วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บริษัทจดทะเบียนทุจริตพุ่ง! PwC เผยผลสำรวจอาชญากรรมเศรษฐกิจ

PwC เผยผลสำรวจพบบริษัทจดทะเบียนไทยเกือบ 40% ตกเป็นเหยื่อการทุจริตภายในองค์กรซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่อัตราการเกิดอาชญากรรมเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ มีสัญญาณดีขึ้นจากภาครัฐและเอกชนตื่นตัว รวมพลังออกมาตรการป้องกันการรับสินบน-คอร์รัปชันและต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง ขณะที่การก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ยัง พุ่งขึ้นต่อเนื่อง หลังมีการทำธุรกิจผ่านการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น

นายวรพงษ์ สุธานนท์ หุ้นส่วนบริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงผลการสำรวจอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ PwCs 2016 Global Economic Crime Survey : Economic crime in Thailand ประจำปี 59 ซึ่งบริษัทเป็นผู้จัดทำรายงานนี้ทุกๆ 2 ปี โดยปีนี้เป็นปีแรกที่ประเทศ ไทยมีผู้ตอบแบบสอบถามสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมาจากองค์กรธุรกิจหลายประเภท ทั้งบริษัทจดทะเบียน บริษัทเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ โดยผลสำรวจพบว่าปีนี้มีการตรวจพบ การทุจริตในบริษัทจดทะเบียนไทยสูงกว่าครั้งก่อน โดย 39% ของบริษัทจดทะเบียนไทย ยอมรับว่ามีการตรวจพบการทุจริตในปีนี้ ขณะที่มีบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนเพียง 16% ที่มีการตรวจพบทุจริต เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 41% และ 30% ตามลำดับ

สำหรับปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจของไทยนั้น มีสัญญาณดีขึ้น โดยอัตราการทุจริต (Fraud rate) อยู่ที่ 26% ลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อนที่ 37% เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐและ ภาคเอกชนเริ่มตื่นตัวร่วมกันป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบ อย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี ยังมีหลายองค์กรเช่นกัน ที่ไม่มั่นใจว่าระบบการป้องกันของตนมีประสิทธิภาพเพียงพอในการตรวจจับการกระทำความผิดจนอาจเป็นที่มาของอัตราทุจริตที่ลดต่ำลงในปีนี้ ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่า การทุจริตที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรกของไทย คือ การยักยอกทรัพย์ 78% ตามด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ 24% และการรับสินบนและคอร์รัปชัน 19%

“การยักยอกทรัพย์เป็นการทุจริตที่พบมาก ที่สุดในไทย โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกกว่า 10% ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่กังวลในเรื่องนี้มาก ขณะที่ผู้ที่กระทำการทุจริตส่วนใหญ่เกือบ 80% ล้วนเป็นพนักงานในองค์กรทั้งสิ้น โดยปีนี้พบว่า พนักงานระดับล่างทุจริตมากที่สุด ต่างจากปีก่อนที่ตรวจพบมากในหมู่พนักงานระดับผู้จัดการขึ้นไป ดังนั้น ภาคเอกชนไทยต้องหามาตรการและระบบป้องกันการทุจริตที่แข็งแกร่งมากขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารภายในองค์กร และการสร้างค่านิยมภายในองค์กรว่า การทุจริตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ ซึ่งพนักงานเป็นตัวแปรสำคัญในการบริหารความเสี่ยงด้านการทุจริต”

สำหรับอัตราการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cybercrime) นั้น ทั้งโลกและไทยจัดเป็นภัยร้ายแรงทางเศรษฐกิจอันดับที่สอง โดยเขยิบจากอันดับที่สี่ในการสำรวจครั้งก่อน ทั้งนี้ ทั่วโลกมีอัตราการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ อยู่ที่ 32% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 24% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อ 2 ปีก่อนที่ 18% โดยเห็นเทรนด์การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของภัยคุกคามไซเบอร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็เช่นกัน ผู้ตอบแบบสอบถามไทย ถึง 22% ยอมรับว่าเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจมาจากการที่องค์กรหันมาใช้รูปแบบการทำธุรกิจผ่านการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์อัจฉริยะเข้ากับสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้น จึงทำให้บริษัทมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปด้วย

ผลสำรวจยังระบุว่า มีผู้บริหารเกือบครึ่ง (49%) ที่ประเมินมูลค่าความเสียหายทางการเงิน จากการตกเป็นเหยื่อภัยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ไว้ 100,000 ดอลลาร์ (ราว 3.5 ล้านบาท) ขณะที่ 16% ประเมินมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่าง 100,000-1,000,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.5-35 ล้านบาท) “สิ่งที่กังวลคือความพร้อมของผู้บริหารในการรับมือกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ บ่อยครั้งพบว่าบริษัทยังขาดมาตรการหรือแนวทางการแก้ไขเชิงรุก โดยคณะกรรมการหรือบอร์ดบริหารน้อยกว่าครึ่ง ที่มีการตรวจสอบถึงสถานะและความพร้อมขององค์กรในการรับมือ ขณะที่มีองค์กรไทยเพียง 26% ที่วางแผนรับมืออย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 37%”

สำหรับการรับสินบนและคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงทางเศรษฐกิจ ที่พบมากที่สุดเป็นอันดับสามในไทยนั้น ผลสำรวจระบุว่า อัตราการรับสินบนและ คอร์รัปชัน ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 19% เมื่อเทียบกับผลสำรวจครั้งก่อนที่ 39% “ปัญหาการรับสินบนและคอร์รัปชันที่ปรับตัวลง ถือเป็นสัญญาณที่ดี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาครัฐกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ขณะที่เอกชนและองค์กรอิสระก็ตื่นตัวในการสร้างเครือข่ายต่อต้านทุจริต ทั้งนี้ รัฐบาลประกาศว่าภายในปี 59 จะเริ่มเห็นกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้ต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลัง ครม.ผ่านร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเอกฉันท์รับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว ประกอบกับภาคเอกชนยังได้จัดตั้งโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC)

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า 15% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เคยถูกถามให้จ่ายสินบนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปรับลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อนที่ 28% ขณะเดียวกัน มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 9% ในปีนี้ที่ระบุว่า ตนสูญเสียโอกาสทางธุรกิจให้แก่คู่แข่งที่เชื่อว่ามีการจ่ายสินบน ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อนที่ 24% “แม้อัตราการรับสินบนและคอร์รัปชันจะลดลง แต่ถือเป็นปัญหาใหญ่และอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศในระยะยาว อีกทั้งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งปัญหานี้ถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”.

PwC เผยผลสำรวจพบบริษัทจดทะเบียน ไทยเกือบ 40% ตกเป็นเหยื่อการทุจริตภายใน องค์กรซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่อัตราการเกิดอาชญากรรมเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ มีสัญญาณดีขึ้นจากภาครัฐและเอกชนตื่นตัว 8 พ.ค. 2559 23:47 8 พ.ค. 2559 23:48 ไทยรัฐ