วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่ากติกาประชามติเกรงสารพิษตกค้าง : เดินสายกลางก่อนวิกฤติ

จะกลายเป็นความเผชิญหน้ากัน

เสียงสะท้อนเตือนของ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ผ่านไปถึงอำนาจรัฐที่ควบคุมกติกาการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

หลังจาก กกต.ออกหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ มีเจตนาเพื่อสร้างความสงบ แต่ในทางปฏิบัติอาจจะก่อให้เกิดความไม่สงบได้

โดยกำหนดสิ่งที่ประชาชนทำได้ 6 ข้อ และสิ่งที่ประชาชนทำไม่ได้ 8 ข้อ ซึ่งไปขยายความ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้การกระทำบางอย่างที่ไม่เป็นความผิด กลายเป็นความผิด เช่น คำว่ารณรงค์ กฎหมายไม่ได้เขียนตรงไหนว่าห้ามรณรงค์

แต่เขียนเรื่องการห้ามปลุกระดม กกต.ควรที่จะไปอธิบายให้ชัดเจนคำว่าปลุกระดมคืออะไร หรือการกระทำความผิดอันใดถือว่าผิด โดยมีตัวอย่างประกอบและยึดหลักในมาตรา 61 เป็นสำคัญ

ขอย้ำว่าอย่าไปขยายความกฎหมายหรือไปใช้ถ้อยคำภาษาที่มากกว่ากฎหมายกำหนดไว้ ประชาชนจะไม่ให้ความร่วมมือ

เพราะหวาดระแวง หวาดกลัวว่าจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี จะถูกมองได้ว่าเป็นกฎหมายที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อตั้งเป้าหมายจะเอาผิด เอาโทษประชาชนทั่วๆไป มากกว่าสนับสนุนให้ประชาชนไปออกเสียงลงคะแนนทำประชามติ

ระเบียบของ กกต.ควรมีเจตนารมณ์สนับสนุนให้ประชาชนไปออกเสียงลงคะแนนทำประชามติ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในร่างรัฐธรรมนูญ กกต.ต้องรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสิทธิ์ของตัวเอง

แต่ กกต.กลับเขียนใส่รายละเอียดมากจนเกินไป ทั้งข้อที่ประชาชนทำได้และข้อห้ามไม่ให้ประชาชนทำ เลยยิ่งถูกตีความไปได้ว่า หาก 6 ข้อทำได้ ถ้าไม่ใช่ 6 ข้อที่กำหนดไว้ถือว่าเป็นความผิดหมด ก็จะไปขัดมาตรา 7 พ.ร.บ.ประชามติ ในเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ขอแนะนำว่าหาก กกต.เห็นว่ามีใครหรือกลุ่มบุคคลใดมีการกระทำความผิด หมิ่นเหม่ หรือกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.ประชามติ กกต.น่าจะแจกใบเหลืองก่อน หรือมีคำสั่งเตือนก่อน เพื่อเตือนว่าการกระทำนี้ต้องห้าม อาจจะผิดกฎหมายได้

และต้องติดตามดูบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกเตือนว่าจะยุติการกระทำในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ หากยังฝ่าฝืนกฎหมายอยู่ กกต.อาจจะเดินหน้าดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป ภายใต้ข้อสันนิษฐานเอาไว้ก่อนว่าทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ มีเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น

เมื่อทำได้แบบนี้จะทำให้ประชาชนมีความรู้สึกดีขึ้นกับการทำประชามติ สังคมก็ยังยอมรับ ไม่เกิดการต่อต้าน ไม่เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน

และประชาชนจะมีความเข้าใจมากขึ้นว่า สิ่งใดก็ตามที่จะไปแสดงความคิดถ้าเข้าข่ายความผิด กกต.จะแนะนำก่อน เพื่อไม่ให้มีการกระทำความผิดกฎหมาย ถือเป็นหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ.ประชามติ

ขณะที่การกระทำใดที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ ขอให้ดูว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายกับการทำประชามติ โดยหลักแล้วเป็นความผิด แบบนี้ชัดเจนไม่มีปัญหา

และยังมีหลักสำคัญอีกอันหนึ่งในกฎหมาย ที่มีเจตนารมณ์ป้องกันไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย

ถ้าเป็นความวุ่นวายและมีเป้าหมายสำคัญว่าจะเป็นการกระทำความผิด ไม่ว่าด้วยการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียงในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดก็ตาม

หากเป็นการกระทำที่มุ่งเป้าหมายให้คนไปลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนหรืองดออกเสียง ถ้าชี้แจงตรงนี้ให้ประชาชนเข้าใจว่าเป้าหมายสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ป้องกันความวุ่นวาย ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หลักการ พ.ร.บ.การทำประชามติมีอยู่แค่นี้

มีวิธีที่ กกต.จะแก้ไขได้อย่างไรในขณะนี้ เพราะระเบียบของ กกต.ที่ออกมาทำให้ประชาชนที่ต้องการแสดงความคิดเห็นอึดอัด นายเสรี บอกว่า วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่ กกต.ควรจะปรับปรุงแก้ไขหรือเพิ่มเติม

เพื่อให้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่สำคัญสนับสนุนให้ประชาชนไปออกเสียงลงคะแนนทำประชามติ

ขอย้ำอีกครั้งว่าถ้าเห็นว่าการกระทำใดเป็นความผิด กกต.จะต้องเข้าไปสอบสวนในเรื่องเหล่านี้ก่อนว่า สิ่งที่คนกระทำผิดสุจริตหรือไม่ ไม่อยากให้มีการวินิจฉัยโดยเร่งด่วน

เพราะบางทีอยู่ที่พฤติการณ์ของคดีว่าทำไปโดยสุจริตหรือไม่ ผิดต่อกฎหมายหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่อยู่ดีๆไปแจ้งความเลย แบบนี้อาจจะกลายเป็นปัญหาที่ประชาชนรู้สึกว่าตั้งใจจะเอาผิดเอาโทษมากเกินไป

ในหลักเกณฑ์ที่ กกต.ประกาศออกมา มีเรื่องใดที่น่าเป็นห่วงที่สุ่มเสี่ยงจะกระทำความผิดได้มากที่สุด นายเสรี บอกว่า สุ่มเสี่ยงทุกข้อ เพราะไปสร้างเงื่อนไขขึ้นมา มีโอกาสที่จะ กลายเป็นความผิดได้หมด

เช่น กำหนดว่าสื่อมวลชนสามารถเสนอข่าว รายงานข่าวได้ตามจริยธรรมการประกอบวิชาชีพที่รับผิดชอบ เป็นกลาง คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่ขัดต่อกฎหมาย

เขียนแบบนี้สื่อมวลชนทำงานไม่ได้เลย เสนอข่าวกลายเป็นความผิดไปหมด เพราะไปบังคับว่าต้องเป็นกลาง อย่าลืมว่าข้อเท็จจริงที่สื่อมวลชนนำเสนอมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่ได้แสดงความเป็นกลาง แต่เสนอข่าวตามข้อเท็จจริง

หรือมีคนทำผิดกฎหมายฉบับนี้ สื่อมวลชนก็นำเสนอข่าวนี้แล้วจะเป็นกลางได้อย่างไร ฉะนั้นเมื่อมีคนทำผิดกฎหมาย สื่อมวลชนนำเสนอ ตามข้อเท็จจริงย่อมไม่ผิดกฎหมาย

แต่ถ้าสื่อมวลชนมีเจตนาปลุกระดม ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ถึงจะเข้าข่ายความผิด

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า กมธ.เป็นห่วงการโพสต์ การแชร์ข้อความเกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย นายเสรี บอกว่า การโพสต์ การแชร์ว่า ไม่รับ หรือเห็นด้วย ไม่เข้าข่ายความผิด เพราะไม่ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรง ถ้อยคำที่เป็นเท็จ หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่

เช่น แชร์ว่าไปชุมนุมที่นี้เพื่อจะปลุกระดมข่มขู่ต่อต้านหรือสนับสนุน แบบนี้เข้าข่ายมีความผิด เพราะมีเจตนาก่อให้เกิดความวุ่นวาย หัวใจสำคัญอยู่ที่เจตนาให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่ ถ้าไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายจะโพสต์ จะแชร์ล้วนทำได้หมด

ฉะนั้นทางออกที่ดี กกต.ควรออกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนในลักษณะเช่นนี้ ประชาชนจะได้เบาใจและให้ความร่วมมือออกไปโหวตทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การทำประชามติ ปรากฏว่าฝ่ายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กลับไม่มีปากมีเสียง มีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นเท่ากับฝ่ายที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ จะก่อให้เกิดความขัดแย้งตามมาได้ ควรจะแก้ไขอย่างไร นายเสรี บอกว่า การแสดงความคิดเห็นจะต้องพูดได้ทั้งสองฝ่ายตามหลักเกณฑ์เดียวกัน

เรื่องนี้ กมธ.ได้หารือได้ข้อสรุปว่าจะทำเป็นข้อแนะนำเสนอ กกต. เพราะหลักเกณฑ์ของ กกต.ไปขัดกับมาตรา 7 ที่วางไว้สวยหรูว่า การเสนอความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ทำได้ แต่หลักเกณฑ์ของ กกต.ที่ออกมากลายเป็นแสดงความคิดเห็นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย

สุดท้ายจะไปสร้างเงื่อนไขระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีโอกาสจะสร้างความขัดแย้งใหม่ได้อีก

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การทำประชามติจะกระทบต่อการสร้างความปรองดองอย่างไร นายเสรี บอกว่า เป็นคนละเรื่อง ขณะนี้การศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองใกล้จบแล้ว

มีเรื่องของการเยียวยาและคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ซึ่งมีทางออกทั้งสองกรณี รอให้ผ่านที่ประชุม สปท.และจะนำเสนอรัฐบาลต่อไป

ขณะที่การทำประชามติ กกต.จะต้องทำงานให้หนักหลังจากพักงานมานาน และจะต้องให้ความสำคัญว่าการกระทำหรือการแสดงความคิดเห็นต่างๆ อย่าไปสร้างความรู้สึกหรือสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนแบ่งข้าง แบ่งฝ่าย

ไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤติความขัดแย้งขึ้นมาอีกรอบ.

ทีมการเมือง

8 พ.ค. 2559 09:01 8 พ.ค. 2559 09:02 ไทยรัฐ