วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าสถานการณ์“โรคแทรก”ระหว่างทางประชามติ : ปะทุเชื้อเก่า เขย่าคสช.

ชุ่มปอดกับมหกรรมหยุดยาว 5 วัน ตั้งแต่ 5–9 พฤษภาคม

ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลต้องการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว เปิดทางให้ประชาชนได้ใช้วันหยุดเดินทางออกต่างจังหวัด จับจ่ายใช้สอยเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

ในห้วงวิกฤติด้านการส่งออกยังไม่กระเตื้อง ตัวเลขจีดีพีติดลบไร้สัญญาณด้านบวก

ตามสภาพการณ์ที่ต้องหันมาพึ่งการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก อย่างน้อยก็เป็นโอกาสของมนุษย์เงินเดือนได้พักผ่อนหย่อนใจ หยุดงานไปเที่ยวผ่อนคลายอากาศร้อนแต่ที่หยุดไม่ได้ เพราะต้องเร่งเดินหน้าตามปฏิทินโรดแม็ปที่กระชั้นเข้ามา

ล่าสุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ข้อสรุปร่วมที่จะใช้เวทีเดียวกันลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติ

เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนสิ้นเปลืองงบประมาณ เพิ่มความสับสนให้ชาวบ้าน

โดยกำหนดแนวทางการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยหรือ “ครู ก.” เพื่อเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในระดับจังหวัด จังหวัดละ 5 คน

ตามคุณสมบัติเป็นคนดีและเป็นที่ยอมรับ มีความเป็นกลางทางการเมือง และมีทักษะทางการพูด หรือเคยเป็นวิทยากรมาก่อน โดยจะมีการอบรมครู ก. ในวันที่ 18-19 พฤษภาคมนี้

จากนั้น ครู ก. จะทำหน้าที่เผยแพร่สาระสำคัญให้กับวิทยากรระดับอำเภอ หรือ “ครู ข.” ในช่วงเดือนมิถุนายน ส่วนในระดับหมู่บ้านจะใช้ยุทธการเดินเคาะประตูทุกหลังคาเรือน และการจัดประชุมหมู่บ้าน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป

โดยเฉพาะการแจกคลิปเพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านเปิดเสียงตามสายจากวิทยุชุมชน และจะเปิดเพลงที่ประพันธ์และขับร้องจากศิลปินที่ให้ความร่วมมือแต่งเพลงเกี่ยวกับสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ

ประกอบด้วยภาคกลางเป็นเพลงแหล่และเพลงโทนของศิลปินอาวุโสชินกร ไกรลาศ ภาคใต้เป็นเพลงของเอกชัย ศรีวิชัย ภาคอีสานเป็นเพลงหมอลำ โดยศิลปินจินตหราพูนลาภ และภาคเหนือเป็นเพลงสะล้อซอซึงจากนายธีรวัฒน์ หมื่นทา ศิลปินพื้นเมือง

อัดสารพัดกลยุทธ์ ปฏิบัติการ “เจาะตรง” ถึงกลุ่มเป้าหมาย

ภายใต้บรรยากาศที่ยังอึมครึม คลุมเครือ แบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ออกประกาศ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ

ขึ้นป้าย 6 ข้อทำได้ ประกอบด้วย

1.ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จากเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแสดงความคิดเห็นของตน

2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ

3.แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่มีความชัดเจนไม่กำกวม

อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง

4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการ เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็นให้ผู้มีสิทธิออกเสียงบุคคลนั้น ควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย

5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน

6.การนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวโดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม

ส่วนที่ทำไม่ได้ 8 ข้อ ประกอบด้วย

1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

2.การนำเข้าข้อมูล (โพสต์) อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดมหรือข่มขู่ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อข้อมูล (แชร์) ในลักษณะดังกล่าว

3.การทำหรือส่งสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายอันมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

4.การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชน ตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง

5.การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขายการแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไปเพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง

6.การใช้เอกสารใบปลิวหรือแผ่นพับที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย หรือปลุกระดมทางการเมือง

7.การรายงานข่าวหรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดมหรือสร้างความวุ่นวายในสังคม

8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง

แต่นั้นก็ยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามในทางปฏิบัติ

สุดท้ายเลยต้องรวบรัดตัดความแบบที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯสรุปออกมาในโทนเดียวกัน

ถ้าไม่ชัวร์ ก็อย่าเสี่ยงดีกว่า

มันก็ไม่แปลกที่จะกระตุกแรงเสียดทาน ยั่วอาการการท้าทาย

โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่แสดงออกอย่างแหลมคม

ล้อไปตามกระแสสังคมโลกยุคใหม่ที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจรัฐบาลทหาร

ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่จัดกิจกรรมต่อต้านอยู่เป็นระยะ ตามจังหวะที่นักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆแสดงตัวแสดงตนออกมาเป็นแนวร่วม

ล่าสุดเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองก็รวมตัวเข้ายื่นหนังสือต่อตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (โอเอชซีเอชอาร์) ให้ช่วยตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่คิดเห็นต่างจากรัฐบาลทหาร คสช.

ไม่กลัวตกเป็น “เป้าล่อ” ของทหาร

และก็เป็นสถานการณ์ที่ คสช.ก็ไม่เสี่ยงลุยหักดิบ อย่างดีก็แค่จับแล้วปล่อย เพราะไม่สามารถหยั่งได้ถึงอันตรายที่แฝงไว้ใน “หัวเชื้อใหม่” ซ่อนอยู่ใต้จุดยืนของปัญญาชน

ซึ่งไม่ได้โยงกับผลประโยชน์ทางการเมือง

แต่เรื่องของเรื่อง ในสถานการณ์ที่หัวเชื้อใหม่ก็ล่อแหลม ในจังหวะที่หัวเชื้อเก่าก็กลับมาปะทุ

ตามปรากฏการณ์ต่อเนื่องหลังทหารใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไล่ตามล็อกตัวกลุ่มเป้าหมายจำนวน 8 ราย ที่มีพฤติการณ์ต่อต้านการทำงานของ คสช.รวมถึงรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

“เชือดไก่ให้ลิงดู” ขู่พวกโจมตี คสช. ป่วนประชามติ

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา 2 ใน 8 ผู้ต้องหาที่ศาลทหารอนุมัติการฝากขัง ถูกสั่งฟ้องเพิ่มในความผิดมาตรา 112 ฐานหมิ่นเบื้องสูง

ที่สำคัญมีการสาวไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการ ไม่ใช่แค่รายของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช.หรือนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุดแค่นั้น

แต่มันปรากฏชื่อของ “หนุ่มโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อยู่ในข่ายโดนไล่บี้เช็กบิลด้วย

ซึ่งก็เป็นอะไรที่เดาทางได้ โดยปฏิบัติการไล่ทุบ “กล่องดวงใจ” ของ “ทักษิณ”

ตามฟอร์มย่อมหนีไม่พ้นอาการตอบโต้รุนแรงจากนายใหญ่

และในจังหวะเดียวกับปมร้อนๆที่แกนนำและเครือข่ายม็อบพันธมิตรฯก็ขยับออกมาเคลื่อนไหว ต่อต้านกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ซึ่งมีการโยงไปถึงการพยายามช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หนึ่งในจำเลยร่วมในฐานะน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และอดีตผู้บังคับบัญชาที่สนิทกับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.คนปัจจุบัน

ในอารมณ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯขู่ฮึ่มๆ หากไม่มีการทบทวน เจอม็อบแน่

“ทักษิณ” กับ “พันธมิตร” เสื้อเหลือง

เสื้อแดง ปัญหาเดิมที่ซุกไว้ หัวเชื้อเก่ากำลังปะทุรอบใหม่

จากเงื่อนไขไม่ยอมตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ

และตามรูปการณ์ไม่น่าจะหยุดแค่นี้ จากคดีที่สะสมไว้ในศาล ผลจาก 10 กว่าปีของวิกฤติความขัดแย้ง ต่างฝ่ายต่างมีพฤติการณ์ใช้ “กฎหมู่”

ปลุกระดมคนออกมาโค่นล้มชิงเกมอำนาจ ลากม็อบออกสู้กันบนถนน

ทำให้ม็อบพันธมิตรฯต้องพ่วงคดีก่อการร้ายยึดสนามบิน ฝั่ง “ทักษิณ” ก็เจอข้อหาเผาบ้านเผาเมือง หรือแม้แต่คิวของม็อบ กปปส.ก็ยังติดบ่วงคดีขัดกฎหมายด้านความมั่นคงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ”

โดนชนักปักหลัง ดิ้นไม่หลุดด้วยกันทั้งนั้น

ในขณะที่จุดยืนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ประกาศยึดกฎหมายเป็นที่ตั้ง ความขัดแย้งต้องแก้ด้วยกฎหมาย ก็เป็นอะไรที่หนีไม่พ้นต้องว่ากันตามกรรม

แกนนำที่แฝงตัวอยู่ในแต่ละขั้วอำนาจต้องชดใช้ผลของการกระทำ

ซึ่งนั่นก็คงไม่ยอมกันง่ายๆ และโอกาสเสี่ยงเกิดโรคแทรกจากเงื่อนไขขัดแย้งเก่าจึงมีเค้าเป็นไปได้สูง

หัวเชื้อเก่าปะทุ หัวเชื้อใหม่อันตราย

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ คสช.เลือกการใช้ไม้แข็ง เดินยุทธศาสตร์กดดันแรงกระเพื่อม คุ้มกันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในเส้นทางไปสู่การทำประชามติ

ตามภาวการณ์ที่เหมือนปิดรูระบาย ยั่วแรงดันฝ่ายต้านล้นทะลัก

โดยบรรยากาศไหลเข้าสู่ภาวะแตกหัก สารพัดปมเสี่ยงๆจ่อตรงหน้า

ต้องลุ้น คสช. “แน่น” พอจะรับมืออยู่หรือไม่.

ทีมการเมือง

7 พ.ค. 2559 09:12 7 พ.ค. 2559 09:13 ไทยรัฐ