีดกลูต้า ฉีดโบท็อกซ์ หรือร้อยไหม อะไรก็ตามแต่ เพราะพวกนี้มันเหมือนการซื้อเวลา ต้องฉีดตลอดเรื่อยๆ ทุก 6 เดือน ไม่มีที่สิ้นสุด มันไม่ได้หายถาวร มันเหมือนเอาเงินไปทิ้งโดยใช่เหตุ ซึ่งเราไม่สนับสนุนตรงนี้เลย

แชร์ประสบการณ์ชีวิตเด็กนอก
ถ้าเป็นเรื่องเรียน...มันยาก และท้าทายเรามากพอสมควรเลย เรียนหนักสุดๆ ค่อนข้างทำการบ้านเยอะมากๆ เพราะคณะที่เราไปเรียน (ป.โท) มีแต่แพทย์เรียน ซึ่งส่วนใหญ่ก็อายุ 40-50 ปี และมีประสบการณ์ทำงานมาก่อนแล้วทั้งนั้น ฉะนั้นพอเราไปเรียนมันเป็นอะไรที่หนักมากๆ ไหนจะต้องเข้าหาผู้ใหญ่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ และด้วยความที่เราเพิ่งเรียนจบยังไม่มีประสบการณ์ทำงานเลย ก็ต้องพยายามทำตัวไม่ให้เป็นจุดด้อย ช่วยอะไรได้ก็ช่วย เรียนที่โน่นไม่เหมือนไทยนะที่แค่จดเลกเชอร์ จำๆ เอาไปสอบ ที่โน่นคือจะต้องไปนั่งแชร์ความรู้กันว่า แต่ละคนเคยเจอเคสแบบไหนกันมาบ้าง และถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นจะแก้ไขยังไง ซึ่งเราเป็นคนไม่มีประสบการณ์มาก่อน มันก็เลยเป็นเรื่องยาก และกดดันพอสมควรในตอนแรกๆ ทว่าฝรั่งค่อนข้างฟรีสไตล์อยู่แล้ว เวลาคุยกันก็จะเหมือนเพื่อนกันมากกว่า ไม่มีผิดไม่มีถูก นั่นก็เลยทำให้เราใช้เวลาปรับตัวไม่นาน ค่อยๆ ศึกษา ทำการบ้านไปเรื่อยๆ เวลารวมกลุ่มกันทำรายงาน เราก็จะช่วยในส่วนของงานพรีเซนต์แทน เพราะว่าเราขาดประสบการณ์ทำงาน คุณหมอท่านอื่นๆ ก็จะส่งเราเป็นตัวแทนออกไปพรีเซนต์ตลอด เราก็จะรับหน้าที่ตรงนั้นไป

ส่วนเรื่องการใช้ชีวิตที่โน่น ถือว่าโอเคเลยนะ ทำให้เราโตขึ้นเยอะเลย จากตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำอะไรเองมาก่อนก็กลายเป็นอยู่เมืองนอกต้องทำอะไรเองทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ว่ามันจะดีสุดนะ ทำได้แบบเป็ดๆ อะ (หัวเราะร่า) อย่างแต่ก่อนไม่เคยทำอาหารทานเองเลย พอมาอยู่ที่โน่นก็ต้องฝึกทำอาหารเองมากขึ้น ตั้งแต่เดินเข้าซุปเปอร์ เลือกซื้อวัตถุดิบเองทุกอย่าง เราจะเลือกทำอะไรเบาๆ อย่างเช่น สลัด ปลานึ่งที่ทำง่ายๆ ใช้เวลา 15 นาทีก็ทานได้แล้ว หรือแม้แต่งานบ้านก็เอาที่เราสะดวก เก็บบ้าง ไม่เก็บบ้าง (หัวเราะเขินๆ) พอคุณแม่ส่งแม่บ้านมา ทุกอย่างค่อยโอเคขึ้นหน่อย

เพื่อนๆ ที่โน่นก็น่ารัก เฟรนด์ลี่กันมากๆ เราเป็นคนปรับตัวเข้ากับคนอื่นง่ายอยู่แล้วด้วย ปรับตัวค่อนข้างเร็วกับสถานการณ์ต่างๆ เรื่องอยู่-เรื่องกินก็ง่าย ไม่ยุ่งยาก เรื่องเยอะ มันก็เลยโอเค รู้สึกสนุกที่ได้ไปเรียน ไปใช้ชีวิตอะไรต่างๆ ที่โน่น

กิจกรรมในรั้วมหา'ลัย
เราเป็น Student Ambassador เป็นประธานนักเรียน และเป็นตัวแทนของ Business School พรีเซนต์มหา'ลัยให้กับน้องๆ ที่สนใจเข้ามาเรียน เวลามีนักเรียนใหม่เข้ามา เราก็จะเป็นตัวแทนเล่าถึงประสบการณ์ว่าอะไร ยังไง เรียนที่โน่นต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ทำอะไรบ้าง รอบๆ มหา'ลัยเป็นยังไง สมัครเมื่อไหร่ ซึ่งมันก็จะมีอะไรแบบนี้อยู่ทุกๆ ปี

กับธุรกิจความงาม Virtal Glow : Skin &Aesthetic
ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว กำลังไปได้สวยเลย สิ่งที่เราวางแพลนต่อไปก็คือ ทำให้มันครบวงจรมากขึ้น มีทั้งอาหารเกี่ยวกับสุขภาพ วิตามินเสริม และครีมบำรุงต่างๆ แล้วก็ขยายให้มีหลายๆ สาขา ไม่ใช่แค่เฉพาะในเมืองไทย ที่เราคิดไว้ก็อาจจะมีขยายไปประเทศลาว และประเทศคนแขก คิดว่าน่าจะดีนะ เพราะทั้งสองที่มีคลินิกความงามน้อยมากๆ (มีแต่น้อยมากก...ก) ไม่เหมือนที่ไทยเดินไปไหนก็เจอ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราบุกตลาดได้ง่าย และรวดเร็ว รวมถึงได้ฟีดแบ็กเป็นที่น่าพอใจกลับมา ส่วนฝั่งยุโรปเรายังไม่ได้มองเลย เพราะว่าเขาค่อนข้างสตริคในเรื่องแบบนี้มาก เวลาจะเข้าไปมันค่อนข้างยากนิดนึง ฉะนั้นตอนนี้เราจะเล็งหาตลาดที่มีความยืดหยุ่นง่ายหน่อย อย่างในตลาดเอเชียที่มีคู่แข่งน้อย หรือเข้าไปเปิดตลาดในประเทศที่ยังไม่พัฒนามากนัก

ด้านคุณพ่อคุณแม่ถามว่าคาดหวังกับธุรกิจของเรามากแค่ไหน เราตอบได้เลยว่า...คาดหวังอยู่ค่อนข้างมากทีเดียว ถึงพวกเขาจะชอบพูดว่าไม่คาดหวังก็เถอะ แต่เราก็รู้อยู่ลึกๆ ในใจว่ามันไม่ใช่ ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มจากศูนย์มาก่อน พวกเขาเหนื่อยมานานกว่าจะขนาดนี้ เขาก็ไม่อยากปล่อยให้ธุรกิจตรงนี้โดนขายไป ฉะนั้นมันก็เป็นหน้าที่เราที่จะพยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งในส่วนของโรงพยาบาล และธุรกิจความงาม รั้งมันไว้ให้ถึง Gen 3 เพราะ Gen 4-5 เราไม่สามารถคอนโทรลได้แล้ว

จนถึงตอนนี้เราแน่ชัดกับตัวเองแล้วว่า จะมาทางสายนี้แน่นอน เพราะเราชอบ-สนใจด้านนี้จริงๆ เรามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า 'จะต้องทำในสิ่งที่เราคิดว่าเก่งที่สุด' ในที่นี้ไม่ได้เปรียบกับคนอื่นนะ ทว่าเก่งสุดเมื่อเปรียบกับตัวเอง และเราต้องมีใจรักที่อยากจะทำจริงๆ จริงจังกับมัน แล้วเราจะทำมันออกมาได้ดีที่สุด!

กลับมาอีกแล้วกับ ไฮโซโปรไฟล์ คอลัมน์ควานหาเซเลบฯ หน้าใหม่ที่มีประวัติไม่ธรรมดา และวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักเพชรเม็ดงามอีกหนึ่งคน ไม่เพียงแต่จะเป็นสาวสวย เรียนเก่ง มีดีกรีดอกเตอร์การันตีตั้งแต่อายุยังน้อย ทว่าเธอยังประสบ 9 พ.ค. 2559 14:15 ไทยรัฐ