วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฮิวแมนไรท์ฉะรัฐบาล บิดเบือนกม. ใช้ 112 จับแม่จ่านิว-โฆษกคสช.อัดกลับผิดมารยาท

ปอท.ย้าย “พัฒน์นรี” ไปคุมขังที่กองปราบฯรอส่งฝากขังศาล ทหาร เครือข่ายนักวิชาการ สิทธิพลเมืองแห่ให้กำลังใจ ออกแถลงการณ์จี้ปล่อยตัว ซัดขยายมูลเหตุตั้งข้อหาเกินเลย แค่พูดคำว่า “จ้า” จบการสนทนาโดนมาตรา 112 เรียกร้อง คสช.หยุดจับกุมประชาชน บ่มเพาะความเกลียดชัง “จ่านิว” หน้าเครียดยกพวกเยี่ยมแม่ ผกก.3 บก.ปอท.ปัดกลั่นแกล้ง ยันมีหลักฐานชัดโชว์ในศาล ตร.บุกค้นบ้าน “ยายจ่านิว” ย่านรามอินทรา ยึดคอมพิวเตอร์-ซีพียู ไปตรวจ ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ร่อนแถลงการณ์เฉ่งรัฐบาลทหารไทยตกต่ำสุดขีด บิดเบือนงัด ก.ม.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพกลบเสียงวิจารณ์ สร้างความหวาดกลัว “วินธัย” สวนทันควันพวกขาประจำผิดมารยาท สตง.โต้เตือน กทม.ระวังใช้งบฯสารพัดโครงการ เมินเสียงขู่ฟ้องกลับ “อรรถวิชช์” อัดพวกเฮงซวยทำ กทม.พัง สวดคนชงเงียบโยนเผือกร้อนให้ “สุขุมพันธุ์”

จากกรณีที่ น.ส.พัฒน์นรี หรือหนึ่งนุช ชาญกิจ มารดาของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เข้ามอบตัวที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ขณะที่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองและฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ประจำภูมิภาคเอเชียออกแถลงการณ์ประณามการละเมิดกรอบสิทธิเสรีภาพประชาชน

นำ “แม่จ่านิว” ไป บก.ป.รอส่งศาลทหาร

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 7 พ.ค. พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้นำตัว น.ส.พัฒน์นรี หรือหนึ่งนุช ชาญกิจ แม่นาย สิรวิชญ์ หรือจ่านิว เสรีธิวัฒน์ แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ มายังกองบังคับการปราบปราม เพื่อนำตัว มาฝากขังที่ห้องควบคุมผู้ต้องหาภายในอาคาร กก.1 บก.ป. โดยบรรยากาศ น.ส.หนึ่งนุชไม่ได้มีสีหน้าวิตกกังวลใดๆ และเวลาต่อมา จ่านิวพร้อมเพื่อนประมาณ 10 คน ได้เดินทางมาให้กำลังใจ พร้อมยืนพูดคุยกับแม่ผ่านห้องขัง ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน (บก.ปอท.) จะนำตัวผู้ต้องหาไปยังศาลทหารเวลา 09.00 น. วันที่ 8 พ.ค. ต่อไป

เครือข่ายอาจารย์แถลงการณ์จี้ปล่อยตัว

นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง กล่าวว่า มาวันนี้เพื่อให้กำลังใจ น.ส.พัฒน์นรีและนายสิรวิชญ์ พร้อมมอบดอกไม้แสดงความเป็นห่วง จากการสอบถามนายสิรวิญช์ มีแม่ น้องและยาย อาศัยอยู่ที่บ้าน เมื่อแม่ถูกจับ นายสิรวิชญ์ซึ่งเป็นนักศึกษาอยู่ต้องรับ ภาระทั้งหมดแทน นายสิรวิชญ์ยังเป็นหนึ่งในพลเมืองที่ถูกลิดรอนสิทธิ พวกตนขอออกแถลงการณ์เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง เรียกร้องให้มีการปล่อยตัว “แม่จ่านิว” ทั้งนี้ เครือข่ายฯติดตามและห่วงใยการละเมิดสิทธิพลเมืองที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น ขอแถลงท่าทีดังต่อไปนี้

จวกขยายมูลเหตุตั้งข้อหาเกินเลย

นายอนุสรณ์กล่าวว่า 1.การตั้งข้อหาและออกหมายจับแม่จ่านิว เป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุอันควร ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าแม่จ่านิว มิได้พิมพ์ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทสถาบันเลย เฉพาะคู่สนทนาบนเฟซบุ๊กที่มิได้มีความคุ้นเคยกับแม่จ่านิวที่เป็นผู้พิมพ์ ถ้อยคำ แม่จ่านิวเพียงแต่ตอบรับด้วยคำว่า “จ้า” เพื่อปิดการสนทนาเท่านั้น การตั้งข้อหาคดีอาญาที่มีบทลงโทษรุนแรง โดยอ้างว่าการที่มิได้ห้าม ปรามถือเป็นความผิดด้วย เป็นการตีความที่ขยายมูลเหตุแห่งความผิดที่เกินเลย หากตั้งข้อหามาตรา 112 ด้วยมูลเหตุเพียงเท่านี้ จะเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้งกันได้โดยง่าย เหมือนเช่นที่ประชาชนกังขาว่า คสช.กำลังกลั่นแกล้งแม่จ่านิว เพื่อผลทางการเมืองข่มขู่คุกคามนายสิรวิชญ์ แกนนำเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย 2.การใช้ดุลพินิจไม่ให้ประกันตัวไม่เหมาะสม ผบก.ปอท.ปฏิเสธการให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีร้ายแรงมีอัตราโทษสูง เกรงผู้ต้องหาจะหลบหนีและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน โดยมิได้พิจารณาว่า แม่จ่านิวแสดงความบริสุทธิ์ใจเข้าพบพนักงานสอบสวนทันทีที่ถูกออกหมายจับ (โดยไม่มีหมายเรียก) พร้อมทั้งมีหลักทรัพย์เป็นเงินประกันตัวถึง 5 แสนบาท ย่อมแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจพร้อมจะสู้คดี การกักขังบุคคลโดยไม่มีเหตุอันควร ถือเป็นการละเมิดสิทธิ ขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างมิอาจยอมรับได้

จี้ คสช.เลิกจับกุม ปชช.เพาะความเกลียดชัง

นายอนุสรณ์กล่าวอีกว่า 3.คสช.ควรตระหนักว่า การดำเนินคดีกับประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีเหตุอันควร จะนำไปสู่การสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน เพราะประเด็น มาตรา 112 เป็นประเด็นที่อ่อนไหว ทำให้ประชาชนที่เข้าใจผิดก่อกระแสเกลียดชังจ่านิวและแม่จ่านิว ส่วนผู้รักความเป็นธรรม จะโกรธแค้น คสช.ที่ตั้งข้อหาประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม วิธีการเช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อใครทั้งสิ้น และเป็นการกระทำที่แย้งกับที่ คสช. ประกาศว่าจะสร้างความ สงบขึ้นในสังคมไทย เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ขอยืนยันว่าเป็นห่วงสิทธิพลเมือง ไม่เพียงแต่กรณีแม่จ่านิว ขอเรียกร้องให้ คสช.เคารพกฎหมาย หยุดการจับกุมคุมขังประชาชนโดยไม่เคารพต่อกระบวนการยุติธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าศาลทหารจะพิเคราะห์และอนุญาตให้แม่จ่านิวได้รับการประกันตัวในวันที่ 8 พ.ค.

โวยเกินเหตุตอบ “จ้า” ปิดฉากเจอ ม.112

นายอนุสรณ์กล่าวอีกว่า กรณีที่ น.ส.พัฒน์นรีถูกจับกุม โดยมีการแสดงหลักฐานว่าเป็นการแชตผ่านเฟซบุ๊กกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้นั้น พบว่าไม่ได้พูดคุยใดๆมาก่อน น.ส.พัฒน์นรีตอบกลับไปเพียงคำว่า “จ้า” ตนมองว่าเป็นมารยาท ที่ เมื่อถูกอีกฝ่ายพิมพ์ข้อความมาและ น.ส.พัฒน์นรีต้องการจบบทสนทนาจึงใช้คำว่า “จ้า” ปิดท้าย และไม่ได้ส่งอะไรไปอีก รู้สึกว่าการตั้งข้อหาร่วมหมิ่นสถาบันฯมาตรา 112 นั้นเป็นการตั้งเกินกว่าเหตุ ไม่สมเหตุสมผลและรังแต่จะเกิดความขัดแย้ง

ปอท.โต้กลั่นแกล้งย้ำกดไลค์กดแชร์ก็ผิด

ต่อมาเวลา 13.10 น. พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายเสนาธิการผู้บังคับบัญชาคณะทำงานพิเศษฝ่ายกฎหมาย คสช. พร้อมด้วย พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผกก. 3 ปอท. และ พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รอง ผกก.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. ร่วมกันแถลงข่าวโดย พ.ต.อ.โอฬารกล่าวว่า ปอท.ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินคดีโดยประมวลตามกฎหมายอาญา มีการกล่าวหาใส่ร้ายว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการโดยไม่มีหลักฐาน หรือกลั่นแกล้ง ขอชี้แจงว่า ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและมีพยานหลักฐานครบถ้วนชัดเจน พฤติการณ์แห่งคดีนั้น เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เป็นขั้นตอนการสอบสวนสืบสวนต้องเป็นความลับ ขอยืนยันว่ามีการนำเสนอข้อมูลต่อศาลให้พิจารณา และศาลได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับทั้ง 2 ราย ในวันที่ 8 พ.ค. จะนำตัว น.ส.พัฒน์นรีไปฝากขัง ที่บอกว่า น.ส.พัฒน์นรีไม่ได้ดำเนินการนั้น ไม่เป็นความจริง จากการตรวจสอบพบว่า น.ส.พัฒน์นรีและนายบุรินทร์ดำเนินการร่วมกัน มีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำความผิด ทุกอย่างจะปรากฏในชั้นศาล หากตรวจพบจะดำเนินการทันที ขอความร่วมมือหากนำเสนอข้อมูลควรมีหลักฐาน ไม่ควรบิดเบือน หรือนำสิ่งที่ตัวเองคิดแล้วนำเสนอออกไป ยืนยันว่าตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งไม่เคยมีการกลั่นแกล้งหรือข่มขู่ เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน สำหรับบุคคลที่แชร์และกดไลค์ข้อความที่แสดงให้เห็นถึงสนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวถือว่ามีความผิด

ระบุ “พัฒน์นรี” แชตมากกว่าคำว่า “จ้า”

พ.ต.อ.โอฬารกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ลิดรอนสิทธิของสื่อ ไม่มีการเซ็นเซอร์ข่าว ไม่เคยห้ามการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องอยู่ภายในกฎหมาย ขอความกรุณาสื่อมวลชนหากต้องการข้อมูลที่เป็นประโยชน์ติดต่อมาได้ที่ตน ส่วนทางโลกโซเชียลได้มีการแชร์ภาพที่มีข้อความ “จ้า” ของแม่ จ่านิวเชิงหมิ่นประมาทนั้น ไม่สามารถบอกรายละเอียดข้อความเนื้อหาได้ แต่การพูดคุยของทั้ง 2 คนเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แม่จ่านิวไม่ได้พิมพ์เพียงแค่คำว่า “จ้า” มีการสนทนามากกว่านั้น ส่วนคำว่า “จ้า” ทางกฎหมายไม่มีการตีความ จะต้องดูพฤติการณ์ของผู้กระทำ ถึงจะพิจารณาดำเนินการต่อไป ดังนั้น ที่จะมาบอกว่าพิมพ์คำว่า “จ้า” อย่างเดียวและผิดกฎหมายนั้น ถือว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ผู้นำเสนออาจทำให้โดนดำเนินคดีได้โปรดระมัดระวัง ยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยศาล อย่างไรก็ตามจะมีการควบคุมตัว น.ส.พัฒน์นรีไว้ที่กองบังคับการปราบปรามไว้ 1 คืนก่อนนำตัวส่งศาลทหารเช้าวันที่ 8 พ.ค.ต่อไป

ผบ.ตร.เตือนอะไรสุ่มเสี่ยงอย่าไปยุ่ง

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า อะไรที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายหรือสุ่มเสี่ยงอย่าเข้าไปกระทำ กรณีแม่จ่านิวเป็นเรื่องการโพสต์ข้อความ ตนพูดมาตลอดว่ากฎหมายก็คือกฎหมาย อะไรที่สุ่มเสี่ยงถ้าไม่รู้อย่าไปยุ่ง ควรศึกษาว่ากฎหมายมีอะไรบ้าง ไม่ใช่ไปกระทำการด้วยความคึกคะนอง เมื่อไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายและเริ่มกระบวนการของกฎหมายแล้วต้องดำเนินการ ถ้าไม่มีหลักฐานคงไม่มีการดำเนินการ เรื่องนี้เกี่ยวกับกรณีความมั่นคง เชื่อมั่นในตัวของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร

ตร.ค้นบ้านยึดเครื่องคอมพ์–ซีพียู

เวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามนำกำลังไปที่บ้านเลขที่ 53/88 ภายในหมู่บ้านธีรวรรณ ซอยรามอินทรา 109 ถนนรามอินทรา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา เป็นบ้านของยายจ่านิว นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ โดยนำหมายค้นให้นางอำพร ลีเลาะ อายุ 59 ปี ยายของจ่านิว ซึ่งอยู่กับน้องสาววัย 15 ปี ก่อนเข้าตรวจค้น พร้อมทั้งตรวจยึดคอมพิวเตอร์ และเครื่องซีพียู 2 เครื่อง ด้านน้องสาวจ่านิวเปิดเผยว่า บ้านนี้พี่นิวจะมาไม่บ่อยครั้ง ก่อนตรวจค้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่หน้าบ้านบอกว่าขอเข้าไปตรวจค้นในบ้าน พร้อมทั้งนำหมายศาลให้ดู และได้ให้ตนเซ็นเอกสาร พอดีพี่นิวโทร.มา บอกว่าอย่าเซ็นเอกสารใดๆ กำลังเข้าไปที่บ้านบอกให้รอก่อน แต่เจ้าหน้าที่ได้ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องซีพียูกลับออกไปจากบ้านก่อนที่พี่นิวจะมาถึง อย่างไรก็ตาม จ่านิวได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่า จะขอกลับไปที่กองปราบปรามเพื่อดูแลแม่ และจะทำกิจกรรมในตอนเย็นที่กองปราบฯ

แนวร่วมแห่เยี่ยมแม่จ่านิวล้น บก.ป.

เวลา 16.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม บริเวณห้องโถงของ กก.1 บก.ป. มีนายสิรวิชญ์ หรือ จ่านิว นายรังสิมันต์ โรม นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด และประชาชนประมาณ 50 คน มาให้กำลังใจเข้าเยี่ยม น.ส.พัฒน์นรี แม่จ่านิว มี ร.ต.อ.วีระศักดิ์ คร้ามสมอ รอง สว.กก.4 บก.ป.ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร รปภ.บก.ป.ดูแลการอนุญาตให้เข้าเยี่ยมครั้งละ 5-6 คน รอบละ 10 นาที มีคน ลงทะเบียนเข้าเยี่ยมกว่า 30 คน ทั้งนี้ พ.ต.อ.ภาณุเดช สุขวงศ์ ผกก.สน.พหลโยธิน พร้อมกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ 20 นาย มาสังเกตการณ์ อำนวยความสะดวกการจราจร รักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เตรียมพร้อมป้องกันเหตุฉุกเฉิน และยังมีพระครูปลัดธีรธนัช ณฤทธา ประธานสงฆ์สัมพุทธชยันตี เข้าเยี่ยม น.ส.พัฒน์นรี พร้อมนำพระมเหศวรมามอบให้เป็นขวัญและกำลังใจ

เปลี่ยนที่จุดเทียนส่งใจให้แม่–เพื่อน

ขณะที่นายสิรวิชญ์เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 พ.ค. ตำรวจจะนำตัว น.ส.พัฒน์นรี ผู้เป็นแม่ไปฝากขังที่ ศาลทหาร โดยพวกตนจะยื่นขอประกันตัวในชั้นศาล เดิมที่ได้นัดหมายว่าจะมีกิจกรรม “มืดนักก็จุดไฟส่ง กำลังใจไปให้เพื่อนและแม่เพื่อน” ในเวลา 18.30 น. วันที่ 7 พ.ค. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ จะขอเลื่อน มาจัดที่ บก.ป.แทน เพราะหลายคนมาให้กำลังใจแม่ตนจำนวนมาก แต่พวกตนขอยืนยันเจตนารมณ์เดิมจะจุดเทียนเป็นกำลังใจให้กับ 9 คนที่ถูกจับกุม อยู่ในเรือนจำ จะจัดกิจกรรมภายในกองบังคับการปราบปราม ส่วนที่ตำรวจไปค้นบ้านยึดคอมพิวเตอร์ ไม่กังวลใจ เนื่องจากไม่ได้เป็นคนมีความรู้ด้านเทคโนโลยีหรือผู้เชี่ยวชาญ แต่อยากให้สังเกตว่าแม้จะมีหมายค้นแต่ในบ้านมีเพียงน้องกับยายอยู่ พยายามขอร้องให้รอตนไปถึงก่อน เจ้าหน้าที่กลับไม่ฟังรีบ เข้าค้นและนำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปทันที พร้อมบังคับให้ยายเซ็นรับทราบ สิ่งที่ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ มีเรื่องเร่งด่วนหรือจึงต้องรีบขนาดนั้น

ตำรวจเข้มห้ามทำกิจกรรม

ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม หนึ่งในแกนนำขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เข้าไปเจรจากับ พ.ต.อ.ภาณุเดช สุขวงศ์ ผกก.สน.พหลโยธิน ขอใช้พื้นที่กองบังคับการปราบปราม ทำกิจกรรมจุดเทียน ประมาณ 30 นาที โดยที่ พ.ต.อ.ภาณุเดชได้ชี้แจงว่า อาจไม่สมควร เพราะเป็นสถานที่ราชการ มีกฎระเบียบในการเข้าออก เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้ย้ายไปทำกิจกรรมในพื้นที่ สน.พหลโยธินแทน แต่นายรังสิมันต์ต้องการทำกิจกรรมที่ บก.ป. จึงขอเข้าพูดคุยกับ พ.ต.อ.สยาม บุญสม รอง ผบก.ป. แต่ได้รับการปฏิเสธเช่นกัน

ขนพวกจุดไฟแก้มืดก่อนแยกย้าย

กระทั่งเวลา 18.30 น. นายสิรวิชญ์และนายสมบัติ ร่วมกันนำผู้ที่มาเยี่ยมให้กำลังใจ น.ส.พัฒน์นรี ที่เพิ่มเป็นเกือบ 100 คนมาเคลื่อนย้ายไปที่ด้านหน้ากองบังคับการปราบปราม ริมถนนพหลโยธิน เพราะทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมให้ทำกิจกรรมภายในกองบังคับการปราบปราม ก่อนทั้งหมดร่วมกันจุดเทียนเป็นเชิงสัญลักษณ์ “มืดนักก็จุดไฟ ส่งกำลังใจไปให้เพื่อนและแม่เพื่อน” ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนแยกย้ายกันกลับ โดยจ่านิวบอกว่าในวันที่ 8 พ.ค. จะยังมีการทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในเวลา 14.00 น. โดย วันที่ 8 พ.ค. จะมาที่ บก.ป.แต่เช้าเพื่อให้กำลังใจ น.ส.พัฒน์นรีที่จะถูกนำไปศาลทหาร เพื่อฝากขังในคดีความผิดตามมาตรา 112

สมช.ชี้กลุ่มต้านหวังปลุกเดินขบวน

พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ยื่นจดหมายถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์) ให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้เห็นต่างจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลว่า อย่าลืมว่าสิทธิเสรีภาพของคนในประเทศเรา ถูกระบุไว้ในตัวบทกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบสุข การไปใช้สิทธิเสรีภาพอะไรเกินกว่าในตัวบทกฎหมายต้องระวังกัน จากการติดตามและประเมินสถานการณ์ การเคลื่อนไหวของบางกลุ่มขณะนี้คงไม่ต้องเอ่ยว่ากลุ่มไหน พยายามที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น พยายามให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านเดินขบวน เพื่อนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งเราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ไปสู่จุดนั้น

กต.นัดหารือยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองยื่นหนังสือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์) ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้เห็นต่างของรัฐบาลว่า กระทรวงการต่างประเทศจะเชิญผู้แทนของยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์มาหารือสัปดาห์หน้า ที่ผ่านมาไทยได้ประสานงานกับยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์อย่างใกล้ชิด ทั้งกับสำนักงานที่กรุงเทพฯและที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ได้พูดคุยถึงพัฒนาการของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยอย่างต่อเนื่อง และวันที่ 11 พ.ค.คณะผู้แทนไทย นำโดยนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะเดินทางไปยังนครเจนีวา เพื่อนำเสนอรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย (ยูพีอาร์) ซึ่งเป็นการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนรายประเทศภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) โดยสมัครใจ เป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยนำเสนอรายงานนี้ หลังจากที่ได้เคยนำเสนอมาแล้วเมื่อเดือน มิ.ย.2557

สับจ้องเล่นงานผู้เห็นต่าง-ปิดปากจ่านิว

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นการทำประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น เริ่มสร้างความสับสนว่าจะก่อให้เกิดความผิดหรือไม่ เพราะอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.หรือบางทีอาจโดน มาตรา 44 ถูกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดนปรับทัศนคติหรือจับขึ้นศาลอีก หลักเกณฑ์ทำได้ 6 ข้อ ทำไม่ได้ 8 ข้อของ กกต.คลุมเครือไม่ชัดเจนหรือเขียนให้คลุมเครือเพื่อหวังจัดการกับคนที่เห็นต่างกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผู้มีอำนาจควรเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็น ใครอยากจะใส่เสื้อโหวตโนหรือเสื้อเห็นด้วยรับร่างรัฐธรรมนูญควรให้ใส่ ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ควรเปิดให้แสดงความคิดเห็นได้เสรี ส่วนกรณีที่แม่ของจ่านิวถูกจับในคดีมาตรา 112 ในช่วงจังหวะเวลานี้ อาจทำให้ถูกมองว่าต้องการไม่ให้จ่านิวเคลื่อนไหวในช่วงทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ เริ่มมีอาจารย์รวมทั้งกลุ่มนักวิชาการ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้จะมีกลุ่มคนจากทุกวงการ ทุกอาชีพออกมาพูดถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น รัฐบาลและคสช.ต้องเปิดกว้างผ่อนคลายตัดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรง อย่าใช้อำนาจคุกคาม อย่าผลักประชาชนให้เป็นศัตรูกับ คสช.

ฮิวแมน ไรท์ฯเฉ่งบิดเบือน ก.ม.ร้ายแรง

วันเดียวกัน จากกรณีที่มีการควบคุมตัว น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มารดานายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยศึกษานั้น นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการกลุ่มเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนหรือฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย ได้ออกแถลงการณ์ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาว่ารัฐบาลทหารไทยได้มาถึงจุดตกต่ำขีดสุดอีกครั้ง ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในการจับกุมมารดาของแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหว และเห็นได้ชัดว่าเป็นอีกครั้งที่กฎหมายดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างเป็นระบบและไม่ถูกต้อง เพื่อต้องการกลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ อย่างกรณี น.ส.พัฒน์นรีที่ถูกตั้งข้อหา ทั้งที่เพียงแค่ตอบข้อความนายบุรินทร์ อินติน สมาชิกกลุ่มพลเมืองโต้กลับอย่างคลุมเครือผ่านทาง
เครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กเท่านั้น ถือเป็นการบิดเบือนกฎหมายนี้อย่างร้ายแรง

ฉะ รบ.ทหารสร้างบรรยากาศความกลัว

นายอดัมส์ ยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่รัฐบาลทหารไทยทำถือเป็นการบีบกรอบเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น และสร้างบรรยากาศความกลัวในประเทศไทย โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับมารดาแกนนำเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างให้เห็นว่าไทยดูหมิ่นพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้ง

“วินธัย” สวนผิดมารยาทยันใช้ ก.ม.ปกติ

พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษก คสช. กล่าวถึงกรณีที่ ฮิวแมนไรท์ วอทช์ ออกมาประณาม คสช. ที่จับกุม น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มารดาจ่านิวว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายปกติของไทย ความผิดตามมาตรา 112 และความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายอาญา ไม่ใช่กฎหมายที่เกิดขึ้นโดยคสช. ทุกคดีไปแก้ต่างได้ตามกระบวนการยุติธรรมได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน การออกมาแสดงท่าทีของฮิวแมนไรท์ วอชท์ น่าจะเป็นการแสดงที่ผิดมารยาท ที่ผ่านมาไม่ว่าฮิวแมนไรท์ วอชท์ หรือองค์กรอื่นๆ ที่แสดงในลักษณะเดียวกัน เขามีแนวทางชัดเจนมาตั้งแต่ คสช.เข้ามาแล้วเป็นขาประจำ จนมีคนสงสัยว่าทำไมกลุ่มเหล่านี้ให้ความเห็นเพียงบางเรื่อง และเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ แต่ไม่แสดงความเห็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจริงกับชาวบ้าน กับการกระทำผิดกฎหมายของบุคคล การใช้ความรุนแรง และกรณีนี้ไม่เห็นว่าจะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นเพียงแค่ข้อกังวลตามแนวทางเดียวกับผู้เห็นต่างทางการเมืองเท่านั้น เราไม่ต้องกังวลอะไร เพราะกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องมีช่องทางสื่อสารอยู่แล้ว แต่องค์กรต่างประเทศเหล่านี้ บางทีต้องยอมรับว่าเขาได้ข้อมูลมาไม่ครบ หรืออาจได้รับข้อมูลมาจากบางกลุ่มที่ไม่ทั่วถึง

กรธ.มั่นใจตีปี๊บร่าง รธน.เข้าถึง ปชช.

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดอบรมวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตย (ครู ก.) ว่า วันที่ 11 พ.ค. กรธ.อนุกรรมการของ กรธ. และวิทยากรจากสถาบันพระปกเกล้าจะประชุมซักซ้อมแนวทางและทำความเข้าใจก่อนจะอบรมครู ก.วันที่ 18-19 พ.ค. ส่วนการประชุม กรธ.ในวันที่ 10 พ.ค. จะพิจารณาเอกสารที่ กรธ.จัดทำและเตรียมแจกให้กับครู ก.เพื่อนำไปใช้ทำความเข้าใจกับครู ข. คืบหน้าอย่างไรบ้าง เชื่อว่าวิธีการเผยแพร่และทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญในรูปแบบวิทยากร ครู ก. ครู ข. และครู ค. เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะการกำหนดให้ประชาชนสื่อสารหรือพูดกันเองย่อมดีกว่าการเผยแพร่ผ่านทางวิทยุหรือโทรทัศน์ ที่ไม่สามารถอธิบายข้อมูลได้ครบถ้วน

ซัดโยนบาป นปช.จ้องล้มประชามติ

นายสมพงษ์ สระกวี กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.กล่าวถึงการจับกุมกลุ่มเคลื่อนไหวต้านรัฐธรรมนูญของรัฐบาล คสช.ว่า วันนี้ประชาชน ไม่สนเนื้อหารัฐธรรมนูญ มาสนใจการจับกุมคนไม่เห็นด้วยแทน ถ้าคุกรุ่นไปจนถึงวันลงประชามติ 7 ส.ค.จะกลายเป็นประชามติที่เผชิญหน้า เอาแต่จับกุมการแสดงออกด้านเสรีภาพ ควรโทษ คสช.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มาออกกติกาจุกจิก ปิดโอกาสประชาชนในการมีส่วนร่วม ต้องไม่ลืมเราเสียเงินสามสี่พันล้านบาทไปเพื่ออะไร ส่วนการไม่ให้ผู้สังเกตการณ์จากนานาชาติ เข้ามาติดตามการทำประชามตินั้น ไม่เห็นจะเสียหาย ดีเสียอีก จะได้มีพยานออกไปบอกชาวโลกว่าไทยกำลังเริ่มเดินบนถนนประชาธิปไตย มีประชามติมีเลือกตั้งในปี 60 ประเทศพม่ายังใช้ต่างชาติเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งแล้วออกไปบอกชาวโลกเลย แต่ไทยกลับทำสวนทางหมด ส่วนกรณีนายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส.ระบุว่า การเคลื่อนไหวขณะนี้ เป็นฝีมือของเครือข่ายต้าน คสช.จ้องล้มประชามติว่า การมาพูดโยนบาปเดี๋ยวนี้ ทำได้ไม่ง่ายๆ เท่าที่ฟัง นปช.อยากให้เดินทางไปถึงวันที่ 7 ส.ค.ให้ได้ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะแพ้ประชามติ นปช. ภาวนาว่าอย่ายกเลิกประชามติ สวนทางกับคำพูดนายถาวร การโยนบาปแบบนี้ ไม่สมเหตุสมผล

“วันชัย” แนะรัฐทันเกมเลิกเจรจา “ทักษิณ”

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท.กล่าวว่า จากนี้จนถึงวันลงประชามติ จะมีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คสช.หมุนเวียนกันออกมาเคลื่อนไหวเป็นระลอกรุนแรงขึ้น เป้าหมายต้องการสั่นคลอนรัฐบาล คสช.รัฐต้องเอาให้อยู่ ไม่เช่นนั้นคนพวกนี้จะเหิมเกริมได้ใจ ขยายวงไปเรื่อยๆ ที่สุดจะเอาไม่อยู่กลับไปสู่วังวนเดิม ต้องทันเกมเร่งทำความเข้าใจกับต่างประเทศ กรธ.ต้องเป็นหลักชี้ให้ต่างชาติเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแก้ปัญหาภายใน อุดข้อบกพร่องในอดีตที่เกิดขึ้นจากนักการเมือง ไม่ใช่เขียนเพื่อหวังสืบทอดอำนาจให้ใคร ส่วน กกต.ต้องเป็นหลักควบคุมกำกับดูแลกฎหมายประชามติให้เรียบร้อย อย่าให้เป้ามาตกที่รัฐบาล คสช.อย่างเดียว ส่วนกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เลิกคุยเลิกเจรจา ท่าทีของเขาไม่ได้หวังดีต่อบ้านเมือง อย่าไปให้ราคา จะคุย เจรจาหรือไม่ก็ไร้ประโยชน์

โพลหนุน 2 ฝ่ายจ้อก่อนถึงวันซาวเสียง

กรุงเทพโพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพเผย สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไรกับการแสดงความเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,014 คน พบว่าร้อยละ 68.6 เห็นด้วยกับแนวคิดที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญมีโอกาสแสดงข้อมูลความเห็น ก่อนถึงวันลงประชามติ แต่ต้องมีเหตุผลประกอบและเป็นไปตามหลักวิชาการ ขณะที่ร้อยละ 20.6 ไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้เกิดการชี้นำ และก่อให้เกิดความขัดแย้ง เมื่อถามถึงการออกมาวิพากษ์-วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญของกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มนักการเมืองหรือกลุ่มนักวิชาการ ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจรับหรือไม่รับร่างฯ มากน้อยเพียงใด ร้อยละ 49.5 เห็นว่ามีผลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 41.5 เห็นว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ส่วนความเชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของ กกต. ในการควบคุมดูแลการแสดงความเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญให้อยู่ในขอบเขตของ พ.ร.บ. ประชามติ ส่วนใหญ่ร้อยละ 53.3 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 31.9 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด

สตง.โต้เตือน กทม.แล้วหลายโครงการ

ด้านความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงข่าวพบการทุจริตกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไฟแอลอีดี ที่ลานคนเมือง กทม. ราคา 39.5 ล้านบาท และเตรียมส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลต่อไปนั้น เมื่อเวลา 11.00 น. นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้สัมภาษณ์ กรณีนายวสันต์ มีวงษ์ ที่ปรึกษาและโฆษกส่วนตัวของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า สตง.มีหน้าที่ให้คำแนะนำและตั้งข้อสังเกตโครงการต่างๆว่าควรทำหรือไม่ แต่กลับไม่ได้ให้คำแนะนำ โครงการอุโมงค์ไฟส่งเสริมการท่องเที่ยวว่า ไม่ว่าโครงการอะไรถ้า สตง.ตรวจพบความไม่ชอบมาพากล ก่อนทำโครงการเราจะเตือนไปเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เช่น โครงการก่อสร้างสกายวอล์คทั่วกรุงเทพฯวงเงิน 8,000 ล้านบาท ของ กทม. เมื่อเห็นว่ายังไม่มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีประชาชนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก เราก็เข้าไปแนะนำให้ กทม.ทบทวนโครงการ รวมถึงการจัดซื้อรถดับเพลิงขนาดเล็กประจำตามชุมชนต่างๆ เมื่อ สตง.เห็นว่ารถดังกล่าวขนาดเท่ารถกระบะไม่สามารถเข้าไปในชุมชนได้เราทักท้วงสุดท้ายโครงการก็ยกเลิกไป สิ่งเหล่านี้ผู้บริหาร กทม.ควรจะเป็นผู้พบเห็นเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นไปบอก ส่วนโครงการประดับไฟนั้น กทม.ไม่ได้ใช้งบปกติ เมื่อเราพบโครงการก็เดินหน้าไปแล้ว 60-70 เปอร์เซ็นต์ จึงเตือนไม่ทันต้องตรวจสอบ เราเตือนได้เพียงการตรวจรับงานไฟทั้ง 5 ล้านดวง และการจัดไฟที่แสดงให้เห็นเอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่ขณะนี้ยังไม่มีการตรวจรับ

ยึดพยานหลักฐาน ไม่สนถูกฟ้องกลับ

เมื่อถามว่า นายวสันต์ระบุว่า การตรวจสอบของ สตง.เป็นเพียงการเริ่มต้น แต่คำแถลงข่าวของ สตง.อาจทำให้คนเข้าใจผิดทำให้ผู้ว่าฯ กทม.เสียหาย นายพิศิษฐ์กล่าวว่า ยืนยันเราตรวจสอบตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ตามกระบวนกฎหมาย จากนี้จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบต่อ เป็นปกติที่คนรับผิดชอบงานจะบอกว่าตัวเองไม่ผิด แต่การใช้เงินแผ่นดินเป็นเรื่องที่เปิดเผยได้ เงินที่ กทม.ใช้ไปเป็นเงินของคนทั้งประเทศ เขาควรรู้ว่าเงินใช้ไปอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ ถ้าเขาจะฟ้องตนก็เป็นสิทธิของเขา แต่ยืนยันว่าทำตามหน้าที่

กุนซือ “ชายหมู” อัดพวกเฮงซวยทำ กทม.พัง

วันเดียวกัน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวใจความว่า “ถ้ามีคนรับเงินใต้โต๊ะไฟ กทม. 39.5 ล้านแล้ว ยังนั่งเงียบ ขณะที่องค์กร กทม.โดนถล่ม คุณเฮงซวย แม้ผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ออกมารับว่าเป็นนโยบายท่าน แต่ในรายละเอียดต้องมีคนชง ผมขอให้บริษัทคิวริโอฯ ผู้ที่ประมูลได้งานไฟไป ออกมาเปิดเผยว่าได้จ่ายใต้โต๊ะให้ใครหรือไม่ และเพื่อนร่วมงานใน กทม.หากมีเบาะแสบอกผมด้วย อย่าปล่อยให้พวกเฮงซวยทำ กทม.พัง”

จวกคนชงโชว์ไฟโยนขี้–ปลุก ขรก.ให้ข้อมูล

นายอรรถวิชช์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า สาเหตุที่โพสต์เฟซบุ๊กเพื่อต้องการปลุกขวัญข้าราชการ กทม.ดีๆที่ยังมีอยู่มากให้ร่วมแรงร่วมใจลุกขึ้นมาสู้โดยให้ข้อเท็จจริง สามารถส่งมาในทางลับให้ตนได้ว่าเกี่ยวข้องกับใคร โดยเฉพาะข้าราชการระดับกลางที่เป็นกรรมการทีโออาร์ในโครงการนี้ถูกสอบและติดร่างแห ทั้งที่ไม่รู้เรื่อง แม้ผู้ว่าฯ กทม.จะยอมรับว่าเป็นนโยบายที่ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมให้สังคมมีความสุข แต่ต้องยอมรับในข้อเท็จจริงว่า รายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง เปิดซอง การกำหนดงบประมาณ ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ได้รู้เรื่องรายละเอียดเหล่านี้ แต่มันอยู่ที่คนชงที่ผลักดันเรื่อง หรือคนต้นคิดว่าต้องมีกิจกรรมนี้ กลับนิ่งเงียบโยนเผือกร้อนให้ผู้ว่าฯ กทม.รับผิดชอบไปคนเดียว ยอมรับว่าโครงการนี้มีส่วนต่างแน่ จึงระบุไปว่าใครที่รับหรือบริษัทที่รับงานไปต้องออกมาชี้แจงว่าจ่ายให้ใคร หากตนได้ข้อมูลดังกล่าวจะจัดส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไป

“วิลาศ” อัด “วิษณุ” ใช้ ม.44 สองมาตรฐาน

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ สภาฯ กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯระบุยังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 กับผู้ว่าฯ กทม. เพราะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถูกสั่งพักงานไปแล้วเนื่องจากมีการทุจริต แต่ผู้ว่าฯ กทม.ถูก สตง.ชี้มูลตั้งข้อสังเกตเท่านั้นว่า แต่เท่าที่ตนทราบ อปท.บ้านนอกที่ถูกสั่งพักงานให้พ้นจากหน้าที่บริหารล้วนมีพฤติกรรมในทำนองเดียวกันกับผู้ว่าฯ กทม.ทั้งสิ้นคือ การใช้งบประมาณผิดวัตถุประสงค์และมีการกระทำส่อว่าทุจริต โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ แต่กลับถูกสั่งพักงานหรือให้พ้นจากหน้าที่ตามนโยบายปราบปรามการทุจริตของนายกฯที่เคยระบุว่า เรื่องทุจริตแค่การสงสัยก็ต้องพักงานหรือไล่ออก ถามว่าแล้วทำไมกรณีของ กทม. เป็นข้อยกเว้นใช่หรือไม่ เช่นนี้จะเป็นสองมาตรฐานหรือไม่อย่างไร

ปูด กทม.ยังมีเรื่องส่อโกงรอเชือดเพียบ

นายวิลาศกล่าวต่อว่า กทม.ไม่ได้มีการทุจริตแค่เรื่องอุโมงค์ไฟแอลอีดีเรื่องเดียว แต่ยังมีกรณีที่ตนเคยยื่นเรื่องร้องเรียนทั้งต่อ สตง. และ ป.ป.ช.ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนคือ 1.การต่อสัญญาโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อเชื่อมขยาย 2.การซื้อเครื่องจักรกลราคาแพงและใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า 3.โครงการจัดซื้อและติดตั้งกล้องซีซีทีวีเกือบ 5 หมื่นตัวของ กทม. 4. การจัดซื้อเปียโนให้โรงเรียนในสังกัด กทม. และ 5.กรณีการซื้อเครื่องดนตรีไทย รวมถึงการผูกขาดของบริษัททัวร์ก้อย ที่จัดทัวร์ให้ผู้บริหาร กทม. ส.ก.และ ส.ข.

บี้ “บิ๊กตู่” สอบทุจริตโครงการฉาว

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯกล่าวถึงการปราบปรามการทุจริตว่า การใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปจัดซื้อจัดหาจัดจ้างในโครงการต่างๆของทางราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดการรั่วไหล ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ประชาชนไม่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เสียดายภาษีหลายแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม การออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในหมู่พวกพ้องเดียวกันก็ถือว่าดี แต่บางกรณีก็ใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีกล่าวหาว่ามีการทุจริตคดโกง เพื่อหวังผลในการทำลายล้างคู่แข่งทางการเมือง โดยที่การพิสูจน์หลักฐานและหาข้อเท็จจริงยังไม่สิ้นสุด ทั้งที่โครงการเป็นประโยชน์อย่างมาก จึงอยากให้มีการตรวจสอบทุกโครงการ ที่มีข้อกล่าวหาในอดีต เช่น การก่อสร้างสถานีตำรวจ เรือเหาะ จีที 200 รถเรือดับเพลิง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ต้องรีบจัดการด่วน

ชาวบ้านเชื่อ ขรก.ไทยเอี่ยวโกงกิน

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยการสำรวจความคิดเห็น “ภาพลักษณ์ข้าราชการไทย ณ วันนี้” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,085 คน ระหว่างวันที่ 1-6 พ.ค. พบว่าร้อยละ 81.48 ระบุยังมีการทุจริตคอร์รัปชัน โกงกิน รับสินบน ร้อยละ 79.63 ระบุมีเส้นสาย ระบบอุปถัมภ์ ใช้อำนาจในทางที่ผิด ร้อยละ 60.20 ระบุทำงานเช้าชามเย็นชาม บริการไม่ดี ร้อยละ 56.17 ระบุระบบการทำงานดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน และร้อยละ 53.86 ระบุเป็นอาชีพมั่นคง มีเกียรติ เมื่อเปรียบเทียบภาพลักษณ์ข้าราชการไทยก่อนและหลังจากที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาบริหารประเทศ ร้อยละ 45.27 ระบุเหมือนเดิม ร้อยละ 36.32 ระบุดีขึ้น ขณะที่ร้อยละ 18.41 ระบุแย่ลง ส่วนสิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกข้าราชการไทย ร้อยละ 86.12 ระบุถึงความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล ร้อยละ 83.05 สามัคคีร่วมมือร่วมใจ พัฒนาบ้านเมือง ร้อยละ 67.28 ระบุเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม ร้อยละ 63.60 ระบุไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร และร้อยละ 59.44 ระบุทำงานให้คุ้มค่ากับภาษีประชาชน

ใช้ 112 จับแม่จ่านิว-โฆษกคสช.อัดกลับผิดมารยาท 8 พ.ค. 2559 00:40 8 พ.ค. 2559 00:54 ไทยรัฐ