วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
Asian Rising Superstars เวียร์ ประกบ ลู่ผิง หวัง นางแบบระดับโลก ขึ้นปก Vogue

Asian Rising Superstars เวียร์ ประกบ ลู่ผิง หวัง นางแบบระดับโลก ขึ้นปก Vogue

โดย Vogue Thailand
12 พ.ค. 2559 16:02 น.
  • Share:

เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกดังของไทยมาพร้อม Triumph T120 ม้าเหล็กสัญชาติอังกฤษที่ไถลล้อเข้ามาจอดบนปกโว้กไทยแลนด์ ส่วนที่ไล่หลังตามมาติดๆ คือ ลู่ผิง หวัง นางแบบสาวเจ้าของโครงหน้าชัดและผิวสีน้ำผึ้งจางซึ่งทำให้เธอแตกต่างและโดดเด่นกว่านางแบบสัญชาติเดียวกัน เธอใช้เวลา 3 นาทีก้าวยาวๆ จากทางเข้ามาถึงสตูดิโอ กับเวลาเพียง 3 ปีก้าวจากเด็กสาวใสจากกว่างโจวไปสู่ทุกรันเวย์ของแบรนด์ดังระดับโลก ผู้ถูกจองตัวโดย Burberry และ Dolce & Gabbana ให้เป็นนางแบบเอกซ์คลูซีฟ เป็นตัวแทนความงามแห่งเอเชียเพียงหนึ่งเดียวที่ได้ปรากฏตัวบนรันเวย์ของ Valentino และนับครั้งไม่ถ้วนที่ Karl Lagerfeld เลือกให้เธอไปอยู่ในโชว์ของ Chanel และ Fendi

เวียร์และลู่ผิงส่งยิ้มให้กันพลางหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเซลฟี่ต่างคำทักทายแห่งยุคสมัย และเมื่อลงนั่งพร้อมเครื่องดื่มร้อนๆ ในมือ เขาและเธอก็พร้อมแล้วที่จะเปิดใจคุยกันประสาซูเปอร์สตาร์แห่งเอเชีย

Weir: ลู่ผิงมาเมืองไทยได้ถูกจังหวะพอดี กำลังร้อนจัดเลยฮะ
Luping:ฉันเพิ่งมาจากปารีสค่ะ อากาศต่างกันลิบลับจนงงๆ ไปเหมือนกัน

W: นี่ย้ายจากจีนไปอยู่ปารีสเลยเหรอฮะ
L: เพราะงานเดินแบบส่วนใหญ่ของฉันอยู่ที่ปารีสและยุโรปค่ะ ฉะนั้นถ้าอยู่ปารีสก็จะบินต่อไปเมืองอื่นๆ อย่างอิตาลีหรือสเปนได้สะดวกที่สุด ปารีสจึงกลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ของฉันไปแล้วค่ะ

W: แล้วลู่ผิงมาเป็นนางแบบได้อย่างไรครับ
L: ฉันกำลังเดินๆ ช็อปปิ้งอยู่ในห้างในกว่างโจว แล้วมีคนจากเอเจนซี่มาเจอ นั่นเป็นวิธีที่ฉันถูก ‘ค้นพบ’ ตอนนั้นฉันอายุ 20 แล้ว เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยพอดี ฉันทำงานเป็นนางแบบได้ 3 ปีเอง

W: แสดงว่าทำงานที่จีนแป๊บเดียวก็ได้โกอินเตอร์ไปต่างประเทศแล้ว
L: Christopher Bailey ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์และซีอีโอของเบอร์เบอร์รี่แคสติ้งฉันเพื่อไปเดินในโชว์สปริง/ซัมเมอร์ 2015 ของแบรนด์ เป็นงานเดินแบบนอกเมืองจีนครั้งแรกของฉันเลย

W: โอ้โห! เปิดตัวด้วย Burberry นี่ไม่เบานะ
L: (ยิ้มเขิน) ฉันไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าจะได้ไปอยู่บนรันเวย์ของแบรนด์ใหญ่ขนาดนั้น ฉันยังไม่มีประสบการณ์ในการเดินแบบมากนัก ที่ผ่านมาได้ถ่ายงานโฆษณาเป็นส่วนใหญ่ในกว่างโจว ดังนั้นการได้รับเลือกจากคริสโตเฟอร์ เบลีย์ ถือเป็นก้าวกระโดดก้าวใหญ่มากสำหรับฉัน ในโชว์นั้นมีนางแบบเอเชีย 2 คนและเป็นนางแบบจีนทั้งคู่ อีกคนคือ Xiao Wen Ju ซึ่งดังมากแล้วในเวลานั้น ส่วนฉันเป็นนางแบบหน้าใหม่มากๆ

W: ตอนที่ต้องออกไปเดินแบบจริงๆ ไม่ตื่นเต้นแย่เหรอ
L: มากๆ (หัวเราะ) ขนาดนั่งแต่งหน้าทำผมอยู่หลังเวทีฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลย ต้องบอกตัวเองว่าเบอร์เบอร์รี่ก็เหมือนโชว์อื่นๆ ที่เคยเดินมาแล้วนั่นแหละ เพราะตื่นเต้นแค่ไหนก็ต้องออกไปเดินอยู่ดี

W: หลังจาก Burberry งานต่อๆ ไปก็คงเป็นแบรนด์ใหญ่ๆ เยอะเลยสิ
L: หลังจากนั้นแล้วก็งานเข้าเลย (หัวเราะ) เอเจนซี่บุ๊กตัวให้ฉันไปทำงานที่มิลานทันที ต่อด้วยปารีส ได้เดินโชว์ใหญ่ๆ ค่อนข้างเยอะ อย่าง Just Cavalli, Costume National, Tod’s, Marni, Dolce & Gabbana, Paco Rabanne, Dior, Viktor & Rolf, Chloé, Christophe Lemaire, Roland Mouret, Stella McCartney, Alexander McQueen, Hermès และ Elie Saab ซีซั่นแรกของฉันในวงการนางแบบโลกไปได้สวยเลยทีเดียว แล้วก็โชคดีมากที่ได้ถ่ายลุคบุ๊กของเบอร์เบอร์รี่ด้วย

W: ได้ข่าวว่าเป็นนางแบบโปรดของโดลเช่แอนด์กาบบาน่าด้วย
L: รู้ได้อย่างไรเนี่ย คือ Domenico Dolce และ Stefano Gabbana ชอบฉันเป็นพิเศษ นอกจากรันเวย์เรดี้ทูแวร์แล้วก็ได้เดินใน Alta Moda Couture Show ของแบรนด์ทั้ง 2 ซีซั่นด้วย โชว์ฟอล/วินเทอร์ 2015 จัดที่ปอร์โตฟีโน เป็นโชว์ที่อลังการมาก มีนางแบบตั้ง 94 คน ส่วนคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2016 จัดที่โอเปร่าเฮาส์ Teatro alla Scala ในมิลาน บรรดาเอดิเตอร์และผู้ชมทั้งหมดจะนั่งชมจากชั้นบนสุดของโรงละคร แล้วหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ให้ฉันถ่ายลุคบุ๊ก

W: เล่าบรรยากาศการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสเตฟาโนและโดเมนิโกรวมถึงเรื่องที่ประทับใจให้ฟังหน่อยได้ไหม
L: ทั้งสองคนเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์มากๆ ทุกฝีเข็ม ทุกเส้นด้าย ทุกดีเทลสำคัญในระดับมิลลิเมตรเลยก็ว่าได้ และยิ่งประทับใจที่ทั้งคู่ลงมือฟิตติ้งฉันด้วยตัวเอง เพราะเขาไม่ได้ทำงานใกล้ชิดแบบนี้กับนางแบบทุกคน บางคนเขาก็เลือกให้ทีมงานของเขาเป็นคนดูแล

W: ดูเขาชอบลู่ผิงมากนะ
L: ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ไม่กล้าถาม (ยิ้ม) แต่การได้รับเกียรติให้เดินในคอลเลกชั่นเรดี้ทูแวร์ โอตกูตูร์ และถ่ายลุคบุ๊กด้วยนี่ทำให้ฉันแฮปปี้มา...ก

W: ได้ไปเดินโชว์ของ Chanel ด้วยใช่ไหม
L: โชคดีมากที่ได้เดินให้ชาเนลหลายครั้ง มีโชว์ Brasserie ฟอล/วินเทอร์ 2015 แล้วก็กูตูร์โชว์ซีซั่นเดียวกันที่จัดเป็นกาสิโนในกร็องปาเลส์ รันเวย์โชว์ทุกครั้งของชาเนลอลังการมาก ใช้นางแบบเกือบร้อยคน เพราะแต่ละคนจะเดินเพียงหนึ่งลุคเท่านั้น ฉันคิดว่าชาเนลเป็นโชว์ที่นางแบบทุกคนอยากเดิน และ Chanel Dream ของฉันก็เป็นจริงแล้ว

W: โชว์ไหนที่ภูมิใจที่สุด
L: มีนางแบบเอเชียคนเดียวเท่านั้นที่ได้เดินในโชว์ Valentino Haute Couture Fall 2015 ซึ่งมีฉากหลังที่โรแมนติกมากคือจัตุรัส Piazza Mignanelli ในกรุงโรมช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีโอกาสนั้น แต่หลังจากไปแคสติ้งปรากฏว่าฉันเป็นนางแบบเอเชียหนึ่งเดียวคนนั้น ทั้ง Maria Grazia Chiuri และ Pierpaolo Piccioli ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์เรียกฉันไปแคสติ้งหลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่ฉันไม่เคยได้เลย พอได้เดินให้วาเลนติโน่จริงๆ ในครั้งนี้เลยดีใจมาก เกือบทั้งคอลเลกชั่นเป็นชุดสีดำ เพราะโรมในความคิดของปิแอร์และมาเรียไม่ได้สวยงามไปเสียหมด แต่ออกจะลึกลับน่ากลัวเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้นตั้งแต่ลุคแรกไปจนเกือบครึ่งโชว์จึงเป็นชุดสีดำ จากนั้นจึงค่อยเพิ่มสีอื่นๆ เข้าไปทีละนิดๆ เป็นรันเวย์โชว์ที่มีความเป็นกวีสูงมากที่สุดโชว์หนึ่งเลยทีเดียว ในรันเวย์โชว์แต่ละครั้งมีนางแบบเอเชียได้รับเลือกประมาณ 4-5 คนเท่านั้น เพราะว่ากันตามตรงแล้ววงการนางแบบก็เป็นพื้นที่ของนางแบบผิวขาว แต่การที่ฉันได้เป็นนางแบบเอเชียคนเดียวในรันเวย์โอตกูตูร์ของห้องเสื้อระดับวาเลนติโน่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและไม่อาจลืมได้เลย

W: มีโชว์ไหนหรือแบรนด์แฟชั่นอะไรที่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุดแต่ยังไม่มีโอกาสสักที
L: Prada (ตอบทันที) ฉันเคยถูกเรียกไปแคสติ้งแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแล้วก็ไม่ได้ และไม่เคยถูกเรียกไปอีกเลย เป็นที่รู้กันว่าโชว์ของ Prada พิเศษสุดมากๆ ฉันอยากร่วมงานกับแบรนด์นี้ที่สุด

W: เวลาไปแคสต์งานต้องเตรียมตัวอย่างไร แล้วถ้าเป็นงานที่อยากทำมากๆ ต้องพรีเซนต์ตัวเองเป็นพิเศษไหม
L: ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรฉันทำเต็มที่ที่สุดทุกครั้ง เพราะการเป็นนางแบบเป็นเรื่องของโชคชะตา ไม่เกี่ยวเลยว่าคุณจะเก่ง สวย สูง หรือรูปร่างดีแค่ไหนมันเป็นเรื่องของจังหวะอย่างเดียวจริงๆ ถ้าเขาอยากเลือกคุณ เขาก็จะเลือกคุณแต่ถ้าคุณไม่เข้าตาเขา ต่อให้สวยเก่งแค่ไหน เขาก็ไม่เลือก ไม่ใช่ว่าเพราะคุณคือนางแบบที่กำลังมาแรงที่สุดแล้ว Prada จะไล่ล่าคว้าตัวคุณไปเดินแบบ คุณไม่มีวันรู้เลย เหมือนโชว์วาเลนติโน่ คุณก็ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าหรอกว่าคุณจะได้เป็นนางแบบเอเชียคนเดียวในโชว์นั้น

W: การเป็นนางแบบเอเชียต้องพยายามมากกว่าหรือเปล่า ถ้าอยากได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก
L: อย่างที่บอกว่าแต่ละโชว์มีพื้นที่ให้นางแบบเอเชียไม่ถึง 5 คนด้วยซ้ำและ 90 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นนางแบบผิวขาว ซึ่งการที่มีนางแบบจีนเข้ามามีพื้นที่มากขึ้นอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจของจีน คนจีนมีกำลังซื้อสูงมากในตลาดแฟชั่นเลยเป็นแรงผลักดันหนึ่งให้แบรนด์ต่างๆ เลือกนางแบบจีนมาเดินในโชว์มากขึ้น แต่ก่อนมีโควตาให้นางแบบเอเชียแค่โชว์ละ 1-2 คนเท่านั้น เป็นเกาหลีกับจีนอะไรแบบนี้ แต่ตอนนี้หนึ่งโชว์มีนางแบบจีนชาติเดียวถึง 4-5 คน ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากขึ้นนะ

W: นี่เราก็ได้มาขึ้นปกโว้กไทยแลนด์ครั้งแรกพร้อมกันนะ
L: แล้วคุณก็เป็นผู้ชายคนแรกที่ได้ขึ้นปกโว้กไทยแลนด์ด้วย! แต่นี่เป็นการร่วมงานครั้งที่ 2 ของฉันกับโว้กนะ (หยิบโว้กไชน่ามาดู) ฉันได้เป็นหนึ่งในนางแบบจีนที่ได้ขึ้นปกโว้กไชน่าฉบับเดือนพฤศจิกายน 2015 ร่วมกับ Dylan Xue, Gia Tang, Jing Wen, Xiao Wen Ju และ Yuan Bo Chao ปกนี้ถือเป็นการเผยมิติความงามของหญิงสาวชาวจีน นางแบบที่ได้รับเลือกให้ขึ้นปกนี้ทุกคนเป็นนางแบบจีนเจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งฉันประหลาดใจมากที่ตัวเองได้รับเลือกให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มด้วย เราบินไปถ่ายปกนี้กันที่นิวยอร์ก ได้ร่วมงานกับช่างภาพหญิงชาวอังกฤษ Elaine Constantine ฉันถือว่าเป็นจุดสูงสุดครั้งหนึ่งในอาชีพนางแบบของฉัน การที่ผู้หญิงสักคนที่อายุยังน้อยและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติแบบนี้ ฉันถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดและเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไกลของฉันเลยนะ คิดว่าตัวเองโชคดีมากๆ เพราะโว้กมีทีมงานเก่งๆ ที่ช่วยดึงตัวตนและสร้างความมั่นใจให้ฉันได้

W: นางแบบระดับโลกนี่เขาดูแลตัวเองกันอย่างไร
L: ผิวสำคัญที่สุด ไม่ว่าคุณจะไปทำงานอะไร ผิวคือความประทับใจแรกสุด หลังจากทำงานเสร็จทุกครั้ง ฉันจะทำความสะอาดผิวให้หมดจด และที่สำคัญมากๆ คือทัศนคติที่ดีต่อการทำงานซึ่งจะฉายออกมาจากข้างในไม่ว่าจะไปเจอเหตุการณ์ที่ดีหรือเลวร้ายแค่ไหน หรือต้องทำงานกับใคร ฉันต้องรักษาทัศนคติที่ดีนี้ไว้ให้ได้ตลอด มันจะสะท้อนออกมาทางสีหน้าท่าทางและผิวของเราด้วย ไม่ว่าคนรอบข้างจะเครียดหรือกดดันแค่ไหน เราก็ต้องยิ้มสู้เข้าไว้ เวลาที่คนเขาหันมามองจะได้สบายใจว่า อืม...นางแบบยังอารมณ์ดีอยู่นะ (หัวเราะ)

W: สิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นนางแบบคืออะไร
L: การได้เป็นนักแสดงเงียบ คุณไม่ต้องพูดบทอะไร แต่คุณต้องแสดงบทบาทเหล่านั้นผ่านท่าทาง ฉันคิดว่านี่เป็นความสนุกและท้าทายมาก ทันทีที่เราสวมเสื้อผ้าหรือแต่งหน้าทำผมในลุคที่แตกต่าง มันเหมือนกับว่าเรากำลังสวมวิญญาณแสดงบทบาทที่หลากหลายไปด้วย

W: เมื่อกี้เห็นโพสท่าเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์อย่างโปรเลย จริงๆ แล้วขี่มอเตอร์ไซค์เป็นหรือเปล่าเนี่ย
L: (หัวเราะ) ไม่เป็นเลยสักนิด มอเตอร์ไซค์คันนี้เป็นของคุณนี่นา ทำไมถึงอินกับเรื่องมอเตอร์ไซค์นัก เห็นว่าเป็นดีเลอร์นำเข้า Triumph เองด้วย
W: ผมเริ่มขี่มอเตอร์ไซค์สมัยวัยรุ่น เริ่มจากความชอบส่วนตัวก่อน

L: แล้วก่อนที่จะเป็นดีเลอร์ มีรถของตัวเองกี่คัน
W: ก่อนที่จะขี่แล้วได้ตังค์ใช่ไหม (หัวเราะ) เมื่อก่อนขี่เสียตังค์ก็มี Triumph 3 คัน แล้วก็มีรถสกู๊ตเตอร์หรือรถวิบาก ด้วยความที่เราเป็นนักขี่เราจำเป็นต้องใช้รถได้ทุกรูปแบบเพื่อจะได้รู้ว่ารถแบบนี้ต้องใช้ทักษะแบบไหนในการขับขี่ เราต้องออกไปเจอถนนหลายรูปแบบ จะได้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปได้ทุกๆ ที่ที่เราอยากไปได้ทั่วโลกเลย

L: แปลว่าเคยขี่มอเตอร์ไซค์ไปต่างประเทศมาแล้ว
W: ใช่ รูตที่ภูมิใจที่สุดคือตอนบินไปอินเดียแล้วไปเช่ามอเตอร์ไซค์ต่อที่นั่น ขี่ไปตามเส้นทางที่เป็นความฝันของนักขี่ทั่วโลก มันคือถนนที่สูงที่สุดในโลกที่รถจะสามารถขึ้นไปได้ ชื่อว่าถนนคาร์ดุงลา (Khardung La Pass) เมืองเลห์ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 5,600 เมตร อากาศเบาบางมาก คนที่ขึ้นไปต้องติดถังออกซิเจนขึ้นไปด้วย คนภูเขาก็เดินกันชิลๆ นะ แต่เราหายใจไม่ออก (หัวเราะ) พอขึ้นไปบนจุดที่สูงที่สุดได้ ความรู้สึกเหมือนได้พิชิตอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ เพราะลำบากมากกว่าจะพารถขึ้นมาได้ ต้องเริ่มจากที่ต่ำก่อนแล้วค่อยๆ ปรับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อปรับร่างกาย ระดับความดันเลือด และการหายใจ เพราะถ้าจู่ๆ พุ่งขึ้นไปเลยอาจน็อกได้ สภาพถนนก็แย่มาก มีหิมะปกคลุมตลอด สร้างถนนกี่ครั้งก็พังเพราะธรรมชาติทำลาย

L: เคยขี่มอเตอร์ไซค์ไกลที่สุดกี่กิโลเมตร
W: วันหนึ่งเราขี่ได้ไม่เกิน 700-800 กม. หรอก แค่นั้นสมองก็จะระเบิดแล้ว มันเครียด ขี่เยอะๆ ไม่สนุกหรอก

L: ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าการขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องยนต์ ยังมีเรื่องของจิตใจ ร่างกาย และการวางแผนด้วย
W: เราเรียนรู้จากพี่ๆ กลุ่มนักขี่รุ่นใหญ่ที่เขาเคยเดินทางสมบุกสมบันกันมาเยอะ เขาจะบอกเราได้ว่าถ้าอยากเดินทางแบบนี้ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ต้องฟิตร่างกายเป็นเดือน ดูแลตัวเองอย่างไร เตรียมยาอะไรไปบ้าง

L: เคยประสบอุบัติเหตุหนักๆ ที่ทำให้เข็ดไปเลยไหม
W: มีหลายอย่างเกิดขึ้นตลอดเวลาในการออกทริป ป่วย อุบัติเหตุ เพื่อนหาย หลงกัน แต่หนักสุดคือรถคว่ำ รถพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเลย ถ้าใครเห็นสภาพรถต้องคิดว่าคนขับตายแน่นอน (ยิ้ม) แต่ผมรอดเพราะโดนดีดออกแล้วตัวไถลไปชนกำแพง แต่มอเตอร์ไซค์ไปชนเสาไฟฟ้า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น มีรุ่นพี่บางคนเคยพูดไว้ว่ามอเตอร์ไซค์หรือบิ๊กไบค์อย่าไปทะลึ่งกับมันเด็ดขาด เพราะเพียงเสี้ยววินาทีเราอาจตายได้เลย ต้องมีสติกับมัน ที่สำคัญคืออย่าซ่า อย่าห้าว ต้องประมาณตนในการขับขี่ ทุกวันนี้ผมขับรถเรียบร้อยขึ้นเยอะ

L: ขี่มอเตอร์ไซค์แต่ได้เรียนรู้เรื่องสติ
W: คนชอบพูดกันว่ามอเตอร์ไซค์จะดีอย่างไรในเมื่อมันคือเนื้อหุ้มเหล็ก ซึ่งเขาก็พูดถูกแหละ ต่อให้ระบบเซฟตี้ดีแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าสตินะ ไม่ขี่ขณะดื่ม ใช้ความเร็วประมาณหนึ่ง และเรียนรู้เรื่องของการอยู่ร่วมกัน เพราะเวลาเราไปต่างประเทศก็ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมในการอยู่เป็นกลุ่ม ดูคนอื่นว่าเขาขี่รถกันอย่างไรในแต่ละประเทศ และนานๆ เข้าเราก็ได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้น เวลาสมองเราอยู่ในหมวกกันน็อกก็ได้คิดนะ ไอเดียแปลกๆ เกิดขึ้นเวลาเราได้อยู่คนเดียว เหมือนได้พักผ่อน บางทีเราทำงานทุกวันจนกลายเป็นลูป เริ่มน่าเบื่อ เราก็หาโอกาสขี่มอเตอร์ไซค์ชาร์จแบตตัวเอง
L: เหมือนกันเลย ตอนทำงานฉันจะยุ่งมากๆ กับโลกแฟชั่น แต่ถ้าว่างปุ๊บฉันจะไปเดินเขาอยู่กับธรรมชาติทันที

W: แล้วมีคิดเรื่องจะทำอะไรนอกเหนือจากอาชีพนางแบบไหม
L: อยากเปิดร้านกาแฟ-ชา-ร้านดอกไม้ คือเอาความชอบทั้งสามอย่างมารวมกัน เปิดเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว แต่คงเป็นช่วงหลังจากไม่ได้เป็นนางแบบแล้ว เพราะชา กาแฟ และดอกไม้เป็นรักแรกของฉัน รักที่สองคือแฟชั่น ถ้าหากว่ารักที่สองของเราทำได้สำเร็จแล้วและต้องจบลง เราก็ต้องกลับไปหารักแรกของตัวเองที่ยังไม่ได้ลงมือทำให้เป็นจริง
W: ร้านแบบนี้ยังไม่มีในเมืองไทยนะ ขอเอาไอเดียมาเปิดร้านที่นี่บ้าง

L: เดี๋ยวขายแฟรนไชส์ให้ (หัวเราะ) ว่าแต่คุณเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวเพราะอยากจะออกจากวงการบันเทิง?
W: ไม่นะ งานแสดงก็เต็มที่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราจะได้ทำอย่างอื่นบ้าง บางทีทำอะไรอย่างเดียวนานๆ ก็รู้สึกว่าไม่สนุกแล้ว พูดง่ายๆ ว่าต้องหาปัญหาใส่ตัวบ้าง ตอนนี้สาแก่ใจแล้ว มาเต็มเลย

L: แต่ปัญหาเยอะแค่ไหน ถ้าเรายังทำอยู่แปลว่ามันทำให้เรารักและภูมิใจ
W: (นิ่งคิด) จริงนะ ล่าสุดนี้ผมเพิ่งได้รางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม (คมชัดลึกอวอร์ด จากละครเรื่อง เพื่อน แพง) หลังจากเข้าวงการมา 11 ปีผมเขียนในอินสตาแกรมไว้เลยว่าเพิ่งได้รางวัลกับเขานี่แหละครับ (หัวเราะ)

L: ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้รางวัลอะไรเลยหรือ
W: เคยได้บ้าง แต่เป็นรางวัลยอดนิยม ซึ่ง 11 ปีที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาตัวเองไม่อยู่นิ่ง หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ทำอะไรที่ไม่ขัดแย้งกับตัวเรามาก เพราะมันจะอยู่กับเราไม่ได้นาน พอเราตั้งใจมาตลอด จนวันหนึ่งมันสำเร็จ ก็เป็นกำลังใจในการทำงาน

L: แปลว่าความรู้สึกเวลาได้รางวัลยอดเยี่ยมกับยอดนิยมนี่ต่างกันสิ
W: รางวัลยอดนิยมเป็นเรื่องของผลโหวตจากผู้ชม แต่รางวัลยอดเยี่ยมเป็นเรื่องของความสามารถในการแสดง เรารู้ตัวว่าไม่ใช่คนที่ born to be เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ เราต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่ากว่าจะได้เท่ากับคนอื่น แต่เรามีพรแสวง พยายามแก้ไขจุดด้อยของตัวเอง

L: ฉันก็ไม่เคยคิดฝันเหมือนกันว่าวันหนึ่งจะได้เห็นหน้าตัวเองในนิตยสาร
W: ผมเรียนวิศวะมา แต่แม่อยากให้เล่นละครเพราะชอบดูละครแค่นั้นเอง เราไม่ได้ต่อต้านแต่ไม่ได้ใฝ่ฝัน แค่รู้สึกว่ามันท้าทายดี

L: ฉันเห็นนักแสดงหลายคนพอทำงานไปถึงจุดหนึ่งก็ขยับขึ้นไปเป็นโปรดิวเซอร์หรือเป็นผู้กำกับกันเยอะมาก
W: ผมแสดงละครมา 11 ปีเพิ่งได้รางวัล แล้วอีกกี่ปีผมถึงจะมีประสบการณ์มากพอไปทำงานเบื้องหลัง (หัวเราะ) ทุกวันนี้ขอทำงานเบื้องหน้าก่อนแต่ผมขอร้องว่าช่วยมาเป็นนักแสดงกันเยอะๆ หน่อย มาช่วยผมแสดงที

(ทีมงานส่งสัญญาณขอตัวทั้งคู่ไปแต่งหน้าทำผม)

W: คำถามสุดท้ายนี้อยากถามตั้งแต่เจอแรกๆ แล้ว...ลู่ผิงสูงเท่าไร
L: (ทำหน้างง) 178 ซม.

W: เตี้ยกว่าผม 6 ซม.เอง แล้วพี่น้องสูงแบบนี้หรือเปล่า
L: ฉันมีน้องสาวหนึ่งคน สูงเท่ากันเลย ครอบครัวของเรามียีนเด่นเป็นยีนนางแบบ (หัวเราะ)

ที่มา - Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้