วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เว่อร์วัง! ส่องบ้านอลัง หญิงเก่ง 'ดร.พิมพ์ขวัญ'เจ้าของธุรกิจความงาม

กลับมาพบกันอีกแล้วกับ ไฮโซทาวน์ คอลัมน์ที่จะพาไปเปิดบ้านเหล่าอภิมหาไฮโซชั้นแนวหน้าของเมืองไทย มาคราวนี้เราจะพาไปบุกบ้านเซเลบฯ สาวสวย นักเรียนนอก 'ดร.พิมพ์-พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล' ที่หลายคนเห็นแล้วร้องเป็นเสียงเดียวกันสั้นๆ ว่า… สวยอลังการเว่อร์ !

หากหลายคนฟังชื่อเธอแล้วไม่คุ้นหู สงสัยว่าเธอเป็นใครกัน? เราจะเกริ่นให้ฟังก่อนว่า เธอเป็นสาวเก่งสุดมั่น ลูกสาวคนโตของ 'นพ.ประจักษ์-วราภรณ์ บุญจิตต์พิมล' สองผู้บริหาร และผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทในเครือโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ซึ่งไม่เพียงแต่เธอจะเรียนเก่งเว่อร์ (ตามคุณพ่อคุณแม่) จนจบด็อกเตอร์ในวัยเพียง 26 ไปหมาดๆ ในสาขาสาธารณสุขศาสตร์ (Public Health) จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ก่อนหน้านี้เธอยังคว้าปริญญาโท 2 ใบมาครองได้สำเร็จ

ใบแรกของเธอนั้นเป็น สาขากฎหมายยุโรป (กฎหมายระหว่างประเทศ) จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และใบที่สองเกี่ยวกับ International Health Management ซึ่งเธอได้บินลัดฟ้าไปเรียนต่อถึงมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ (Imperial College) ประเทศอังกฤษ

หลังจากเรียนจบ ตอนนี้เธอได้สร้างธุรกิจความงามของตัวเองขึ้นในชื่อ Virtal Glow : Skin&Aesthetic ภายใต้โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 (ของคุณพ่อคุณแม่) เพราะเธอเห็นถึงความสำคัญของผู้หญิงยุคใหม่ที่ควรจะหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอกอย่างจริงจัง ซึ่งกระแสตอบรับนั้นค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจหลังจากเปิดตัวไปได้ไม่นาน

เวลา 10 โมงยามเช้า ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่ง ไร้เสียงอึกทึกวุ่นวาย เราได้นัดแนะกับพิมพ์ขวัญมาเปิดบ้านสุดหรูของเธอกัน เชื่อไหมว่า เพียงแค่เห็นหน้าบ้านก็ต้องอ้าปากค้างให้กับความโออ่าหรูหราซะแล้ว บ้านสองชั้นขนาดใหญ่บนพื้นที่กว้างขวาง มีทั้งโรงจอดรถ สนามหน้าบ้าน และบ่อน้ำเล็กๆ ดีไซน์เก๋หน้าบ้าน เสมือนบ้านคุณหนูในละครไม่มีผิดเพี้ยน เธอพาเราเดินชมรอบบ้านอยู่นานจนสังเกตได้ว่า

แต่ละโซนในบ้านของเธอตกแต่งด้วยสไตล์หลุยส์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องทานอาหาร หรือแม้แต่ห้องนอนเธอเอง ซึ่งเธอเผยว่าการตกแต่ง (Decoration) บ้านสไตล์นี้ คุณแม่ของเธอเป็นคนคิดไอเดีย คอนเซปต์ต่างๆ ขึ้นมาเองสมัยที่บ้านหลังนี้เพิ่งสร้างใหม่ๆ และเธอก็ชอบการตกแต่งดีไซน์แบบนี้ไม่ใช่น้อย

เมื่อมีโอกาสได้นั่งพักหลังจากที่เดินกันมานาน ดื่มน้ำเย็นดับกระหายคลายร้อนเป็นที่เรียบร้อย เราก็ได้เริ่มพูดคุยกับเธอถึงไลฟ์สไตล์ชีวิต การเรียนสุดทรหดกับปริญญา 4 ใบ ธุรกิจความงาม Virtal Glow ที่กำลังไปได้สวย ตลอดจนการตกแต่งบ้านสไตล์หลุยส์สุดเรียบหรูที่พร้อมเปิดรับแขกเหรื่อระดับวีไอพีตลอดเวลา เราการันตีเลยว่า นี่จะเป็นอีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่ครบรส และทำให้ใครหลายคนรู้จักตัวตนเธอมากขึ้น ไม่แน่เธออาจจะไม่ใช่คุณหนูอย่างที่หลายคนคิด!

พาร์ต 1 : ชีวิตที่มีแต่การทำงาน
Q : ไลฟ์สไตล์วันหยุดสุดชิล ทำอะไรบ้าง
เราเป็นคนไม่มีไลฟ์สไตล์อะไรเท่าไรเลยนะ นอกจากออกกำลังกาย ทำงาน เราเป็นคนชอบทำงานมากกกก บางวันทำงานเสร็จก็กลับบ้านค่ำๆ หน่อย หรือบางวันทำงานที่บ้านแล้วก็นอน ใช้ชีวิตอยู่ในห้องนอนคุณแม่ ห้องนอนตัวเอง แค่ออกกำลังกาย ทำงานทั้งวันก็หมดเวลาแล้ว ออกกำลังกายอันนี้คือเราเน้นสุขภาพภายใน ไม่ได้จะเอาหุ่นซิกแพคอะไรนะ เราเป็นคนชอบเล่นกีฬา อย่าง เทนนิส กอลฟ์ ว่ายน้ำนี่จะเก่งมาก (หัวเราะแบบยิ้มๆ) แต่ช่วงหลังไม่ได้ว่ายแล้วนะ เพราะมันจะทำให้ฟันเสีย

เอาจริงๆ ตอนนี้ในหัวเราไม่ว่าหยุดหรือไม่หยุดทำงาน ก็จะคิดแต่เรื่องธุรกิจตลอดเวลา ตอนนี้คือเราบ้าคลั่งการทำธุรกิจมากเพราะเหมือนเพิ่งเรียนจบ และอยากสร้างเงินมหาศาลด้วยตัวเอง ฉะนั้นเป้าหมายชีวิตเรา ณ ขณะนี้ก็คือ เรื่องลุยธุรกิจหลักๆ เลย การตีตลาดเข้าประเทศอื่นให้ได้ นอกนั้นไม่มีอย่างอื่นจริงๆ เราไม่เคยรู้สึกเหนื่อย หรือเครียดเวลาทำงานนะ เพราะเราชอบ สนุกกับมัน และอยากทำจริงๆ

Q : ธุรกิจที่จับอยู่ตอนนี้มีทั้งหมดกี่อย่าง
ถ้าหลักๆ เลยมีอย่างเดียว เป็นคลินิกความงามที่เราสร้างขึ้นมาเอง ชื่อ Virtal Glow : Skin&Aesthetic ซึ่งอยู่ชั้น 3 ในส่วนของโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 (ที่เป็นของคุณพ่อคุณแม่) อีกที มันเป็นคลินิกเกี่ยวกับความสวยความงาม การดูแลผิวพรรณ-รูปร่างทั้งหมดเลย อันนี้เราเปิดมาได้ 4-6 เดือนแล้ว กระแสตอบรับถือว่าค่อนข้างดีมากทีเดียว แต่เราก็มีแบ่งเวลาไปช่วยดูแลงานในส่วนโรงพยาบาล และโรงแรมของคุณพ่อคุณแม่บ้างเหมือนกันนะ ค่อยๆ ศึกษาไปทีละนิด

อย่างงานในโรงพยาบาล เราเข้าไปช่วยในส่วนของการดูแลคนไข้จากต่างประเทศ เช่น คนไข้จากจีน คนไข้จากลิเบีย ให้เขารู้สึกอุ่นใจที่มีเราอยู่ใกล้ๆ และก็ในเรื่องการตลาด International Marketing เพราะตอนนี้ประเทศเปิดเข้าสู่ AEC แล้ว ฉะนั้นเราก็ต้องขยายฐานการตลาดไปประเทศต่างๆ เรามีโปรเจกต์ว่าจะไปเปิดคลินิกรักษาโรคทั่วๆ ไป หรือเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ (Poly Clinic) ที่ประเทศพม่า ซึ่งตอนนี้เราก็ได้เริ่มศึกษา Market Research ในส่วนของคนไข้ระดับชาติไว้บ้างแล้วเหมือนกัน และต่อไปก็คงเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เราต้องศึกษาให้มากขึ้น

Q : คุณพ่อฟิกไหมว่าต้องรับไม้ต่อดูแลโรงพยาบาล
คุณพ่อไม่บังคับ ไม่ฟิก ไม่กดดันอะไรเลยนะ แต่เราก็รู้ตัวเองว่ายังไงเราก็ต้องทำ ถึงเราจะไม่ค่อยชอบงานอะไรแบบนี้ก็ควรต้องรับไม้ต่อจากคุณพ่อในการดูแลโรงพยาบาลอยู่ดี ทว่าคุณพ่อก็มีคิดแผนรองรับไว้นะว่า ถ้าเราไม่ทำ น้องชายไม่เอาเลย จะทำยังไงดี ถ้าลูกไม่เอาเลยสักคนก็อาจจะต้องขายเข้าตลาด หรือยังไงก็ค่อยว่ากันเมื่อถึงตอนนั้น ใจลึกๆ เราก็รู้นะว่าคุณพ่อไม่อยากขายหรอก เพราะกว่าเขาจะมีวันนี้ได้ เขาต้องเริ่มจากศูนย์ ต้องผ่านอะไรมามากมาย คุณพ่อคุณแม่เหนื่อยมานานกว่าจะมีถึงขนาดนี้ได้ ฉะนั้นท้ายที่สุดยังไงก็ตามแต่ มันก็เป็นหน้าที่เราที่จะต้องรับไม้ต่อจากคุณพ่อ และพยายามทำมันให้ดีที่สุด

Q : มุมมองการทำธุรกิจสไตล์พิมพ์ขวัญ
ด้วยความที่เราเป็นคนรุ่นใหม่ ฉะนั้นเราก็จะเน้นการทำ Marketing ที่เข้าถึงคนได้ง่าย อย่างเช่น ออนไลน์ โฆษณา หรือพีอาร์ ที่อาจจะใช้งบค่อนข้างสูงหน่อย เราถนัดแบบนี้นะ อย่างคุณพ่อจะเป็นคนที่ขายประกันสังคมเก่ง ซึ่งโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ก็เกิดจากประกันสังคม ทว่าเราจะทำการตลาดคนละแนวกับคุณพ่อเลย เราไม่ชอบทำประกันสังคม และส่วนตัวเราก็คิดว่าธุรกิจประกันสังคมค่อนข้างเต็มแล้วในเมืองไทย

ฉะนั้นมันเป็นโจทย์ยาก และท้าทายเราพอสมควรที่จะขยายฐานลูกค้า เปิดตลาดให้กว้างมากขึ้นในต่างประเทศ เรารู้ว่าไม่สามารถเก่งกว่าคุณพ่อในส่วนนี้ได้อยู่แล้ว แต่เราก็มีการทำ Marketing ในแบบของเรา คุณพ่ออาจจะสร้างโรงพยาบาลนี้ขึ้นมาด้วยประกันสังคม ทว่าเราจะใช้วิธีรูปแบบของคนรุ่นใหม่ขยายฐานลูกค้าต่อยอดไปเรื่อยๆ

พาร์ต 2 : การเรียนสุดทรหด
Q : สอบเทียบเข้ามหา'ลัย ด้วยวัยเพียง 15 ปี
ใช่…ถ้าเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ไฮสคูล เราเป็นคนที่ย้ายโรงเรียนบ่อยมาก เริ่มแรกเราเรียนที่นานาชาติร่วมฤดีมา 10 กว่าปี ตั้งแต่ 2 ขวบ ยันอายุ 12-13 ปี (ประมาณเกรด 8) จากนั้นเราก็ย้ายไปออสเตรเลียหนึ่งปีที่รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland) ไปอยู่โรงเรียนหญิงล้วนแบบ Boarding School ตอนนั้นจำได้ว่ารู้สึกทรมาน คิดถึงบ้านมาก อยู่ไม่ได้เลยจนต้องขอกลับมาเรียนที่ไทย ตอนแรกเราก็คิดว่าจะเรียนอยู่ที่นั่นจนจบเลย แต่กลายเป็นว่าอยู่ได้แค่ปีเดียวแล้วก็กลับมาเรียนที่โรงเรียนบางกอกพัฒนา ทีนี้เราเรียนอยู่ได้ปีหนึ่ง ตอนนั้นอายุ 15 แล้วก็เลยไปลองสอบแบบ Cu-tep, IELTS, SAT วัดภาษาสอบเทียบดู ปรากฎว่าคะแนนมันยื่นเข้า BBA ได้ จริงๆ ก็เข้าได้หลายคณะเลยล่ะ แต่สุดท้ายแล้วเราก็เลือกเข้าคณะ BBA (Bachelor of Business Administration) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราว่าคณะนี้มันเหมือนเป็น Mainstream ของอะไรหลายๆ อย่างนะ

เอาจริงๆ เราไม่ใช่คนหัวดีอะไร ตอนนั้นพอคะแนนออกมาเราก็เริ่มดูในแต่ละคณะว่า เขาวาง GPA ไว้กี่เปอร์เซ็นต์ สมมติว่าเราจะเข้าคณะนี้ เขาตัดสินใจที่จะวัด GPA ให้เราเข้าไปเท่าไร เราก็เริ่มวางแพลนคำนวณสัดส่วนคะแนนว่าจะต้องทำส่วนนี้เท่าไร ส่วนนั้นเท่าไร ซึ่งปีของเรามันดีตรงที่คณะ BBA เวทค่า GPA แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นเท่ากับว่าเราต้องทำอย่างอื่นให้ได้หลายเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็น Cu-tep, IELTS หรือ SAT นั่นก็เลยทำให้เราไม่เครียดกดดันมากกับเกรด GPA เพียงแค่ต้องไปเน้นทำคะแนน Cu-tep, IELTS และ SAT ให้มันดีเท่านั้น

Q : แรงจูงใจอะไรที่ทำให้คว้าปริญญาโทถึง 2 ใบ
ทั้งสองใบเป็นความชอบ และความสนใจของเราล้วนๆ เลย ปริญญาโทใบแรกเราเรียนเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องด้วยเราเห็นว่าจะขยายฐานการตลาดออกไปนอกประเทศไทย เพราะธุรกิจเมืองไทยมันโอเค และค่อนข้างเต็มอัตราแล้วสำหรับคนมีกำลังจ่าย ฉะนั้นเราจึงอยากไปในประเทศที่ยังไม่เจริญเพื่อไปสร้างความเจริญ-ความมั่นคงตรงนั้น นั่นก็เลยเป็นจุดที่ทำให้เราเลือกเรียนด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อที่จะได้รู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ กฎหมายบ้านเมืองที่เราจะเข้าไปขยายธุรกิจเป็นอย่างไร

ส่วนปริญญาโทใบที่สอง ไม่ได้เกี่ยว หรือใกล้เคียงอะไรกับกฎหมายเลยนะ ใบนี้เราเรียนเกี่ยวกับ International Health Management เพราะเรารู้สึกว่าครอบครัวเราเป็นคนจีน แล้วญาติๆ ทุกคนก็ล้วนแต่เป็นแพทย์เก่งๆ ทั้งนั้น ประจำอยู่ที่ศิริราชบ้าง มหิดลบ้าง ซึ่งเวลารวมญาติกันทีก็จะพูดยกยอคนนี้เก่ง คนโน้นเก่ง เราอยู่กับอะไรแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ฉะนั้นเราก็เหมือนอยากให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจในตัวเราบ้าง บวกกับส่วนตัวเราชอบ อยากเรียนด้านนี้อยู่แล้วด้วยเนื่องจากเราก็เป็นคนดูแลสุขภาพ มันก็เลยทำให้ตัดสินใจเรียนด้านนี้เลย

ซึ่งใบที่สองนี้เราตัดสินใจจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ (Imperial College) ที่ประเทศอังกฤษ เราว่าพอเรียนไปมันก็วินในธุรกิจของเรานะ เรียนเรื่องเกี่ยวกับ Health Care ได้เรียนรู้อะไรที่เราชอบ และเอาไปต่อยอดพัฒนาในธุรกิจเรา ถามว่าเราเครียดกับตรงนี้ไหม เราไม่เครียด และก็ไม่กดดันอะไรเลยนะ ตรงกันข้ามเรารู้สึกอยากทำอะไรให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจในตัวเรามากกว่า

Q : ไปเรียนก็ยังมีหัวธุรกิจอยู่ตลอด
(หัวเราะร่า) ก็ไม่ขนาดนั้น แต่ตอนเราไปเรียนปริญญาโทใบที่ 2 ที่อังกฤษ ก็เริ่มมี Business Idea ขึ้นมาว่าจะลงทุนซื้อบ้านสักหลังที่นั่น แล้วให้เด็กนักเรียนเหมือนเราไปเช่าอยู่ต่อ เพราะเรามาคิดดูว่าค่าเช่าบ้านที่นั่นแพงมากเว่อร์ แล้วใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนชอบนอน และดันบ้านไกลต้องนั่งรถไฟมาเรียน คือเขาไม่มีทางตื่นมาเรียนแน่ๆ ฉะนั้นจะดีกว่าไหม

ถ้าเราลงทุนซื้อบ้านที่อยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัย เลือกหลังสวยๆ อยู่ใจกลางเมือง เดินไปไหนสะดวก แล้วปล่อยให้นักเรียนที่ไปเรียนที่นั่นเช่าอยู่ไปเลย ซึ่งจริงๆ ค่าเช่าต่อเดือนตรงนั้นมันแพงมากนะ อย่างต่ำก็ประมาณ 150,000-200,000 บาท ถามคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้หรอก แต่สุดท้ายเราก็ยืมเงินเขามาลงทุนได้ แล้วค่อยคืนทีหลัง

ตอนเราเรียนที่นั่น เราก็อยู่บ้านที่เราลงทุนซื้อ พอเรียนจบเราก็หาคนเช่าบ้านต่อ มันใช้เวลาไม่นานเลยเพราะมีคนสนใจที่ตรงนั้นเยอะมากๆ เช่าเดือนหนึ่งราคาก็ประมาณ 150,000-200,000 บาท เราใช้เวลารวบรวมเงินตรงนี้คืนคุณพ่อคุณแม่ประมาณสองปีได้ ช็อปปิ้งได้สบายๆ แถมมันก็ยังมีเงินเหลือเก็บอีกนะ ซึ่งเงินที่เหลือตรงนี้มันเยอะมากเพียงพอที่ทำให้เราตัดสินใจลงทุนเปิดธุรกิจความงาม Virtal Grow ของตัวเองขึ้นตอนกลับมาเมืองไทย

ถ้าถามตอนนั้นเราไม่ซีเรียสนะว่าจะไม่มีใครมาเช่า เพราะเราคิดว่ายังไงก็ต้องมีเด็กไทยที่ไปเรียนที่นั่นก็มีตังค์มาเช่าอยู่แล้ว แล้วโลเคชั่นตรงนั้นคือมันดีอ่ะ Imperial อยู่ข้างสถานทูตไทยด้วย ขึ้นราคาอัพเท่าไรก็ขายออกตลาด พอเรากลับมาเมืองไทยได้สักพัก เราก็ตัดสินใจขายบ้านที่อังกฤษไป และเป็นความโชคดีของเราที่ตอนนั้นค่าเงินบ้านเราได้เปรียบ มันเลยได้กลับมาในราคาที่สูง ได้กำไรแบบเยอะมากๆ จนเหมือนเราไปเรียนที่นั่นฟรี ช็อปปิ้งฟรี ทุกอย่างฟรีหมดเลย

Q : กับปริญญาเอกที่เพิ่งเรียนจบไปหมาดๆ เป็นยังไงบ้าง

โห…ยากมาก และก็เหนื่อยสุดๆ เลย เราเรียนสาขาสาธารณสุขศาสตร์ (Public Health) เป็นสายเกี่ยวกับสุขภาพโดยตรง ตอนเรียนยังไม่เท่าไรนะ แต่ตอนทำทีซิสคือหนักเอาเรื่องเลยล่ะ เราทำเรื่องเกี่ยวกับ 'การพัฒนาสมรรถภาพทางวัฒนธรรม' ให้กับพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อต้อนรับเข้าสู่ AEC เราต้องศึกษาเอง รวบรวมข้อมูลทั้งหมด ตอนเราทำทีซิสเสร็จก็ปี 2015 ซึ่งมันเป็นปีที่เปิด AEC พอดีด้วย คือมันเข้าจังหวะเวลาพอดี ทุกอย่างมันได้ใช้จริงๆ เราก็รู้สึกดีใจ หายเหนื่อยนะ เพราะเราตั้งใจทำเพื่อให้เขาศึกษาจริงๆ ทุกอย่างมันวิน-วิน โอเคเลย

พาร์ต 3 : ธุรกิจความงาม Virtal Grow เพื่อผู้หญิงยุคใหม่
Q : Marketing เริ่มแรกให้คนรู้จัก Virtal Grow
ตอนเราเปิดคลินิกแรกๆ ยังไม่มีคนรู้จัก เราก็จะเน้นคอนเนกชั่นใกล้ตัว ให้เพื่อนคุณแม่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ ซึ่งคนนี้ก็เป็นที่รู้จักในวงสังคมมากอยู่เหมือนกัน แล้วโจทย์ของเราก็คือ ทำอย่างไรให้สวยภายใน 24 ชม. ทำวันนี้แล้วต้องสวยภายในวันพรุ่งนี้เลย จริงๆ คลินิกเรามีศัลยกรรมนะแต่เราไม่เน้นตรงนั้น เราเน้นทำแล้วสวยเร็ว มีการบำรุงจากข้างใน ทีนี้เราก็ให้เพื่อนคุณแม่มาลองทำดู พิสูจน์ดูสิ แล้วเขารู้สึกว่ามันดีจริงๆ

พอได้ลองกับตัวเอง จากนั้นมันก็เหมือนกลายเป็นปากต่อปาก เริ่มมีคนทยอยๆ เข้ามาคลินิกเยอะขึ้น ยิ่งช่วงหลังเฟซบุ๊ก ไอจี ออนไลน์มันบูม มันก็เลยเหมือนทำให้เราเข้าหาคนอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น ให้รายละเอียดได้เยอะขึ้น

Q : จุดแข็ง และจุดอ่อนของธุรกิจตอนนี้
จุดแข็งของเราคงเป็นความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยต่างๆ เพราะคลินิกเราอยู่ในโรงพยาบาล และมีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจริงๆ คุณหมอแต่ละท่านจบมาด้าน Skin โดยตรง ฉะนั้นมันมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง มากกว่าคลินิกอื่นๆ ใครที่จะมาทำ ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้น หรือเกิดเอฟเฟกต์อะไรตามมา ที่สำคัญความสะอาดได้แน่ๆ เพราะมันอยู่ในตัวโรงพยาบาล ส่วนข้อด้อยของเราคิดว่าน่าจะเป็นพนักงาน ไม่ใช่ว่าพนักงานไม่ดี ไม่โอเคนะ

เพียงแต่เวลาที่มีลูกค้าเข้ามาเยอะๆ แล้วพนักงานเกิดอาการงงอ่ะ ทำอะไรไม่ถูก ฉะนั้นตรงนี้เราก็ต้องวางแผนกันใหม่ ปรับแก้นิดนึง ทำให้พนักงานเลิกงง (หัวเราะร่า) ไม่งั้นลูกค้าก็จะมองว่ามันไม่โอเค ไม่เกิดความประทับใจได้

Q : พอเริ่มทำธุรกิจจริงจัง ฟีลแตกต่างจากตอนเรียนยังไงบ้าง
แตกต่างเยอะเลย ตอนเรียนเราคิดว่ามันยาก และหนักกว่านะ ต้องมานั่งอ่านหนังสือ ทำรายงานจนดึก ทว่าพอมาทำธุรกิจเอง มันไม่ต้องอ่านหนังสือเลย เรารู้สึกเอ็นจอยกับชีวิตมากกว่า มันเหมือนเรามีความสุขที่จะทำมันในทุกๆ วัน อย่างที่บอกตั้งแต่ต้น เราเป็นคนชอบทำธุรกิจมากกว่านะ เราพร้อมที่จะล้มเสมอ และลุกขึ้นมาใหม่อย่างแข็งแรงกว่าเดิม อย่างเวลาทำธุรกิจเราจะมีแผน 2-3 รองรับตลอดว่า ถ้าเกิดเราขาดทุนจะต้องทำอะไร ยังไงบ้าง

พอเราได้มาทำธุรกิจตรงนี้ มันทำให้เราโตขึ้นจากตอนเรียนเยอะเลยนะ ทั้งในเรื่องหน้าที่ ความรับผิดชอบ เพราะเราต้องเป็นหัวหน้าคน ดูแลพนักงานจำนวนเยอะๆ ฉะนั้นเราก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองเพื่อที่ให้คนอื่นมาเคารพ เราเป็นบอส เราจะต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ จะให้คนอื่นมองเราเป็นเด็กๆ เหมือนเดิมไม่ได้

Q : เทคนิคในการ Treat พนักงาน
เทคนิคในการ Treat ดูแลพนักงานของเราก็คือ พยายามสอนให้เขารู้สึกรักองค์กร นี่คือโจทย์ของเราเลย เพราะถ้าเขารู้สึกรักองค์กรปุ๊บ ทุกอย่างมันก็จะไปได้ด้วยดี เขาจะมีความตั้งใจทำเพื่อองค์กรจริงๆ ซึ่งบางครั้งเขาอาจจะทำโดยที่เราไม่ต้องเอ่ยปากเลย องค์กรของเรารันได้ด้วยคน สมมติเวลามีคนมาทำหน้า ลูกค้าก็จะติดหมอติดพยาบาลจนบางทีเขารีเควสเลยว่าต้องการหมอคนนี้ พยาบาลคนนั้น ฉะนั้นถ้าเราทำให้พนักงานรักองค์กร ทุกอย่างมันก็จะราบรื่น และลูกค้าเองก็แฮปปี้ที่จะมาใช้บริการ รู้สึกรีแลกซ์ไปด้วย

Q : คิดเกี่ยวกับ Marketing ตลอดเวลา
ใช่…อย่างเวลามาร้านอาหาร เราก็จะมองแล้วว่าทางร้านมีโปรโมชั่นอะไรบ้าง และเราจะเก็บไอเดียตรงนั้นมาใช้กับธุรกิจเราบ้าง เช่นว่า ร้านอาหารนี้ลดเฉพาะวันจันทร์ เราก็อาจจะใช้เทคนิคเดียวกัน คือลดเฉพาะวันจันทร์ 50 เปอร์เซ็นต์ดีไหม เพื่อเรียกลูกค้าเข้ามาเฉพาะวันนั้น หรือร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนี้มีปลาชนิดนี้ขาย 10 ตัวเฉพาะวันนี้เท่านั้น เราก็อาจจะอแดปเป็นคอร์สนี้ลดราคา 500 บาท เฉพาะ 10 คนแรกต่อวันเท่านั้น นี่คือวิธีทำการตลาดอย่างหนึ่งของเรา ทำโปรโมชั่นเด็ดๆ น่าสนใจ เรียกลูกค้า เราจะมีมาร์เก็ตติ้งในหัวตลอดเวลานะไม่ว่าจะอยู่ไหนก็ตามแต่ สามารถอแดปทุกอย่างเข้ากับธุรกิจได้หมด

เอาจริงๆ ทุก Business มีมาร์เก็ตติ้งหมด พีอาร์-โปรโมชั่นเป็นสิ่งสำคัญ ตลอดจนมีโปรดักส์ที่ดีให้ลูกค้าพึงพอใจ ท้ายสุดแล้วยังไงมันก็กลับมาที่ 4P 'Product Price Place Promotion' โปรดักส์ดีแล้วยังไง รู้อยู่คนเดียวก็ไม่ได้ มันก็ต้องมีการทำมาร์เก็ตติ้งที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้า

Q : ความยาก-ท้าทายในการทำ Marketing
ค่อนข้างยากพอสมควรเลย เพราะตอนนี้ธุรกิจความงามมีเต็มไปหมดในตลาดไทย ไปไหนก็เห็นได้ง่ายมาก ฉะนั้นเราจึงต้องหา และดึงจุดแข็งของเราขึ้นมา สร้างความแตกต่างให้โดดเด่น ซึ่งจุดแข็งของเราก็คือ โรงพยาบาล และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ผิวหนัง แพทย์ศัลยกรรม หรือแพทย์ทางเดินอาหาร (เวลาลำไส้ไม่ถ่าย มันมีผลกับสุขภาพผิวโดยตรง)

ตรงนี้มันสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าได้ ที่สำคัญมันสะอาด เซฟตี้กว่าคลินิกอื่นๆ เพราะอยู่ในโรงพยาบาล และเรามีแพทย์รับประกันผลทุกอย่าง ลองคิดตามดูสิ โรงพยาบาลไม่สามารถปิดอย่างรวดเร็ว และหนีไปเหมือนคลินิกอื่นๆ ได้แน่นอน ฉะนั้นแล้วลูกค้าสามารถวางใจได้ ซึ่งเมื่อเราดึงเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นจุดแข็ง เราก็ต้องทำพีอาร์ให้คนอื่นรับรู้มากที่สุด

ดีลกับแพทย์เฉพาะทางเองเลยรึเปล่า? ใช่ เราดีลกับแพทย์เองโดยตรงเลย นี่เป็นคอนเนกชั่นของเราเอง ไม่เกี่ยวกับคุณพ่อ อย่างแพทย์ทางเดินอาหารก็เป็นแพทย์ที่บำรุงราษฎร์ เรารู้จักเขาอยู่แล้วเพราะว่าเป็นพ่อของเพื่อนสนิท เราก็เลยดีลให้เขามาช่วยในส่วนตรงนี้ ที่เราดีลได้ก็เพราะมีแต่คนรู้จักทั้งนั้น เราเป็นคนมีเพื่อนเยอะ มันก็เลยทำให้เรามีคอนเนกชั่นค่อนข้างเยอะเหมือนกัน

Q : ไอเดียในการทำแพ็กเกจจิ้ง
เราก็เอามาจากแพ็กเกจจิ้งสวยๆ ที่เราชอบนั่นแหละ ซึ่งเราได้ดูแพ็กเกจจิ้งมาทุกแบบแล้ว เรารู้สึกว่าเราชอบของแบรนด์ Kanebo กับ Chanel แต่การทำแพ็กเกจจิ้งให้เหมือน Kanebo เนี่ยมันค่อนข้างมีราคาแพงมาก ถ้าเกิดเราไม่ได้ทำในปริมาณที่เยอะมากประมาณหลักล้าน เขาจะไม่ทำให้เลย ฉะนั้นเราก็เลยตัดสินใจตัดอันนั้นทิ้งแล้วทำคล้ายๆ แบรนด์ Chanel แทน ซึ่งลุคมันจะดูเรียบหรูเป็นในแบบ Chanel เลย ส่วนตัวเราเป็นคนชอบดูแพ็กเกจจิ้งสวยๆ ดีไซน์เก๋ๆ แปลกตานะ แล้วก็มาวิเคราะห์ดูว่าเขามีการทำ Marketing ยังไง Pr ยังไงให้น่าสนใจ และภาพพจน์อิมเมจของแบรนด์ไปในทิศทางไหน เพื่อที่จะเอามาปรับใช้กับแบรนด์ของเราเองให้มัน Success ที่สุด … เชื่อไหมว่าที่บ้านเราสะสมแพ็กเกจจิ้งสวยๆ เยอะมาก เยอะขนาดที่ว่าต้องเอาไปเก็บไว้ในห้องเก็บของเลยอ่ะ เพราะไม่มีที่เก็บจริงๆ (หัวเราะร่า)

Q : วางแผนสเตปขั้นต่อไปยังไงบ้าง
คือตอนนี้ทุกอย่างลงตัว กำลังไปได้สวยเลย สิ่งที่เราวางแพลนต่อไปก็คงเป็นทำให้มันครบวงจรมากขึ้น มีทั้งอาหารเกี่ยวกับสุขภาพ วิตามินเสริม และครีมบำรุงต่างๆ แล้วก็ขยายให้มีหลายๆ สาขา ไม่ใช่แค่เฉพาะในเมืองไทย ที่เราคิดไว้ก็อาจจะมีขยายไปประเทศลาว และประเทศคนแขก คิดว่าน่าจะดีนะ เพราะทั้งสองที่มีคลินิกความงามน้อยมากๆ (มีแต่น้อยมากก...ก) ไม่เหมือนที่ไทยเดินไปไหนก็เจอ

ซึ่งนั่นอาจทำให้เราบุกตลาดได้ง่าย และรวดเร็ว รวมถึงได้ฟีดแบ็กเป็นที่น่าพอใจกลับมา ส่วนฝั่งยุโรปเรายังไม่ได้มองเลย เพราะว่าเขาค่อนข้าง Stick ในเรื่องแบบนี้มาก เวลาจะเข้าไปมันค่อนข้างยากนิดนึง ฉะนั้นตอนนี้เราจะเล็งหาตลาดที่มีความยืดหยุ่นง่ายหน่อย อย่างในตลาดเอเชียที่มีคู่แข่งน้อย หรือเข้าไปเปิดตลาดในประเทศที่ยังไม่พัฒนามากนัก

ด้านคุณพ่อคุณแม่ถามว่าคาดหวังกับธุรกิจของเรามากแค่ไหน เราตอบได้เลยว่า...คาดหวังอยู่ค่อนข้างมากทีเดียว ถึงพวกเขาจะชอบพูดว่าไม่คาดหวังก็เถอะ แต่เราก็รู้อยู่ลึกๆ ในใจว่ามันไม่ใช่ ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มจากศูนย์มาก่อน พวกเขาเหนื่อยมานานกว่าจะได้ขนาดนี้ เขาก็ไม่อยากปล่อยให้ธุรกิจตรงนี้โดนขายไป ฉะนั้นมันก็เป็นหน้าที่เราที่จะพยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งในส่วนของโรงพยาบาล และธุรกิจความงาม รั้งมันไว้ให้ถึง Gen 3 เพราะ Gen 4-5 เราไม่สามารถคอนโทรลได้แล้ว

Q : คุณพ่อมีคำแนะนำเรื่องธุรกิจยังไงบ้าง
เรากับคุณพ่อเวลาลงทุนอะไรจะสไตล์เดียวกันเลย คือค่อยๆ ลงทุน ดูตลาดว่าจะตอบรับยังไง ทำยังไงให้คืนทุนเร็วๆ และก็เอาเงินมาหมุนใช้ สำหรับเราคิดว่า High Risk ไม่ได้เท่ากับ High Return เสมอไป เราไม่มีความกล้าพอที่จะลงทุนเสี่ยงขนาดนั้น ทว่าถ้าเป็นคุณแม่จะเป็นคนที่กล้าลงทุนเลย รายนั้นใจปล้ำมาก และลงทุนไปเท่าไรก็ได้กลับมาตลอด (High Risk=High Return) สมมติในธุรกิจความงามคุณแม่ซื้อโฆษณาหนึ่งล้านบาท และจ้างดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์อีกหนึ่งล้านบาท นั่นคือคุณแม่กล้าลงทุน แต่ถามว่าเรากับคุณพ่อกล้าเสี่ยงไหม ตอบเลยว่าไม่กล้า เพราะอะไร เพราะผลลัพธ์มันอาจไม่ได้เท่าที่เราลงทุนไป ฉะนั้นเราจะใช้เทคนิคที่ว่าจ้างดาราที่ดังรองลงมาหน่อยในราคาที่ถูกกว่า (เยอะ) แทน มองความน่าจะเป็นของตลาดว่ามันจะไปในทิศทางไหนก่อนการลงทุน เราจะได้ไม่ต้องห่วงว่ามันจะได้ไม่คุ้มเสีย

พาร์ต 4 : เปิดบ้านสไตล์หลุยส์
และแน่นอนเมื่อ ไฮโซทาวน์ มาเยือนพร้อมสำรวจทุกโซนทุกมุมภายในบ้านของ ดร.พิมพ์ขวัญ ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ถามถึงการแต่งบ้านสไตล์หลุยส์สุดเรียบหรู และเตะตาไปด้วยไอเท็มของตกแต่งที่ล้วนแต่เป็นของเก่าแท้ทั้งหมด

Q : แต่งบ้านสไตล์หลุยส์แบบนี้ได้ไอเดียมาจากไหน
เอาจริงๆ เลย คือคุณแม่เป็นคนคิดไอเดียทั้งหมดตั้งแต่ที่บ้านหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ว่าอยากจะให้มันเป็นยังไง แบบไหน ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่าบ้านเราเน้นสีขาวโทนทอง เพราะคุณแม่ชอบสไตล์หลุยส์กึ่งโมเดิร์นนิดๆ มันเป็นความชอบส่วนตัวล้วนๆ เลย
แต่ถ้าถามตอนนี้คือคุณแม่ก็อยากเปลี่ยนแนวเป็นโมเดิร์นไปเลยนะ เพราะอยากให้บ้านเป็นแบบเรียบหรู ที่สำคัญมันดูแลบ้านได้ง่ายกว่า เดิมคุณแม่เป็นคนชอบของตกแต่งบ้านมาก เห็นทีไรไม่ได้ซื้อตลอด ชอบก็ซื้อเลยแบบไม่ค่อยคิดเท่าไร (หัวเราะร่า) แต่เหมือนตอนหลังคุณแม่คงมีความรู้สึกว่ามันรกเกินไปแล้ว ยิ่งเยอะยิ่งรก ก็เลยอยากจัดระเบียบบ้านใหม่ด้วยการเปลี่ยนเป็นสไตล์โมเดิร์นซะเลย และพยายามที่จะมีของกระจุกกระจิกให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะให้บ้านดูกว้างสะอาดตามากที่สุด

Q : แหล่งช็อปไอเท็มแต่งบ้านสุดโปรด
ส่วนใหญ่จะไปซื้อที่ต่างประเทศนะ คุณแม่จะบินไปเองเลย เจออันไหนชอบอันไหนสวยก็ซื้อมา ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องซื้ออะไร หรือร้านไหน แต่ก่อนเวลาเราไปเที่ยวกับคุณแม่ทีไรก็ต้องหาร้านซื้อของแต่งบ้านตลอด แล้วซื้อกลับมาทีเยอะมากนะ ไม่ใช่เล่นๆ เลย ที่ซื้อบ่อยๆ ก็จะมีรูปปั้น นาฬิกาแขวน กิมมิกเล็กๆ น่ารักๆ หน่อย ทว่าถามตอนนี้เรากับคุณแม่ไม่อยากมีอะไรเลยในบ้าน อยากให้มันโล่งๆ (หัวเราะ)

Q : หลักในการเลือกซื้อไอเท็มสักชิ้น
คงเลือกจากความชอบ-ถูกใจเป็นอันดับแรก ดูว่ามันเหมาะกับสไตล์บ้านเราไหม แล้วก็เน้นที่ฟังก์ชั่นการใช้งานมากกว่า เพราะถ้าเราดูจากฟังก์ชั่นก่อนเลยแต่ดีไซน์ไม่โอเค พอซื้อไปยังไงเราก็เบื่อ ไม่ชอบอยู่ดี

Q : ความเว่อร์อลังการถ้าเทียบกับบ้านเซเลบฯ คนอื่น
ไม่เลยนะ คือเฉยๆ มากอ่ะ (หัวเราะยิ้มๆ) บ้านคนอื่นอลังการเว่อร์กว่านี้อีก จริงๆ เราเป็นคนเรียบง่าย สบายๆ อยู่ที่ไหนก็ได้นะ บ้านไม่ต้องใหญ่ก็ได้

Q : สุดท้ายถ้าใครสนใจอินสไปร์แต่งบ้านสไตล์หลุยส์ มีคำแนะนำอะไรบ้าง
คือก่อนอื่นเลยมันต้องเกิดจากความชอบของเราเองจริงๆ ก่อน อย่าไปรีโนเวตเพราะเห็นว่าบ้านคนนี้สวย บ้านคนนั้นสวย อยากแต่งสไตล์นี้บ้างจัง เพราะเดี๋ยวแปปๆ คุณก็รู้สึกเบื่อ-เลิกชอบ เราเป็นคนอยู่บ้านหลังนี้ไปตลอด ฉะนั้นเลือกแต่งสไตล์ที่ตัวเองชอบเป็นดีที่สุด แต่ถ้าใครสนใจแต่งบ้านสไตล์แบบหลุยส์จริงๆ เราแนะนำว่าให้ลองหารีเฟอเรนต์จากหนังสือแต่งบ้านดู อันนี้ช่วยได้เยอะเลย แล้วก็คิดเอามาปรับกับบ้านดูว่าอยากให้มันเป็นแบบไหน แต่ละมุม แต่ละโซน หรือแต่ละห้อง อยากให้แต่งออกมาในลักษณะไหน
สำหรับใครที่ไม่มีหัวครีเอตไอเดียอะไรเลย ไม่รู้วางตรงไหนมันถึงจะสวย อันนี้คุณอาจเอารีเฟอเรนต์ที่คุณชอบ หรือดูๆ มาไปคุยกับสถาปนิกก็ได้ ให้เขาช่วยเขียนแบบให้ มันจะช่วยให้อะไรมันง่ายขึ้น เร็วขึ้น และก็มีความลงตัวมากขึ้น เอาจริงๆ เราว่าการดีลงานกับสถาปนิกมีความสำคัญค่อนข้างมากนะ

เป็นยังไงกันบ้างกับบทสัมภาษณ์ที่ครบรส เปิดทุกประเด็นขนาดนี้ ถ้าใครคนไหนอยากฟอลโลว์ชีวิต และความน่ารักสดใสของเธอต่อ ก็กดรีเควสเฟรนด์ได้ที่ Instagram : dr.pimkhwan และ Facebook : Pimmie Bun กันเลย...

กลับมาพบกันอีกแล้วกับ ไฮโซทาวน์ คอลัมน์ที่จะพาไปเปิดบ้านเหล่าอภิมหาไฮโซชั้นแนวหน้าของเมืองไทย มาคราวนี้เราจะพาไปบุกบ้านเซเลบฯ สาวสวย นักเรียนนอก 'ดร.พิมพ์-พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล' ที่หลายคนเห็นแล้วร้องเป็นเสียงเดียวกันสั้นๆ 8 พ.ค. 2559 15:55 12 พ.ค. 2559 14:11 ไทยรัฐ