วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แบรนด์เนมตบเท้า หน้าเดิน...บุกโรงตึ๊ง

นับถอยหลังจากนี้อีกไม่กี่วัน ฤดูกาลเปิดเทอมกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่พ่อ แม่ ผู้ปกครอง เตรียมตัวกระเป๋าฉีกอีกหนกับสารพัดรายจ่ายรับวันเปิดเทอม จึงเป็นอีกช่วงที่หลายคนจำต้องบากหน้าไปพึ่งแหล่งเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น

เพิ่มศักดิ์ มณีกุล ผู้จัดการสถานธนานุบาล เทศบาลเมืองปทุมธานี ตั้งข้อสังเกตถึงบางความเคลื่อนไหวที่เกิดกับธุรกิจรับจำนำในพื้นที่เป้าหมายของเขาในระยะนี้ว่า

“เรามีลูกค้าที่เป็นเกษตรกร เช่น ชาวนา ชาวสวน อยู่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มข้าราชการและพนักงานกินเงินเดือน อีก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นชาวบ้านทั่วไปที่นำทรัพย์สินมาจำนำ”

เขาบอกว่ากลุ่มคนกินเงินเดือนเริ่มนำทรัพย์สินทยอยไปจำนำกับทางสถานธนานุบาลฯปทุมธานีกันตั้งแต่เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

“ต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ผู้ปกครองของนักเรียน นักศึกษาเก่า ที่ยังเรียนต่อในสถาบันเดิม กลุ่มนี้จะค่อยๆทยอยมา กับอีกกลุ่ม คือ ผู้ปกครองของเด็กที่เรียนจบตามช่วงชั้น เช่น เพิ่งสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 ม.4 หรือได้เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ต้องย้ายที่เรียนใหม่ กลุ่มนี้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง จะรีบมาจำนำกันก่อน เพราะต้องระดมเงินไปเป็นค่าเทอม และค่าใช้จ่ายอื่น เพื่อไปจ่ายในวันมอบตัวให้สถานศึกษาใหม่”

เพิ่มศักดิ์บอกว่า พ่อ แม่ ผู้ปกครองกลุ่มนี้มากกว่า 80% มักจะนำทองรูปพรรณน้ำหนักตั้งแต่ 2 สลึงถึง 1 บาท ไปจำนำกับทางสถานธนานุบาล โดยมีกำหนดไถ่ถอนคืนภายใน 4 เดือนกับอีก 30 วัน

หรือไม่ก็อาจเลือกใช้วิธีส่งดอกเบี้ย ต่ออายุตั๋วจำนำไปเรื่อยๆ ในอัตรา เงินต้น 1,000-5,000 บาทแรก เสียดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 50 สตางค์ต่อเดือน เงินต้นส่วนที่เกินจาก 5,000-30,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน และเงินต้นส่วนตั้งแต่ 30,001-100,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 บาทต่อเดือน

เทียบกับลูกค้ากลุ่มชาวบ้านทั่วไปที่มีอยู่ราว 10% เพิ่มศักดิ์บอกว่า ยังคงไปจำนำและไถ่ถอนกันตามปกติ แต่ที่ผิดสังเกตอย่างมากก็คือ ลูกค้ากลุ่มเกษตรกร ซึ่งมีอยู่ถึง 60%

เขาว่าลูกค้ากลุ่มนี้ ส่วนใหญ่อยู่แถว อ.ลาดหลุมแก้ว อ.สามโคก จ.ปทุมธานี และ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา (เดินทางใกล้กว่าไปจำนำที่อยุธยา) ปกติหลังสงกรานต์ เกษตรกรจะเริ่มทำนากันอีกครั้ง แต่เนื่องจากปีนี้แล้งจัด ไม่มีน้ำให้ทำนา จึงเกิดปรากฏการณ์ใหม่ ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก

“ช่วงนี้แทนที่เกษตรกรจะนำทรัพย์สินมาจำนำกันมากเหมือนทุกปี เพื่อเอาเงินไปเป็นทุนหมุนเวียนทำการเกษตร ตรงกันข้ามปีนี้กลับแห่มาไถ่ถอนทรัพย์ที่จำนำไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทองรูปพรรณ หนักเส้นละตั้งแต่ 2 บาทขึ้นไป คงจะเป็นเพราะช่วงนี้ราคาทองอยู่ในช่วงขาขึ้น จึงไม่มีใครยอมปล่อยให้หลุด อีกอย่างน้ำยังไม่มีให้ทำนา จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนไปลงทุนทำนา”

จากโรงตึ๊ง ย่านตัวเมืองปทุมธานี ลองเปลี่ยนไปโฟกัสกันที่ย่านตลาดรังสิต ปทุมธานีอีกสักแห่ง สิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด เจ้าของกิจการโรงรับจำนำในเครือ “อีซี่มันนี่” ซึ่งปัจจุบันมีสาขากระจายอยู่ในหลายพื้นที่ถึง 32 สาขา ตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจหลายเรื่อง

เขาบอกว่า นอกจากมูลค่ารวมของธุรกิจโรงจำนำในเมืองไทย อยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท เทียบกันช่วงต่อช่วง ปีนี้เฉพาะที่ โรงรับจำนำอีซี่มันนี่ ทั้ง 32 สาขา ยังมียอดการรับจำนำโดยรวม เติบโตเด้งขึ้นมาสูงกว่าปีที่แล้วถึง 65% จึงต้องใช้เม็ดเงินในการรับจำนำ เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว อีกหลายร้อยล้านบาท

หัวเรือใหญ่ของ “อีซี่มันนี่” วิเคราะห์ว่า การที่อัตรารับจำนำของโรงรับจำนำทันสมัยแห่งนี้ เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 65% น่าจะเป็นผลมาจากสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งระหว่าง 32.5% แรก เกิดจากการที่เศรษฐกิจไทย ตกอยู่ในภาวะชะลอตัว กับอีก 32.5% หลัง เขาเชื่อว่าเป็นเพราะลูกค้า ไว้วางใจอีซี่มันนี่

เขายกตัวอย่างกรณีเศรษฐกิจชะลอตัว สิทธิวิชญ์ได้รับรายงานจากหลายสาขาว่า ลูกค้าของเขาจำนวนมากที่เป็นพนักงาน หรือลูกจ้างในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง เริ่มมีจำนวนครั้งในการทำงานนอกเวลา หรือโอที ลดลง ตามยอดการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศที่โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง ได้รับลดลง (ส่งออกแย่)

ส่วนกรณีที่สะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าให้ความไว้เนื้อเชื่อใจกับโรงจำนำแห่งนี้มากขึ้น เขายกตัวอย่าง กลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ต้องการเงินทุนไปใช้หมุนเวียนในช่วงสั้น โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการวิเคราะห์สินเชื่อ นิยมนำทรัพย์สินมีค่าไปจำนำไว้กับเขามากขึ้น

ลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอีของเขา มีหลากหลาย ทั้งที่เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม เจ้าของบ่อปลา เจ้าของอู่ซ่อมรถ เจ้าของธุรกิจรถตู้เช่า เจ้าของอพาร์ตเมนต์ หรือเจ้าของโรงแรมขนาดกลาง เป็นต้น

“ท่านเหล่านี้มีทรัพย์สินมากมาย เพียงแต่บางครั้ง เงินขาดมือระยะสั้น ต้องการใช้เงินสดไปหมุน หรือนำไปใช้ขยายกิจการ ที่ให้ผลตอบแทนกลับคืน สูงกว่าที่จ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละ 15 เปอร์เซ็นต์ เช่น บางท่านเห็นช่องทางทำเงินที่ให้ผลตอบแทนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ จึงเอาของมีค่าหลายชิ้นมาจำนำกับเรา”

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “อีซี่มันนี่” มีการรับจำนำ ตั้งแต่ ต่างหูเพชร ไซส์ 5 กะรัต 2 เม็ด ในราคา 5 ล้านบาท, นาฬิกาแบรนด์เนมหรู เรือนละ 1 ล้านบาท, ทองคำแท่งหนัก 1 กิโลฯ, ช้อนทองคำ ส้อมทองคำ หวีทองคำ กระเป๋าถือทองคำ ราคา หลักแสนหลักล้านบาท ไปถึงกระทั่ง ผ้าพันคอ เนกไท และ กระเป๋าหนังแบรนด์เนมหรู ยี่ห้อ LV, Chanel, Hermes หรือ Prada ในราคาใบละหลักหมื่น หรือหลักแสนบาท

โดยเฉพาะระยะหลัง ทรัพย์จำนำประเภท กระเป๋าหนังแบรนด์เนม กลายเป็นสินค้าที่มีความนิยมพุ่ง ทั้งจากฝ่ายผู้ที่ถือไปจำนำ และฝ่ายผู้ที่รอลุ้น ให้กลายเป็นทรัพย์หลุดจำนำ...

สิทธิวิชญ์บอกว่า สาเหตุที่เริ่มมีผู้นำกระเป๋าหนังแบรนด์เนมหรูเหล่านี้ ไปจำนำหมุนเวียนกันมากขึ้น อาจเป็นเพราะรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ฐานะระดับกลางถึงบนเปลี่ยนแปลงไป

กล่าวคือ คนกลุ่มนี้มุ่งเน้นไปที่คุณภาพ และความน่าเชื่อถือในสินค้าแบรนด์เนม โดยไม่คำนึงว่าต้องเป็นของใหม่ จะเป็นของใช้แล้วก็ได้ ขอเพียงให้เป็นของแท้ อยู่ในสภาพดี และมีราคาถูกกว่าซื้อใหม่จากห้างหรือชอป

“สินค้าเหล่านี้ เมื่อกลายเป็นของหลุดจำนำ แล้วนำไปประมูลขายตามช่องทางเฟซบุ๊ก ออนไลน์ หรือเว็บไซต์ ราคาจะถูกกว่าซื้อใหม่จากชอป 30-70% หลายชิ้นถูกนำไปประมูลที่ราคาเริ่มต้นเพียงชิ้นละ 99 บาท บางคนที่อยากได้ แต่ประมูลสู้คนอื่นไม่ได้ อยากให้มีช่องทางใหม่ที่เรียกว่า Pre- Order คือ มีของที่ต้องการประเภทนี้ หลุดนำจำออกมาเมื่อไร ให้ช่วยแจ้ง หรือกึ่งขอจองเอาไว้ก่อน”

สิทธิวิชญ์ให้บทสรุปว่า โดยภาพรวมแล้ว ยามที่เศรษฐกิจดี สถานะของโรงรับจำนำจะดีกว่าในยามที่เศรษฐกิจแย่ เพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัว ลูกค้าโรงรับจำนำมักมีความต้องการใช้เงินทุนไปหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ตามอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ และจะเกิดการหมุนเงินหลายรอบตามครั้งที่ต้องการใช้เงินไปลงทุน

ในทางกลับกัน ยามที่เศรษฐกิจแย่ หรือชะลอตัว ผู้ที่นำของมาจำนำ มักจะนำเงินไปใช้หมุนเวียนตามความจำเป็นเพียงแค่ช่วงเดียว หรือไม่กี่ช่วงเท่านั้น เพราะยังไม่มีการลงทุนค้าขายเพื่อต่อยอด จึงไม่รู้ว่าจะนำเงินไปใช้ลงทุนอะไร

“อีกอย่างความอยู่รอดของธุรกิจโรงรับจำนำยุคนี้ นอกจากอยู่ที่การรับจำนำทรัพย์สินที่หลากหลาย ให้ราคาที่เป็นธรรม เท่าที่สภาพทรัพย์ชิ้นนั้นจะอำนวย ยังอยู่ที่รูปแบบการให้บริการที่ดีและทันสมัย เทียบเท่ากับสถาบันการเงิน หมดยุคแล้วครับที่จะให้บริการตามอำเภอใจ หรือกดขี่ลูกค้า” หัวเรือใหญ่ของอีซี่มันนี่ให้บทสรุปทิ้งท้าย.

8 พ.ค. 2559 09:37 8 พ.ค. 2559 09:38 ไทยรัฐ