วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กฎหมายปรองดอง ล้างทุกสี รออาญาตลอดชีวิต

กรณียอมรับผิด-ห้ามทำอีก สปท.เสนอใช้ก่อนเลือกตั้ง ศาลให้ประกันตัว‘แม่จ่านิว’

ศาลทหารอนุมัติฝากขัง “แม่จ่านิว” ผัดแรก 12 วัน แต่ให้ประกันตัว เจ้าตัวชี้ตกเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดาน ถูกตั้งข้อหาโยงใยการเมือง ลั่นพร้อมต่อสู้เคียงข้างลูก ไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว “จ่านิว” สับแหลกรัฐบาลกระทำเยี่ยงโจร ยันไม่หยุดเคลื่อนไหว ขอนำสังคมหลุดพ้นความกลัว “อ๋อย” สลดใจอุทาหรณ์สุดโหดเหี้ยม ด้าน ปชป.จี้รัฐชี้แจงแยกแยะให้ชัด หวั่นต่างชาติเข้าใจผิด ใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือสร้างบรรยากาศความกลัว “เสรี” เผย สปท.ด้านการเมืองปิ๊งไอเดียใช้ ก.ม.สร้างความปรองดอง เป่าทิ้งคดีผิดเล็กน้อย ส่วนคดีร้ายแรงให้ออก พ.ร.บ.รอการกำหนดโทษ ยอมรับผิดแล้วรอลงอาญาไว้ตลอดชีวิต ห้ามทำผิดซ้ำอีก เร่งผลักดันให้ใช้ก่อนมีเลือกตั้ง สตง.เสียงแข็ง “สุขุมพันธุ์” หนีความรับผิดชอบไม่พ้น กรณีติดตั้งไฟแพงระยับ 39.5 ล้านบาท “วิลาศ” เตรียมยื่นสอบเพิ่ม 2 รองผู้ว่าฯ แนะตรวจสอบเส้นทางการเงินไหลผ่าน ขรก.หญิงหิ้วแบรนด์เนม จะเห็นเครือข่ายทั้งหมด พท.เสนอนายกฯ รื้อโครงสร้าง กทม.แก้ปัญหาเรื้อรัง กระจายอำนาจผู้ว่าฯ ไปให้ ผอ.เขต กำหนดให้เลือกตั้งนายก “นคร”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันทีเมื่อ น.ส.พัฒน์นรี หรือหนึ่งนุช ชาญกิจ มารดาของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ถูกจับกุมตัวหลังตกเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 ส่งผลให้เครือข่ายนักวิชาการ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดศาลทหารได้พิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว

คุมตัว “แม่จ่านิว” ฝากขังศาลทหาร

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 8 พ.ค. ที่กองบังคับ การปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) คุมตัว น.ส.พัฒน์นรี หรือหนึ่งนุช ชาญกิจ มารดานายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ เลขที่ 36/2559 ข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 ออกจากกองปราบปราม เพื่อไปฝากขังผัดแรกที่ศาลทหาร กรมพระธรรมนูญ ถนนหลักเมือง เขตพระนคร กทม.

“จ่านิว” อัดรัฐบาลกระทำเยี่ยงโจร

ขณะที่นายสิรวิชญ์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า หากแม่ไม่ได้รับการประกันตัว อาจมีผลกระทบต่อการเรียนของผมบ้าง เพราะต้องเอาเวลามาดูแลครอบครัว แต่ยังเชื่อมั่นว่าน่าจะจัดการเรื่องเรียนและครอบครัวได้ คงไม่ยากเกินไป ส่วนเรื่องกำลังใจผมกับแม่ก็มีกำลังใจมากขึ้นหลังจากที่ คสช.มาเล่นลูกไม้แบบนี้ ใช้แม่มาเป็นเครื่องมือการเมือง อยากจะบอกว่าถ้ามีปัญหากับผมก็มาเคลียร์กันโดยตรง อย่าทำแบบนี้ไหนๆก็เป็นรัฐบาลแล้วก็ให้สมกับเป็นรัฐบาลไม่ใช่มาทำพฤติการณ์เยี่ยงโจร

ทนายค้านฝากขัง-ขอประกันตัว

จากนั้นเวลา 07.30 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัว น.ส.พัฒน์นรีเดินทางมาศาลด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกับสัมภาระเสื้อผ้า โดย น.ส.คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทีมทนายความ น.ส.พัฒน์นรีเผยว่า ทีมทนายได้นำเอกสารหลักฐานเพื่อคัดค้านประเด็นการสอบสวน ซึ่งผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี เพราะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายจับ ซึ่ง น.ส.พัฒน์นรีได้ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด หลักฐานที่เตรียมมาในวันนี้เป็นหลักฐานที่คัดค้านการฝากขังและหลักทรัพย์การประกันตัววงเงิน 500,000 บาท ต่อมาเวลา 08.40 น. นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” เดินทางมายังศาลทหารด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และไม่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

ศาลทหารอนุมัติฝากขัง 12 วัน

กระทั่งเวลา 09.30 น. ตุลาการศาลทหารนั่งบัลลังก์พิจารณาคำร้องขอฝากขัง โดยพนักงานสอบสวนร้องขอฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ให้เหตุผลว่าต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีก 7 ปาก และต้องตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องหา โทรศัพท์มือถือ พร้อมทั้งตรวจสอบประวัติลายนิ้วมือ รวมถึงคดีมีอัตราโทษสูงเกิน 10 ปี ขณะที่ทีมทนายความของ น.ส.พัฒน์นรีคัดค้านการฝากขังต่อศาลใน 4 ประเด็นคือ 1. ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี 2. ความผิดดังกล่าวยังไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามข้อกล่าวหา 3. ผู้ต้องหาไม่อาจไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน และ 4. การคุมขังผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้นำครอบครัวจะส่งผลทำให้ครอบครัวเดือดร้อน โดยท้ายคำร้องในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นให้ประกันตัว เพราะผู้ต้องหาได้มามอบตัวตามระเบียบ แต่ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าไม่สมควรให้ประกันเพราะคดีมีอัตราโทษสูง ทั้งนี้ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรให้ฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวนเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 8-19 พ.ค. นำตัวไปส่งที่ทัณฑสถานหญิงกลาง กทม.

อนุญาตประกันตัววงเงิน 5 แสน

ต่อมาเวลา 11.30 น. ตุลาการศาลทหาร ได้พิจารณาคำร้องขอประกันตัว น.ส.พัฒน์นรี หรือหนึ่งนุช ชาญกิจ ที่นายประกันได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 5 แสนบาท โดยตุลาการศาลทหารอนุญาตให้ประกันตัว มีเงื่อนไข 1. ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 2.ห้ามยุยงปลุกปั่น ห้ามชุมนุมทางการเมือง

“แม่จ่านิว” ลั่นพร้อมสู้เคียงข้างลูก

เมื่อเวลา 16.20 น. ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำคลองเปรม เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ปล่อยตัว น.ส.พัฒน์นรีเป็นอิสระ โดยมีนายสิรวิชญ์ บุตรชาย พร้อมทีมทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางมาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น เมื่อ น.ส.พัฒน์นรี เห็นหน้าจ่านิวบุตรชายที่มารอรับถึงกับน้ำตาคลอ ทั้งคู่โผเข้าโอบกอดกันด้วยความดีใจ จากนั้นมารดาจ่านิวกล่าวว่า ขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม ขอยืนยันปฏิเสธข้อหาตามมาตรา 112 เพราะไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆทั้งสิ้น ตอนนี้ไม่ต่างกับผ้าขาวที่เปื้อนโคลน ต้องหาทางซักให้กลับมาสะอาดเหมือนเดิมให้ได้ มั่นใจว่าการถูกตั้งข้อหานี้เกี่ยวโยงกับการเมือง ทำให้ต้องเป็นหมากตัวหนึ่งที่ถูกเดิน อย่างไรก็ตามชีวิตหลังจากนี้ เมื่อลูกชายสู้ แม่จะไม่สู้ต่อได้อย่างไร ลูกยังทำเพื่อเรา แสดงความรับผิดชอบด้วยการออกมาเรียกร้องช่วยแม่ทุกอย่าง ถ้าเราจะต้องทำอะไรเพื่อลูกที่อยู่ในกรอบกฎหมายก็จะต้องทำ ตนถูกจับขังคุก 2 คืน เข้าเรือนจำอีกวัน ถือว่าไม่มีอะไรต้องเสียอีก แค่นี้ก็เลวร้ายมากพอแล้ว อาจจะหางานทำยากกว่าเดิมเพราะติดคดี แต่ถ้าไม่เลือกงานคงไม่เป็นไร และถ้ายังอยู่ในเรือนจำ นิวจะกลับไปทำหน้าที่ตัวเองทั้งเรื่องเรียนและเรื่องอื่นๆไม่ได้เลย

“จ่านิว” ไม่กลัวเดินหน้าเคลื่อนต่อ

นายสิรวิชญ์กล่าวว่า ตอนนี้สบายใจแล้วที่ได้เห็นแม่ได้กลับบ้านไปหาน้องหายาย นี่เป็นความพยายามที่จะหยุดยั้งตน แต่ถ้าตนหยุดเคลื่อนไหวไปจะทำให้เขาได้สมตามความต้องการ จึงยืนยันจะเดินหน้าต่อไป เพราะถ้าเราจะพาสังคมออกจากความกลัว เราก็ต้องเอาตัวเองออกจากความกลัวเช่นกัน ส่วนคอมพิวเตอร์ที่บ้าน 2 เครื่องถูกตำรวจยึดไปนั้น ขณะนี้เกิดปัญหาไม่สามารถเข้าเฟซบุ๊กส่วนตัวได้ ไม่แน่ใจว่ามีใครกำลังพยายามเข้าถึงข้อมูลตนอยู่ ขณะนี้ได้ไปแจ้งความไว้กับตำรวจ
สน.ชนะสงครามแล้ว

เอ็นดีเอ็มกดดันรัฐปล่อยผู้ต้องขัง

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สวนประติมากรรมโครงการกำแพงประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือเอ็นดีเอ็ม นำโดยนายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ จัดกิจกรรม “ล้อ Freeday Say freedom” เพื่อแสดงสิทธิของประชาชนว่า การล้อไม่ใช่อาชญากรรม คนล้อไม่ใช่อาชญากร โดยมีการจัดเวทีปราศรัย ทำ บอร์ดนิทรรศการล้อเลียนผู้นำประเทศ ใช้ชื่อว่า“ฉายานายกฯ ไทย นายกฯ ไทยใครๆ ก็โดนล้อ” มีการนำฉายาผู้นำประเทศไทยในอดีต ตั้งแต่สมัยนายควง อภัยวงศ์ มาจนถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาจัดแสดง พร้อมบอร์ดนิทรรศการประวัติและรายชื่อ 9 ผู้ต้องหาทำเพจล้อเลียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จนถูกจับขัง และเชิญญาติผู้ต้องขังทำเพจล้อนายกฯ มาพูดคุยถึงความรู้สึก ท่ามกลางกลุ่มแนวร่วมต่อต้าน คสช.ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าร่วมด้วยคับคั่ง นายรังสิมันต์ โรม เผยว่า หลังจากนี้เอ็นดีเอ็มจะยกระดับการเรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องหาเพจล้อ พล.อ.ประยุทธ์ทั้ง 9 คน ในระดับองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ ต่อมาช่วงค่ำนายสิรวิชญ์เดินทางมาร่วมร้องเพลงและปราศรัย ปิดท้ายด้วยการร่วมกันจุดเทียนเรียกร้องให้ปล่อยตัว 9 ผู้ต้องหาทำเพจล้อนายกฯ

“อ๋อย” สลดใจอุทาหรณ์โหดเหี้ยม

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เห็นข่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เตือนกลุ่มเคลื่อนไหวให้ดูกรณีนายสิรวิชญ์เป็นอุทาหรณ์ ทำให้สลดใจ เพราะถ้าเป็นอุทาหรณ์ว่า หากเรียกร้องเสรีภาพอาจถูกควบคุมตัวไปโรงพัก หากไม่มีคนไปให้กำลังใจอาจเอาไปขังนานๆ หากพยายามตรวจสอบโครงการของรัฐมีทุจริตหรือไม่ อาจถูกดำเนินคดีในศาลทหาร หากไปยืนเฉยๆในที่สาธารณะอาจถูกควบคุมตัว และอาจถูกดำเนินคดีด้วย ถ้าถูกกระทำอย่างไร้ความเป็นธรรมสารพัดแล้วยังไม่หยุด แม่ของคุณอาจถูกตั้งข้อหาร้ายแรงอย่างไม่เป็นธรรม ถูกขังและไม่ให้ประกันตัว อาจถูกอัยการทหารฟ้องในศาลทหาร คนในครอบครัวต้องเดือดร้อนอย่างนั้นหรือ เป็นอุทาหรณ์ว่าถ้าคุณไม่หยุดเรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม คุณจะถูกเล่นงานด้วยวิธีต่างๆ เป็นอุทาหรณ์ว่าถ้าคุณยังไม่หยุดอีก แม่ของคุณ น้องคุณ ยายคุณ จะต้องเดือดร้อนกันหมดอย่างนั้นหรือ ไม่โหดเหี้ยมเกินไปหรือ ไม่ต้องพูดถึงความถูกต้องยุติธรรมอะไรกันแล้วอย่างนั้นหรือ สังคมไทยจะอยู่กันอย่างนี้หรือ

สมช.ย้ำยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย

พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆโดยตลอด ขอเตือนว่าอย่าทำอะไรที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายปกติ หรือคำสั่ง คสช. การควบคุมตัว น.ส.พัฒน์นรีทำตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจน แต่ขณะนี้มีความพยายามใช้องค์กรต่างประเทศเข้ามากดดันรัฐบาลไทย ยืนยันว่าเมื่อมีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการ เมื่อคนทั้งประเทศอยู่ใต้กฎหมายเหล่านี้ได้ แล้วทำไมบางองค์กรถึงมาเห็นใจคนไม่กี่คนที่ไม่เคารพกฎหมาย

ปชป.จี้รัฐแจงต่างชาติหวั่นเข้าใจผิด

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ออกแถลงการณ์วิจารณ์รัฐบาลทหารไทยมาถึงจุดตกต่ำขีดสุด ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจับกุมมารดาของแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวต้านรัฐธรรมนูญว่า กลุ่มคนที่เสี่ยงละเมิดการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีอยู่จริง มีการกระทำมาตลอดเกือบสิบปี แต่การดำเนินคดีตามความผิดตามมาตรา 112 ในช่วงเวลาเดียวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ อาจจะทำให้ประชาชนหรือต่างประเทศเข้าใจผิดว่ารัฐบาลกำลังเอามาตรา 112 มาเกี่ยวข้องกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ความจริง 2 เรื่องนี้แยกกัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องอธิบายต่อชาวโลกให้ชัดว่า มันไม่เกี่ยวกัน ไม่เกี่ยวกับการปิดปาก หากไม่มีการทำประชามติคนบางกลุ่มก็กระทำผิดมาตรา 112 อยู่แล้ว ต้องอธิบายให้ดีว่าไม่ใช่การสร้างบรรยากาศความกลัว ถ้าอธิบายไม่ดีจะเข้าทางฝ่ายต่อต้าน

ชงอาจารย์ 2 ฝ่ายดีเบตผ่านสื่อรัฐ

“อย่างที่ผมพูดมาทุกวันฝ่ายรักษากฎหมายต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าสิทธิของทั้งสองฝ่ายเท่ากันหรือยัง ไม่อย่างนั้นจะลุกลามบานปลายมากกว่านี้ ต้องดูจังหวะให้ดี คุณต้องเข้าใจบรรยากาศ มีหัวใจอย่างเป็นกลาง ใครก็ตามอย่าคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญเด็ดขาด ถ้าคิดแบบนั้นเมื่อไหร่ จะไปทำให้สิทธิของสองฝ่ายไม่เท่ากัน มันจะยุ่ง ต้องเปิดให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความเห็น ดีกว่าให้เขาไปลักลอบทำอยู่ใต้ดิน เริ่มจากเอาอาจารย์ปัญญาชนที่เห็นต่างแต่ละฝ่าย มาดีเบตผ่านองค์กรสื่อของรัฐ ผมว่าน่าจะควบคุมได้ จากนั้นค่อยถึงคิวนักการเมือง ใครไปบิดเบือนประชาชนฟังจะรู้ แล้วคนที่บิดเบือนจะเสียคะแนนไปเอง” นายนิพิฏฐ์กล่าว

พท.เตือนรัฐระวังท่าทีตอบโต้

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่มีกลุ่มนักวิชาการและอาจารย์ไปร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศ แต่ทีมโฆษกรัฐบาลมองว่าเป็นการชักศึก เข้าบ้านนั้น ไม่น่าจะถูกต้อง นักวิชาการและกลุ่มอาจารย์อาจมองเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้อยู่ในทางสายกลาง การแสดงออกทางความคิดของกลุ่มคนที่เห็นต่างถูกปิดกั้น ไร้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน จึงต้องหาช่องทางที่จะเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพคืนมา ในอดีตประเทศไทยเรามักจะมีบทบาทในระดับแนวหน้าที่จะออกมาเรียกร้องเรื่องเหล่านี้ แต่วันนี้ เหตุการณ์กลับตาลปัตร มิตรประเทศต่างก็เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลคิดให้รอบคอบก่อนที่จะดำเนินการใดๆลงไป เพราะการจัดลำดับประ– เทศไทยในด้านสิทธิมนุษยชนอาจได้รับการประเมินที่เป็นลบก็ได้

ฉะ “วันชัย” หากินบนความขัดแย้ง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. ระบุว่า ไม่ควรพูดคุยเจรจากับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะไม่หวังดีต่อบ้านเมืองว่า เห็นการแสดงความเห็นของนายวันชัยแล้วสลดใจในวุฒิภาวะ ความจริงเราไม่ให้ราคากับพวกแสวงหาผลประโยชน์บนความขัดแย้งที่สร้างขึ้น เสี้ยมให้คนในสังคมทะเลาะกันอยู่เรื่อย เพราะหากประเทศสงบ ปรองดองสมานฉันท์กันได้ พวกนายหน้าค้าความขัดแย้งก็จะตกงาน แม้นายทักษิณจะมีจุดยืนประชาธิปไตย แต่ก็ไม่เคยเห็นคนเห็นต่างทางการเมืองเป็นศัตรู ไม่ได้ป่วนประเทศตามที่นายวันชัยกล่าวอ้าง แม้นายวันชัยจะเคยบวชเรียนมาบ้างแต่ดูเหมือนไม่ซึมซับในหลักธรรมคำสอน นายวันชัยควรยุติการสร้างวาทกรรมความเกลียดชัด หยุดสาระแน เสี้ยมให้ผู้ใหญ่ทะเลาะกัน เข้าใจดีว่ามีคนบางคนพยายามปั่นผลงานเอาใจผู้มีอำนาจเพื่อหวังไปเป็น ส.ว.สรรหาในอนาคต แต่ขอแนะนำให้หันมาพูดในทางสร้างสรรค์ ยุติการพูดเพื่อผลิตมลพิษทางการเมืองเสียที

สปท.ปิ๊งไอเดีย ก.ม.รอกำหนดโทษ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึง ความคืบหน้าการสร้างความปรองดองของ สปท.ว่า มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ทั้งเรื่องการเยียวยาและเรื่องคดีความ เบื้องต้น สปท.การเมืองวางแนวทางแก้ปัญหาไว้ 2 ระดับคือ 1.การแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายของรัฐ เช่น คดีความผิดเล็กน้อยหรือมีเจตนาไม่ร้ายแรง อาจมีนโยบายของรัฐไม่ดำเนินคดีต่อ เช่น การใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว หรือ การถอนฟ้อง 2.การแก้ปัญหาโดยตัวกฎหมาย จะใช้วิธีการออก พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.รอการกำหนดโทษ เพื่อความปรองดอง ทำให้คดีสิ้นสุดลงทันที โดยไม่ต้องมีการตัดสินหรือฟังคำพิพากษา จะใช้กับคดีที่มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น คดีกลุ่มแกนนำการเมืองบุกยึดสถานที่ราชการ ปิดสนามบิน หรือสี่แยกต่างๆ ที่เป็นอุดมการณ์การต่อสู้ทางการเมือง แต่ทำเลยเถิดเกินเลย อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้จะไม่รวมคดีทุจริต คดีตามมาตรา 112 และการวางเพลิงเผาทรัพย์

คดีร้ายแรงรอลงอาญาตลอดชีวิต

นายเสรีกล่าวว่า วิธีการรอการกำหนดโทษเป็นการนำหลักการรอการกำหนดโทษในกฎหมายอาญามาใช้ และนำกระบวนการอื่นๆเข้ามาผสมเพิ่มเติม โดยเงื่อนไขการเข้าสู่กฎหมายรอการกำหนดโทษนั้น ผู้ถูกดำเนินคดีต้องยอมรับสารภาพว่าตัวเองกระทำผิดในชั้นศาลก่อน หลังจากได้รับการรอการกำหนดโทษแล้ว จะมีมาตรการอื่นๆมาควบคุมอย่าง เข้มงวดเพื่อไม่ให้กลับไปกระทำผิดอีก อาทิ การห้ามชุมนุมการเมือง การห้ามปลุกปั่นก่อความวุ่นวาย รวมถึงอาจจะมีการตัดสิทธิการเมืองตลอดไป ข้อห้าม เหล่านี้จะกำหนดไปตลอดชีวิต ไม่มีอายุความ หากใครฝ่าฝืนข้อห้ามการรอการกำหนดโทษ จะถูกเรียกตัวมาฟังคำพิพากษาในคดีเดิม เพื่อลงโทษทันที มาตรการนี้จึงแตกต่างจากการนิรโทษกรรม เพราะการนิรโทษกรรมไม่มีข้อห้ามต่างๆมาควบคุมหลังจากได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้ว

เร่งสปีดให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง

นายเสรีกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นหลัก การที่ สปท.การเมืองวางไว้ มีผู้เห็นด้วยจำนวนมาก เบื้องต้นเตรียมขอเข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อชี้แจงรายละเอียดต่างๆให้ฟังเพิ่มเติม เพราะเคยเกริ่นรายละเอียดให้นายวิษณุทราบมาแล้ว สปท.การเมืองจะผลักดันกฎหมายรอการกำหนดโทษให้เสร็จภายใน 3 เดือน ก่อนที่ สปท.จะหมดวาระ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

กรธ.จ่อลงพื้นที่แจงร่าง รธน. 27 จว.

ด้านความเคลื่อนไหวการทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะลงพื้นที่ไปชี้แจงกับประชาชน นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. ในฐานะประธานคณะ อนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นของประชาชน กรธ. กล่าวว่า สัปดาห์หน้า หน่วยงานของผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศจะทยอยคัดเลือกตัวแทนเข้ามาเป็นวิทยากร หลังจาก กรธ.ทำหนังสือไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพื่อให้การคุ้มครองและรับรองว่าบุคคลที่ถูก
คัดเลือกและทำงานให้กับ กรธ. จะปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่เข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออก เสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับการลงพื้นที่ของ กรธ. ล่าสุดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ช่วยสุ่มเลือกแล้ว ได้ทั้งสิ้น 107 หมู่บ้าน 27 จังหวัด

ปรามรัฐอย่าเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง

นายชาติชายกล่าวว่า ยอมรับว่าเรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมืองของผู้ที่เห็นต่าง ที่ถูกรัฐบาลดำเนินการตามกฎหมาย มีผลกระทบต่อความสนใจรับรู้รับทราบเนื้อหารัฐธรรมนูญของประชาชน อาจกระทบต่อการตัดสินใจออกเสียงประชามติได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้การออกเสียงประชามติสูญเปล่า รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องอดทน อยู่ในบทบาทของกรรมการ ไม่ใช่ลงไปเป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ที่มีความเห็นต่างเหมือน
ในปัจจุบัน

ระบุคนเห็นต่างเรื่องธรรมดา

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวว่า การดำเนินคดีกับกลุ่มเห็นต่าง ต้องว่าไปตามหลักฐาน เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ การเคลื่อนไหวทางการเมืองถือเป็นเรื่องธรรมดาของการกระทบ กระทั่งทางความคิดเห็นที่แตกต่าง ใครจะเห็นอย่างไรกรธ.ไม่มีปัญหา เราไม่ปิดกั้น แลกเปลี่ยนกันได้ แต่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย อย่าทำให้เกิดความรุนแรง ยั่วยุ บิดเบือน เราไม่ได้ไปบังคับให้ใครต้องคิดเหมือน ที่เราคิด ได้ย้ำกับวิทยากรของเราให้อธิบายเนื้อหาให้ประชาชนเข้าใจ แต่ไม่ใช่ไปโน้มน้าวให้เขารับ ร่างรัฐธรรมนูญ

เบาใจมีเกราะป้องกันช่วงลงพื้นที่

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. กล่าวว่า เห็นใจทั้งเจ้าหน้าที่ และกลุ่มคนที่เห็นต่าง กรธ.ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่อยากให้คนส่วนใหญ่คิดว่า กรธ.ปกป้องรัฐธรรมนูญ พยายามพูดแต่ข้อดี แต่จริงๆแล้วข้อเสียที่มีคนเสนอมาเราปรับแก้ให้ ส่วนการลงพื้นที่เพื่อเผยแพร่ชี้แจง ตอนแรก กรธ.กังวล อยู่บ้าง แต่เมื่อได้หารือกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความร่วมมือช่วยดูแลความเรียบร้อย และมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติควบคุม เราเบาใจขึ้น ก่อนจะลงพื้นที่เราจะประสานกับกรมการปกครอง รวมทั้งหน่วยงานในพื้นที่นั้นๆ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันดูแล เชื่อมั่นว่าจะไม่มีปัญหา

มท.ระดมสรรพกำลังทำประชามติ

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้ทุกจังหวัดถือปฏิบัติตามแนวทางการออกเสียงประชามติ ให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง ขอความร่วมมือ กลุ่มอาสาสมัคร เครือข่ายในสังกัดทุกประเภททุก ระดับ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ให้ความร่วมมือช่วยเหลือสนับสนุนในการดำเนินการออกเสียงประชามติให้โปร่งใส ตามที่ กกต.ร้องขอ และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่ชี้นำในทางรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับการจัดอบรมวิทยากรเพื่อชี้แจงสาระสำคัญ ตรวจสอบทะเบียนราษฎร จัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง และแจ้งรายชื่อไปยังเจ้าบ้านให้ทราบก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 15 วัน การรับลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัด ที่ผู้มีสิทธิจะต้องยื่นคำขอก่อนวันออกเสียงอย่างน้อย 30 วัน นอกจากนี้ เราได้ร่วมกับหน่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดูแลไม่ให้มีการผิดกฎหมาย ก่อความวุ่นวาย ขัดขวางหน่วงเหนี่ยวไม่ให้ออกไปใช้สิทธิ

โพลชี้ประกาศ กกต.ยังคลุมเครือ

ขณะที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน อายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ในทุกระดับการศึกษาจำนวน 1,250 ตัวอย่าง เรื่อง “ความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญ 2559 และข้อห้าม กกต.” โดยความคิดเห็นต่อประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ ก่อนจะตัดสินใจลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 34.32 ระบุว่า ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมทุกข้อ ร้อยละ 25.04 ไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมใดๆ เมื่อถามถึงข้อห้าม 8 ข้อของ กกต.ในการแสดงความคิดเห็นก่อนออกเสียงประชามติพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 33.60 ไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม รองลงมาร้อยละ 26.40 ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมทุกข้อ

“บิ๊กตู่” มุ่งมั่นยกระดับชีวิตเกษตรกร

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวปราศรัยเนื่องในวันเกษตรกร ประจำปี 2559 ผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมุ่งมั่นปฏิรูปภาคการเกษตรอย่างจริงจังเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ปีที่ผ่านมารัฐบาลแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหาภัยแล้ง เร่งรัดมาตรการใช้ยางพารา แก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ปฏิรูปวางรากฐานเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ส่วนปัญหาภัยแล้งรุนแรงปีนี้ รัฐบาลให้ความรู้ ลดภาระการเช่าที่ดิน จ้างงาน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำตามแผนความต้องการของชุมชน ส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเพื่อรักษาระบบนิเวศและการเกษตรเท่าที่จำเป็น เปิดปฏิบัติการฝนหลวงต้านภัยแล้ง สร้างฝายชาวบ้าน ฝายประชารัฐ รองรับฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง รัฐบาลเชื่อมั่นว่าประเทศยังมีพื้นฐานด้านการเกษตรที่แข็งแกร่ง ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันตามนโยบายประชารัฐ ขับเคลื่อนภาคการเกษตรมีความเจริญก้าวหน้ายกระดับรายได้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น ขอให้เกษตรกรอดทนเข้มแข็ง น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดำรงชีวิต

“ปู” ทำซึ้งโพสต์ให้ดอกไม้ผู้รัก ปชต.

ส่วนความเคลื่อนไหว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุด ไปรับประทานอาหารกลางวันกับ “น้องไปก์” ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชาย รวมทั้งญาติๆที่ร้านอาหารย่านเพลินจิต ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังได้โพสต์ภาพสวมเสื้อสีแดงถือช่อดอกไม้สีขาวและสีฟ้าผ่านทางเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เขียนข้อความประกอบว่า “สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะ ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของการส่งมอบความสุขให้กันและกัน ขอมอบความสุขนี้ให้แฟนเพจและเป็นกำลังใจให้กับผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านนะคะ”

ผู้ว่า สตง.ยัน “ชายหมู” ต้องรับผิดชอบ

ส่วนกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจพบการทุจริตกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไฟแอลอีดี ที่ลานคนเมือง กทม. มูลค่า 39.5 ล้านบาท และเตรียมส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น วันเดียวกัน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. ให้สัมภาษณ์กรณีนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ออกมาระบุ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการจัดอุโมงค์ไฟของ กทม.ว่า สิ่งที่ สตง.ตรวจสอบยืนยันทำตามพยานหลักฐานที่ปรากฏออกมา เรื่องนี้เป็นนโยบายของผู้ว่าฯ กทม. ที่ใช้งบประมาณฉุกเฉิน ไม่ผ่านสภา กทม. เอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชนในการเข้ามารับงานดังกล่าว ไม่ว่านายอรรถวิชช์จะออกมาระบุว่ามีใครอยู่เบื้องหลังบ้าง แต่ผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้ดูแลงบประมาณของ กทม.ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ส่วนจะมีใครเกี่ยวข้องบ้าง ขอให้เปิดเผยออกมา สตง.จะได้นำข้อมูลขยายผลต่อไป

“วิลาศ” ยื่นสอบพ่วง 2 รองผู้ว่าฯ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จะเดินทางไปยื่นหนังสือกับ สตง.เพื่อเอาผิดกับนายจุมพล สำเภาพล และนายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ในวันที่ 10 พ.ค. นอกจากนั้นจะยื่นเรื่องให้สอบเพิ่มเติมอีก 2 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเดียวกับที่ได้งานประดับไฟ กทม. ขณะเดียวกันยังมีเรื่องเครื่องสูบน้ำชนิดลากจูงของยุโรปราคาไม่เกิน 4 แสนบาทต่อเครื่อง แต่พบว่า กทม.ซื้อจากจีนในราคากว่า 9 แสนบาท จำนวนสองร้อยเครื่อง ทั้งที่ไม่สามารถใช้งานได้ จนมีการวิจารณ์ว่ากรณีนี้ไม่โง่ก็โกง การซื้อรถขัดพื้นคันละ 6 ล้านบาท มีจัดซื้อไปแล้ว 20 คัน ตามแผนจะจัดซื้อทั้งหมด 50 คัน แต่เหลืออีก 30 คัน ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ กรณีนี้เกี่ยวข้องกับนายจุมพลที่รับผิดชอบสำนักรักษาความสะอาดและสำนักโยธาฯ เรื่องนี้จะต้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบด้วย

แฉเงินไหลผ่านหญิงหิ้วแบรนด์เนม

นายวิลาศกล่าวว่า การที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่ายังไม่สามารถใช้มาตรา 44 ดำเนินการกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ได้นั้น คำพูดของนายวิษณุถือว่า แตกต่างจากแนวทางปฏิบัติเดิม จึงไม่ทราบว่ามีการลักไก่หรือไม่ หากทำเช่นนี้นายวิษณุขัดคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปราบปรามการทุจริตหรือไม่ เพราะ สตง.แถลงพร้อมเอกสารชัดเจนใครได้อ่านก็หลับตานึกภาพได้ว่า กทม.ได้กันไปเท่าไหร่ ทั้งนี้ ขอฝากให้สอบเส้นทางการเงินของสุภาพสตรีคนหนึ่งที่เป็นข้าราชการระดับกลางใน กทม. ถือกระเป๋าแบรนด์เนมทุกวัน ซึ่งอยู่ในเรื่องร้องเรียนด้วย หากตรวจสอบจะพบการโยงใยได้หมด ตนมีพยานยืนยันว่ามีการผ่านเงินจากข้าราชการคนนี้ ได้ประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แล้ว เพียงแต่ ปปง.ยังต้องรอให้มีการตั้งเรื่องจาก สตง. หรือ ป.ป.ช.ก่อน ทำให้ติดขัดอยู่ จึงอยากให้นายวิษณุดำเนินการในส่วนนี้ด้วย

แนะนายกฯถือโอกาสรื้อระบบ กทม.

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นก่อนอื่นต้องให้ความเป็นธรรมผู้ว่าฯ กทม. ได้ไปแก้ต่างในชั้นการสอบสวนของ ป.ป.ช. ขณะเดียวกันผู้ว่าฯ กทม. รวมทั้งทีมบริหาร ควรแสดงสปิริตพักงานตัวเองสัก 2-3 เดือน เพื่อให้มีการสอบสวนอย่างเต็มที่ หากยังนั่งอยู่ในตำแหน่งก็เท่ากับข่มขู่ ขวางทางการตรวจสอบ ส่วนตัวเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ควรใช้โอกาสนี้รื้อระบบทั้งหมดของ กทม. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว กระจายอำนาจของผู้ว่าฯ กทม. ไปสู่เขต จัดให้มีการเลือกตั้ง ผอ.เขต กำหนดเป็นนายกนคร ตามที่เคยมีการศึกษาไว้ เพราะการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ผู้ว่าฯ กทม. มักเกิดปัญหาอย่างที่เห็น คนคนเดียวคงไม่สามารถรู้ปัญหาทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพมหานคร ยิ่งถ้าบริหารไม่ดีก็เจ๊งทั้งระบบ คนที่อยู่ในเขตนั้นๆต่างหากจะรู้ปัญหาทั้งหมด ควรเปลี่ยน ผอ.เขตให้มาจากการเลือกตั้ง ดีกว่าให้ข้าราชการหมุนเวียนมานั่งกระดิกเท้าเล่น ขอให้นายกฯกล้าทำสิ่งนี้ เชื่อว่าจะได้คะแนน ได้รับการชื่นชมอย่างแน่นอน

ศาลทหารอนุมัติฝากขัง “แม่จ่านิว” ผัดแรก 12 วัน แต่ให้ประกันตัว เจ้าตัวชี้ตกเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดาน ถูกตั้งข้อหาโยงใยการเมือง ลั่นพร้อมต่อสู้เคียงข้างลูก ไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว “จ่านิว” สับแหลกรัฐบาลกระทำเยี่ยงโจร 9 พ.ค. 2559 06:04 9 พ.ค. 2559 06:11 ไทยรัฐ