วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไขข้อกังขา "ดอกเบี้ยเงินฝาก-กู้" อีกมุมมองสะท้อนภาพ "เศรษฐกิจไทย" ฟื้นช้า

ไขข้อกังขา "ดอกเบี้ยเงินฝาก-กู้" อีกมุมมองสะท้อนภาพ "เศรษฐกิจไทย" ฟื้นช้า

  • Share:

ปรีดี-ทองอุไร-เมธี

ในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) และอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ลงท่ามกลางความงุนงงของทุกฝ่าย เพราะไม่มีสัญญาณใดๆมาก่อน และนับเป็นการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงครั้งแรกในรอบหลายปี

แม้ธนาคารพาณิชย์จะให้เหตุผลว่า เพื่อช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยและประชาชน แต่หลายฝ่ายยังคงมีข้อสงสัยถึงการปรับลดดอกเบี้ยโดยยอมลดกำไรตัวเองลงของธนาคารพาณิชย์ครั้งนี้ว่า มีอะไรที่ซ่อนลึกกว่านั้นหรือไม่?

มีการคาดการณ์กันไปต่างๆนานา ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง หรือเป็นเพราะ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้กำลังเพิ่มขึ้นจากความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลงของประชาชน และวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

หลายฝ่ายยังกังขา การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ การปรับดอกเบี้ยเงินกู้ ลงจะช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นหรือไม่ จะเพิ่มอัตราการขยายตัวของสินเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน และคาดการณ์กันต่อไปถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะมีโอกาสปรับขึ้นมาหรือไม่

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้แสวงหาคำตอบจาก “เมธี สุภาพงษ์” รองผู้ว่า การธนาคารแห่งประเทศไทย สายเสถียรภาพการเงิน และ “ทองอุไร ลิ้มปิติ” รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน รวมทั้ง “ปรีดี ดาวฉาย” ประธานสมาคมธนาคารไทย ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งหมาดๆ เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา

ลดดอกเบี้ยกู้เหมาะสม “เศรษฐกิจชะลอตัว”

เริ่มจากความเห็นของนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลระบบสถาบันการเงินของประเทศ ที่ให้ความเห็นต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ครั้งนี้ว่า เป็นทิศทางที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และสะท้อนสภาพคล่องที่สะสมในระบบธนาคารพาณิชย์ในระดับสูงต่อเนื่องยาวนาน

อีกส่วนหนึ่งมาจากสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ชะลอลงต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปีนี้ สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์โดยรวมขยายตัวเพียง 4.3% ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวอย่างช้าๆและเผชิญหลายปัจจัยเสี่ยง อาทิ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความผันผวนของตลาดการเงินทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ภาคธุรกิจบางส่วนชะลอการลงทุนขยายกิจการออกไป

ขณะที่ครัวเรือนก็ระมัดระวังการใช้จ่ายเนื่องจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ต้องการสินเชื่อในภาพรวมอยู่ในระดับต่ำ “ความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลง ทำให้การแข่งขันเงินด้านฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ลดความเข้มข้นลงด้วย เห็นได้จากการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำพิเศษที่มีน้อยลง ช่วยให้ต้นทุนการระดมทุนของธนาคารพาณิชย์ต่ำลง ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนในตลาดเงินก็ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีพื้นที่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง หลังจากคงอัตราดอกเบี้ยมายาวนาน”

ยังไม่ตอบโจทย์ฟื้นเศรษฐกิจ–ลงทุน

“ธปท.ประเมินว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลงในครั้งนี้ น่าจะช่วยผ่อนปรนภาระทางการเงินของภาคเอกชนและประชาชนได้ในระดับหนึ่ง และการที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อยเอ็มอาร์อาร์ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อภาคครัวเรือน จะเป็นการช่วยผ่อนปรนภาระหนี้ของกลุ่มดังกล่าวที่มีความเปราะบางในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงน่าจะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจในวงกว้าง”

อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังมองว่า แม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง แต่ภาพรวมคงไม่สามารถเพิ่มความต้องการสินเชื่อของภาคเอกชนได้มากนัก เพราะยังมีแรงกดดันด้านแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาระหนี้ครัวเรือน รวมทั้งความสามารถในการชำระหนี้ ผลในเชิงกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์และเอ็มอาร์อาร์ในครั้งนี้ จึงมีค่อนข้างจำกัด

สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงต่อไปนั้น นายเมธีระบุว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาปัจจัยเศรษฐกิจ การเงินอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่องในหลายมิติ ซึ่งการปรับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในครั้งนี้ถือเป็นพัฒนาการที่มีความสอดคล้องกับแนวนโยบายการเงินที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

“เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวช้าๆ การฟื้นตัวมีลักษณะไม่เท่าเทียมกันในแต่ละภาคส่วน และภายใต้ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน เช่น ระมัดระวังความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะพฤติกรรม search for yield หรือการแสวงหาผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งทำให้ต้องรับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นด้วย”

“ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก”... เข็นครกขึ้นเขา?

ขณะที่ นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ให้มุมมองว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับยังมีระยะห่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากพอสมควร ทำให้ธนาคารพาณิชย์ยอมลดกำไรตัวเองลงได้บ้าง “อย่างไรก็ตาม หากจะมองผลเรื่องการกระตุ้นสินเชื่อและการกระตุ้นการลงทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นนั้น คงยังไม่ใช่ในขณะนี้ เพราะนักลงทุนยังคงชะลอการลงทุนเพื่อรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจนของรัฐในปัจจุบัน”

ขณะที่ผู้ที่มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกร ได้รับผลกระทบจากหนี้สินเดิมและรายได้ที่ลดลง ทำให้ไม่สามารถกู้เงินใหม่ได้มากนัก ส่วนผู้มีรายได้กลางสูง ระมัดระวังในการใช้จ่ายและการก่อหนี้เพิ่มเติม ทั้งหมดนี้ทำให้แม้ธนาคารพาณิชย์ต้องตัดสินใจลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงบ้าง แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องการเร่งขยายตัวของสินเชื่อใหม่ เป็นเพียงการบรรเทาภาระของผู้กู้เงินมากกว่า

อีกประเด็นที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย และดูจะแตกต่างจากหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ก็คือ เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ “สังคมสูงอายุ” ซึ่งทำให้ความต้องการใช้จ่ายและการกู้เงินของประเทศลดต่ำลง เพราะคนที่เข้าสู่ “วัยสูงอายุ” จะมีบ้าน มีรถยนต์ มีสิ่งของที่ต้องการครบแล้ว ความจำเป็นที่ต้องขอสินเชื่อจึงมีน้อยลง ขณะที่ความต้องการในการใช้จ่ายก็ลดลงด้วย

ขณะที่คำถามยอดฮิตที่ว่า การที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมากในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุที่คนส่วนหนึ่งอาจต้องดำรงชีพด้วยดอกเบี้ยเงินฝากนั้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นการสวนทิศกันหรือไม่ ซึ่งรองผู้ว่าการ ธปท.สายเสถียรภาพสถาบันการเงินยอมรับว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากบ้านเราน่าจะอยู่ในช่วง “ขาลง” คงยังปรับขึ้นได้ยาก

แต่อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้ตระหนักถึงประเด็นนี้ และได้ใส่ลงไปในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ฉบับที่ 3 ไว้ชัดเจนถึง “แผนการส่งเสริมเงินฝาก และเงินออมของผู้เกษียณอายุ” โดยขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ จัดทำโครงการเงินฝากพิเศษให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงเป็นพิเศษสำหรับผู้เกษียณอายุ และผู้สูงอายุ รวมทั้งโครงการเงินฝากอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับการเกษียณอายุด้วย เพื่อตอบรับสังคมสูงอายุ

ส่วนที่หลายฝ่ายอยากรู้ว่า การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้ต่ำสุดแล้วหรือไม่? เรื่องนี้ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ตอบคำถามนี้ว่า “ตอบไม่ได้ว่าธนาคารพาณิชย์จะลดดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่ แต่ในเศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหาสภาพคล่อง และมีเงินเพียงพอในการกู้ยืมและเป็นเงินที่ต้นทุนต่ำมาก ยิ่งเป็นการกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำมาก ดังนั้น หากภาคเอกชนต้องการลงทุนเพื่อธุรกิจในอนาคต เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว”

แบงก์ยันลดดอกเบี้ยกู้ช่วยลูกค้า 1,000%

ด้านมุมมองของธนาคารพาณิชย์นั้น นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การที่ธนาคารพาณิชย์พร้อมใจกันปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) และลดดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มอาร์อาร์ลง ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากยังคงไว้ในระดับเดิม เพื่อเป็นอีกแรงสนับสนุนในการผลักดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งต้องยอมรับว่ามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม และเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากการชะลอตัวของการส่งออกและการบริโภคในประเทศที่สืบเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง จึงต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติมเป็นพิเศษ

ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยนั้น นายปรีดีมองว่า กนง.ยังมีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ลงได้อีก หากภาพของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจล่าช้ากว่าที่คาดไว้ ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลังหากเฟดส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะกระทบต่อเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า หรือ Fund Flows และทำให้โอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ กนง.ทำได้ลดลง

เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ขณะที่การแข่งขันด้านราคา ทั้งผลิตภัณฑ์สินเชื่อและเงินฝาก คงไม่รุนแรง เพราะสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีอยู่มาก

จับตาปีนี้ “หนี้เน่า” พุ่งสูงสุด!

“คุณภาพหนี้ และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามในขณะนี้ เพราะที่ผ่านมา เราเห็นการเลื่อนตกชั้นของลูกหนี้เอสเอ็มอี โดยเฉพาะขนาดเล็กรวมถึงลูกค้ารายย่อย และกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันต่อเนื่อง”

โดยธนาคารกสิกรไทยมีเอ็นพีแอล ณ สิ้นไตรมาส 1/2559 อยู่ที่ 2.81% ขยับขึ้นจากสิ้นปี 2559 ที่ 2.70% ซึ่งต่ำกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง ที่มีเอ็นพีแอลเท่ากับ 2.98% ในไตรมาส 1/2559 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2559 ที่ 2.89%

“ขณะที่มองไปข้างหน้า เอ็นพีแอลน่าจะถึงจุด Peak (สูงสุด) ภายในปีนี้ บนเงื่อนไขที่เศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว ขณะที่ในระหว่างทาง ธนาคารมีการวางแผนรับมือในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ติดตามลูกค้าในความถี่ที่เพิ่มขึ้น เพื่อจะได้ให้การช่วยเหลือลูกค้าอย่างทันท่วงที และดูแลคุณภาพสินทรัพย์ไปพร้อมๆกัน ตลอดจนการรักษาประสิทธิภาพของ กระบวนการติดตามหนี้ และยังมีการตั้งสำรองหนี้ด้อยคุณภาพในระดับที่เหมาะสมกับเงื่อนไขเศรษฐกิจ”

สำหรับการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบเศรษฐกิจและภัยแล้ง ธนาคารพาณิชย์ได้ออกหลายมาตรการดูแล ยกตัวอย่างในกรณีของลูกค้าเอสเอ็มอี ได้แก่ การพักชำระเงินต้นเป็นกรณีชั่วคราว สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ การผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระดอกเบี้ยและ/หรือเงินต้น สำหรับธุรกิจเฉพาะรายที่ประสบปัญหา การให้วงเงินเครดิตพิเศษเพื่อเสริมสภาพคล่อง และการพักชำระหนี้ และปรับตารางการชำระหนี้ในกรณีของลูกค้ารายย่อย

ลุ้นเศรษฐกิจฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง

ประธานสมาคมไทยธนาคารยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ยอมรับว่าแม้ไตรมาส 1/2559 จะเห็นภาพรวมของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่ชะลอลง เติบโตประมาณ 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวชัดเจนขึ้นจริง ก็คงทำให้ภาพการขยายตัวของสินเชื่อในครึ่งหลังของปี 2559 ชัดเจนขึ้นตามไปด้วย โดยระบบธนาคารพาณิชย์ไทยคาดว่าจะโต 4-6%

“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 2.8% ซึ่งเป็นระดับที่เท่ากับปีก่อน เนื่องจากปัญหาความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่นำโดยจีน ผนวกกับปัญหาภัยแล้งในประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมองอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไว้ที่ 3.3% บนสมมติฐานที่คาดว่า ฤดูฝนคงจะมาใกล้เคียงกับปีก่อน คือประมาณเดือนกรกฎาคม

ส่วนแรงขับเคลื่อนหลักสำหรับเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนั้น จะมาจากการลงทุนภาครัฐในหลายโครงการที่น่าจะมีความก้าวหน้ามากขึ้น และการท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตได้ดี โดยคาดว่าจะจบปี 2559 ด้วยขยายตัวที่ 10.4–12%

ทั้งหมดสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของไทยในเวลานี้!!!

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้