วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

Asian Rising Superstars เวียร์ ประกบ ลู่ผิง หวัง นางแบบระดับโลก ขึ้นปก Vogue

โดย Vogue Thailand

เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกดังของไทยมาพร้อม Triumph T120 ม้าเหล็กสัญชาติอังกฤษที่ไถลล้อเข้ามาจอดบนปกโว้กไทยแลนด์ ส่วนที่ไล่หลังตามมาติดๆ คือ ลู่ผิง หวัง นางแบบสาวเจ้าของโครงหน้าชัดและผิวสีน้ำผึ้งจางซึ่งทำให้เธอแตกต่างและโดดเด่นกว่านางแบบสัญชาติเดียวกัน เธอใช้เวลา 3 นาทีก้าวยาวๆ จากทางเข้ามาถึงสตูดิโอ กับเวลาเพียง 3 ปีก้าวจากเด็กสาวใสจากกว่างโจวไปสู่ทุกรันเวย์ของแบรนด์ดังระดับโลก ผู้ถูกจองตัวโดย Burberry และ Dolce & Gabbana ให้เป็นนางแบบเอกซ์คลูซีฟ เป็นตัวแทนความงามแห่งเอเชียเพียงหนึ่งเดียวที่ได้ปรากฏตัวบนรันเวย์ของ Valentino และนับครั้งไม่ถ้วนที่ Karl Lagerfeld เลือกให้เธอไปอยู่ในโชว์ของ Chanel และ Fendi

เวียร์และลู่ผิงส่งยิ้มให้กันพลางหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเซลฟี่ต่างคำทักทายแห่งยุคสมัย และเมื่อลงนั่งพร้อมเครื่องดื่มร้อนๆ ในมือ เขาและเธอก็พร้อมแล้วที่จะเปิดใจคุยกันประสาซูเปอร์สตาร์แห่งเอเชีย

Weir: ลู่ผิงมาเมืองไทยได้ถูกจังหวะพอดี กำลังร้อนจัดเลยฮะ
Luping:ฉันเพิ่งมาจากปารีสค่ะ อากาศต่างกันลิบลับจนงงๆ ไปเหมือนกัน

W: นี่ย้ายจากจีนไปอยู่ปารีสเลยเหรอฮะ
L: เพราะงานเดินแบบส่วนใหญ่ของฉันอยู่ที่ปารีสและยุโรปค่ะ ฉะนั้นถ้าอยู่ปารีสก็จะบินต่อไปเมืองอื่นๆ อย่างอิตาลีหรือสเปนได้สะดวกที่สุด ปารีสจึงกลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ของฉันไปแล้วค่ะ

W: แล้วลู่ผิงมาเป็นนางแบบได้อย่างไรครับ
L: ฉันกำลังเดินๆ ช็อปปิ้งอยู่ในห้างในกว่างโจว แล้วมีคนจากเอเจนซี่มาเจอ นั่นเป็นวิธีที่ฉันถูก ‘ค้นพบ’ ตอนนั้นฉันอายุ 20 แล้ว เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยพอดี ฉันทำงานเป็นนางแบบได้ 3 ปีเอง

W: แสดงว่าทำงานที่จีนแป๊บเดียวก็ได้โกอินเตอร์ไปต่างประเทศแล้ว
L: Christopher Bailey ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์และซีอีโอของเบอร์เบอร์รี่แคสติ้งฉันเพื่อไปเดินในโชว์สปริง/ซัมเมอร์ 2015 ของแบรนด์ เป็นงานเดินแบบนอกเมืองจีนครั้งแรกของฉันเลย

W: โอ้โห! เปิดตัวด้วย Burberry นี่ไม่เบานะ
L: (ยิ้มเขิน) ฉันไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าจะได้ไปอยู่บนรันเวย์ของแบรนด์ใหญ่ขนาดนั้น ฉันยังไม่มีประสบการณ์ในการเดินแบบมากนัก ที่ผ่านมาได้ถ่ายงานโฆษณาเป็นส่วนใหญ่ในกว่างโจว ดังนั้นการได้รับเลือกจากคริสโตเฟอร์ เบลีย์ ถือเป็นก้าวกระโดดก้าวใหญ่มากสำหรับฉัน ในโชว์นั้นมีนางแบบเอเชีย 2 คนและเป็นนางแบบจีนทั้งคู่ อีกคนคือ Xiao Wen Ju ซึ่งดังมากแล้วในเวลานั้น ส่วนฉันเป็นนางแบบหน้าใหม่มากๆ

W: ตอนที่ต้องออกไปเดินแบบจริงๆ ไม่ตื่นเต้นแย่เหรอ
L: มากๆ (หัวเราะ) ขนาดนั่งแต่งหน้าทำผมอยู่หลังเวทีฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลย ต้องบอกตัวเองว่าเบอร์เบอร์รี่ก็เหมือนโชว์อื่นๆ ที่เคยเดินมาแล้วนั่นแหละ เพราะตื่นเต้นแค่ไหนก็ต้องออกไปเดินอยู่ดี

W: หลังจาก Burberry งานต่อๆ ไปก็คงเป็นแบรนด์ใหญ่ๆ เยอะเลยสิ
L: หลังจากนั้นแล้วก็งานเข้าเลย (หัวเราะ) เอเจนซี่บุ๊กตัวให้ฉันไปทำงานที่มิลานทันที ต่อด้วยปารีส ได้เดินโชว์ใหญ่ๆ ค่อนข้างเยอะ อย่าง Just Cavalli, Costume National, Tod’s, Marni, Dolce & Gabbana, Paco Rabanne, Dior, Viktor & Rolf, Chloé, Christophe Lemaire, Roland Mouret, Stella McCartney, Alexander McQueen, Hermès และ Elie Saab ซีซั่นแรกของฉันในวงการนางแบบโลกไปได้สวยเลยทีเดียว แล้วก็โชคดีมากที่ได้ถ่ายลุคบุ๊กของเบอร์เบอร์รี่ด้วย

W: ได้ข่าวว่าเป็นนางแบบโปรดของโดลเช่แอนด์กาบบาน่าด้วย
L: รู้ได้อย่างไรเนี่ย คือ Domenico Dolce และ Stefano Gabbana ชอบฉันเป็นพิเศษ นอกจากรันเวย์เรดี้ทูแวร์แล้วก็ได้เดินใน Alta Moda Couture Show ของแบรนด์ทั้ง 2 ซีซั่นด้วย โชว์ฟอล/วินเทอร์ 2015 จัดที่ปอร์โตฟีโน เป็นโชว์ที่อลังการมาก มีนางแบบตั้ง 94 คน ส่วนคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2016 จัดที่โอเปร่าเฮาส์ Teatro alla Scala ในมิลาน บรรดาเอดิเตอร์และผู้ชมทั้งหมดจะนั่งชมจากชั้นบนสุดของโรงละคร แล้วหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ให้ฉันถ่ายลุคบุ๊ก

W: เล่าบรรยากาศการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสเตฟาโนและโดเมนิโกรวมถึงเรื่องที่ประทับใจให้ฟังหน่อยได้ไหม
L: ทั้งสองคนเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์มากๆ ทุกฝีเข็ม ทุกเส้นด้าย ทุกดีเทลสำคัญในระดับมิลลิเมตรเลยก็ว่าได้ และยิ่งประทับใจที่ทั้งคู่ลงมือฟิตติ้งฉันด้วยตัวเอง เพราะเขาไม่ได้ทำงานใกล้ชิดแบบนี้กับนางแบบทุกคน บางคนเขาก็เลือกให้ทีมงานของเขาเป็นคนดูแล

W: ดูเขาชอบลู่ผิงมากนะ
L: ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ไม่กล้าถาม (ยิ้ม) แต่การได้รับเกียรติให้เดินในคอลเลกชั่นเรดี้ทูแวร์ โอตกูตูร์ และถ่ายลุคบุ๊กด้วยนี่ทำให้ฉันแฮปปี้มา...ก

W: ได้ไปเดินโชว์ของ Chanel ด้วยใช่ไหม
L: โชคดีมากที่ได้เดินให้ชาเนลหลายครั้ง มีโชว์ Brasserie ฟอล/วินเทอร์ 2015 แล้วก็กูตูร์โชว์ซีซั่นเดียวกันที่จัดเป็นกาสิโนในกร็องปาเลส์ รันเวย์โชว์ทุกครั้งของชาเนลอลังการมาก ใช้นางแบบเกือบร้อยคน เพราะแต่ละคนจะเดินเพียงหนึ่งลุคเท่านั้น ฉันคิดว่าชาเนลเป็นโชว์ที่นางแบบทุกคนอยากเดิน และ Chanel Dream ของฉันก็เป็นจริงแล้ว

W: โชว์ไหนที่ภูมิใจที่สุด
L: มีนางแบบเอเชียคนเดียวเท่านั้นที่ได้เดินในโชว์ Valentino Haute Couture Fall 2015 ซึ่งมีฉากหลังที่โรแมนติกมากคือจัตุรัส Piazza Mignanelli ในกรุงโรมช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีโอกาสนั้น แต่หลังจากไปแคสติ้งปรากฏว่าฉันเป็นนางแบบเอเชียหนึ่งเดียวคนนั้น ทั้ง Maria Grazia Chiuri และ Pierpaolo Piccioli ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์เรียกฉันไปแคสติ้งหลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่ฉันไม่เคยได้เลย พอได้เดินให้วาเลนติโน่จริงๆ ในครั้งนี้เลยดีใจมาก เกือบทั้งคอลเลกชั่นเป็นชุดสีดำ เพราะโรมในความคิดของปิแอร์และมาเรียไม่ได้สวยงามไปเสียหมด แต่ออกจะลึกลับน่ากลัวเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้นตั้งแต่ลุคแรกไปจนเกือบครึ่งโชว์จึงเป็นชุดสีดำ จากนั้นจึงค่อยเพิ่มสีอื่นๆ เข้าไปทีละนิดๆ เป็นรันเวย์โชว์ที่มีความเป็นกวีสูงมากที่สุดโชว์หนึ่งเลยทีเดียว ในรันเวย์โชว์แต่ละครั้งมีนางแบบเอเชียได้รับเลือกประมาณ 4-5 คนเท่านั้น เพราะว่ากันตามตรงแล้ววงการนางแบบก็เป็นพื้นที่ของนางแบบผิวขาว แต่การที่ฉันได้เป็นนางแบบเอเชียคนเดียวในรันเวย์โอตกูตูร์ของห้องเสื้อระดับวาเลนติโน่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและไม่อาจลืมได้เลย

W: มีโชว์ไหนหรือแบรนด์แฟชั่นอะไรที่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุดแต่ยังไม่มีโอกาสสักที
L: Prada (ตอบทันที) ฉันเคยถูกเรียกไปแคสติ้งแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแล้วก็ไม่ได้ และไม่เคยถูกเรียกไปอีกเลย เป็นที่รู้กันว่าโชว์ของ Prada พิเศษสุดมากๆ ฉันอยากร่วมงานกับแบรนด์นี้ที่สุด

W: เวลาไปแคสต์งานต้องเตรียมตัวอย่างไร แล้วถ้าเป็นงานที่อยากทำมากๆ ต้องพรีเซนต์ตัวเองเป็นพิเศษไหม
L: ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรฉันทำเต็มที่ที่สุดทุกครั้ง เพราะการเป็นนางแบบเป็นเรื่องของโชคชะตา ไม่เกี่ยวเลยว่าคุณจะเก่ง สวย สูง หรือรูปร่างดีแค่ไหนมันเป็นเรื่องของจังหวะอย่างเดียวจริงๆ ถ้าเขาอยากเลือกคุณ เขาก็จะเลือกคุณแต่ถ้าคุณไม่เข้าตาเขา ต่อให้สวยเก่งแค่ไหน เขาก็ไม่เลือก ไม่ใช่ว่าเพราะคุณคือนางแบบที่กำลังมาแรงที่สุดแล้ว Prada จะไล่ล่าคว้าตัวคุณไปเดินแบบ คุณไม่มีวันรู้เลย เหมือนโชว์วาเลนติโน่ คุณก็ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าหรอกว่าคุณจะได้เป็นนางแบบเอเชียคนเดียวในโชว์นั้น

W: การเป็นนางแบบเอเชียต้องพยายามมากกว่าหรือเปล่า ถ้าอยากได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก
L: อย่างที่บอกว่าแต่ละโชว์มีพื้นที่ให้นางแบบเอเชียไม่ถึง 5 คนด้วยซ้ำและ 90 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นนางแบบผิวขาว ซึ่งการที่มีนางแบบจีนเข้ามามีพื้นที่มากขึ้นอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจของจีน คนจีนมีกำลังซื้อสูงมากในตลาดแฟชั่นเลยเป็นแรงผลักดันหนึ่งให้แบรนด์ต่างๆ เลือกนางแบบจีนมาเดินในโชว์มากขึ้น แต่ก่อนมีโควตาให้นางแบบเอเชียแค่โชว์ละ 1-2 คนเท่านั้น เป็นเกาหลีกับจีนอะไรแบบนี้ แต่ตอนนี้หนึ่งโชว์มีนางแบบจีนชาติเดียวถึง 4-5 คน ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากขึ้นนะ

W: นี่เราก็ได้มาขึ้นปกโว้กไทยแลนด์ครั้งแรกพร้อมกันนะ
L: แล้วคุณก็เป็นผู้ชายคนแรกที่ได้ขึ้นปกโว้กไทยแลนด์ด้วย! แต่นี่เป็นการร่วมงานครั้งที่ 2 ของฉันกับโว้กนะ (หยิบโว้กไชน่ามาดู) ฉันได้เป็นหนึ่งในนางแบบจีนที่ได้ขึ้นปกโว้กไชน่าฉบับเดือนพฤศจิกายน 2015 ร่วมกับ Dylan Xue, Gia Tang, Jing Wen, Xiao Wen Ju และ Yuan Bo Chao ปกนี้ถือเป็นการเผยมิติความงามของหญิงสาวชาวจีน นางแบบที่ได้รับเลือกให้ขึ้นปกนี้ทุกคนเป็นนางแบบจีนเจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งฉันประหลาดใจมากที่ตัวเองได้รับเลือกให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มด้วย เราบินไปถ่ายปกนี้กันที่นิวยอร์ก ได้ร่วมงานกับช่างภาพหญิงชาวอังกฤษ Elaine Constantine ฉันถือว่าเป็นจุดสูงสุดครั้งหนึ่งในอาชีพนางแบบของฉัน การที่ผู้หญิงสักคนที่อายุยังน้อยและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติแบบนี้ ฉันถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดและเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไกลของฉันเลยนะ คิดว่าตัวเองโชคดีมากๆ เพราะโว้กมีทีมงานเก่งๆ ที่ช่วยดึงตัวตนและสร้างความมั่นใจให้ฉันได้

W: นางแบบระดับโลกนี่เขาดูแลตัวเองกันอย่างไร
L: ผิวสำคัญที่สุด ไม่ว่าคุณจะไปทำงานอะไร ผิวคือความประทับใจแรกสุด หลังจากทำงานเสร็จทุกครั้ง ฉันจะทำความสะอาดผิวให้หมดจด และที่สำคัญมากๆ คือทัศนคติที่ดีต่อการทำงานซึ่งจะฉายออกมาจากข้างในไม่ว่าจะไปเจอเหตุการณ์ที่ดีหรือเลวร้ายแค่ไหน หรือต้องทำงานกับใคร ฉันต้องรักษาทัศนคติที่ดีนี้ไว้ให้ได้ตลอด มันจะสะท้อนออกมาทางสีหน้าท่าทางและผิวของเราด้วย ไม่ว่าคนรอบข้างจะเครียดหรือกดดันแค่ไหน เราก็ต้องยิ้มสู้เข้าไว้ เวลาที่คนเขาหันมามองจะได้สบายใจว่า อืม...นางแบบยังอารมณ์ดีอยู่นะ (หัวเราะ)

W: สิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นนางแบบคืออะไร
L: การได้เป็นนักแสดงเงียบ คุณไม่ต้องพูดบทอะไร แต่คุณต้องแสดงบทบาทเหล่านั้นผ่านท่าทาง ฉันคิดว่านี่เป็นความสนุกและท้าทายมาก ทันทีที่เราสวมเสื้อผ้าหรือแต่งหน้าทำผมในลุคที่แตกต่าง มันเหมือนกับว่าเรากำลังสวมวิญญาณแสดงบทบาทที่หลากหลายไปด้วย

W: เมื่อกี้เห็นโพสท่าเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์อย่างโปรเลย จริงๆ แล้วขี่มอเตอร์ไซค์เป็นหรือเปล่าเนี่ย
L: (หัวเราะ) ไม่เป็นเลยสักนิด มอเตอร์ไซค์คันนี้เป็นของคุณนี่นา ทำไมถึงอินกับเรื่องมอเตอร์ไซค์นัก เห็นว่าเป็นดีเลอร์นำเข้า Triumph เองด้วย
W: ผมเริ่มขี่มอเตอร์ไซค์สมัยวัยรุ่น เริ่มจากความชอบส่วนตัวก่อน

L: แล้วก่อนที่จะเป็นดีเลอร์ มีรถของตัวเองกี่คัน
W: ก่อนที่จะขี่แล้วได้ตังค์ใช่ไหม (หัวเราะ) เมื่อก่อนขี่เสียตังค์ก็มี Triumph 3 คัน แล้วก็มีรถสกู๊ตเตอร์หรือรถวิบาก ด้วยความที่เราเป็นนักขี่เราจำเป็นต้องใช้รถได้ทุกรูปแบบเพื่อจะได้รู้ว่ารถแบบนี้ต้องใช้ทักษะแบบไหนในการขับขี่ เราต้องออกไปเจอถนนหลายรูปแบบ จะได้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปได้ทุกๆ ที่ที่เราอยากไปได้ทั่วโลกเลย

L: แปลว่าเคยขี่มอเตอร์ไซค์ไปต่างประเทศมาแล้ว
W: ใช่ รูตที่ภูมิใจที่สุดคือตอนบินไปอินเดียแล้วไปเช่ามอเตอร์ไซค์ต่อที่นั่น ขี่ไปตามเส้นทางที่เป็นความฝันของนักขี่ทั่วโลก มันคือถนนที่สูงที่สุดในโลกที่รถจะสามารถขึ้นไปได้ ชื่อว่าถนนคาร์ดุงลา (Khardung La Pass) เมืองเลห์ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 5,600 เมตร อากาศเบาบางมาก คนที่ขึ้นไปต้องติดถังออกซิเจนขึ้นไปด้วย คนภูเขาก็เดินกันชิลๆ นะ แต่เราหายใจไม่ออก (หัวเราะ) พอขึ้นไปบนจุดที่สูงที่สุดได้ ความรู้สึกเหมือนได้พิชิตอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ เพราะลำบากมากกว่าจะพารถขึ้นมาได้ ต้องเริ่มจากที่ต่ำก่อนแล้วค่อยๆ ปรับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อปรับร่างกาย ระดับความดันเลือด และการหายใจ เพราะถ้าจู่ๆ พุ่งขึ้นไปเลยอาจน็อกได้ สภาพถนนก็แย่มาก มีหิมะปกคลุมตลอด สร้างถนนกี่ครั้งก็พังเพราะธรรมชาติทำลาย

L: เคยขี่มอเตอร์ไซค์ไกลที่สุดกี่กิโลเมตร
W: วันหนึ่งเราขี่ได้ไม่เกิน 700-800 กม. หรอก แค่นั้นสมองก็จะระเบิดแล้ว มันเครียด ขี่เยอะๆ ไม่สนุกหรอก

L: ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าการขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องยนต์ ยังมีเรื่องของจิตใจ ร่างกาย และการวางแผนด้วย
W: เราเรียนรู้จากพี่ๆ กลุ่มนักขี่รุ่นใหญ่ที่เขาเคยเดินทางสมบุกสมบันกันมาเยอะ เขาจะบอกเราได้ว่าถ้าอยากเดินทางแบบนี้ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ต้องฟิตร่างกายเป็นเดือน ดูแลตัวเองอย่างไร เตรียมยาอะไรไปบ้าง

L: เคยประสบอุบัติเหตุหนักๆ ที่ทำให้เข็ดไปเลยไหม
W: มีหลายอย่างเกิดขึ้นตลอดเวลาในการออกทริป ป่วย อุบัติเหตุ เพื่อนหาย หลงกัน แต่หนักสุดคือรถคว่ำ รถพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเลย ถ้าใครเห็นสภาพรถต้องคิดว่าคนขับตายแน่นอน (ยิ้ม) แต่ผมรอดเพราะโดนดีดออกแล้วตัวไถลไปชนกำแพง แต่มอเตอร์ไซค์ไปชนเสาไฟฟ้า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น มีรุ่นพี่บางคนเคยพูดไว้ว่ามอเตอร์ไซค์หรือบิ๊กไบค์อย่าไปทะลึ่งกับมันเด็ดขาด เพราะเพียงเสี้ยววินาทีเราอาจตายได้เลย ต้องมีสติกับมัน ที่สำคัญคืออย่าซ่า อย่าห้าว ต้องประมาณตนในการขับขี่ ทุกวันนี้ผมขับรถเรียบร้อยขึ้นเยอะ

L: ขี่มอเตอร์ไซค์แต่ได้เรียนรู้เรื่องสติ
W: คนชอบพูดกันว่ามอเตอร์ไซค์จะดีอย่างไรในเมื่อมันคือเนื้อหุ้มเหล็ก ซึ่งเขาก็พูดถูกแหละ ต่อให้ระบบเซฟตี้ดีแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าสตินะ ไม่ขี่ขณะดื่ม ใช้ความเร็วประมาณหนึ่ง และเรียนรู้เรื่องของการอยู่ร่วมกัน เพราะเวลาเราไปต่างประเทศก็ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมในการอยู่เป็นกลุ่ม ดูคนอื่นว่าเขาขี่รถกันอย่างไรในแต่ละประเทศ และนานๆ เข้าเราก็ได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้น เวลาสมองเราอยู่ในหมวกกันน็อกก็ได้คิดนะ ไอเดียแปลกๆ เกิดขึ้นเวลาเราได้อยู่คนเดียว เหมือนได้พักผ่อน บางทีเราทำงานทุกวันจนกลายเป็นลูป เริ่มน่าเบื่อ เราก็หาโอกาสขี่มอเตอร์ไซค์ชาร์จแบตตัวเอง
L: เหมือนกันเลย ตอนทำงานฉันจะยุ่งมากๆ กับโลกแฟชั่น แต่ถ้าว่างปุ๊บฉันจะไปเดินเขาอยู่กับธรรมชาติทันที

W: แล้วมีคิดเรื่องจะทำอะไรนอกเหนือจากอาชีพนางแบบไหม
L: อยากเปิดร้านกาแฟ-ชา-ร้านดอกไม้ คือเอาความชอบทั้งสามอย่างมารวมกัน เปิดเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว แต่คงเป็นช่วงหลังจากไม่ได้เป็นนางแบบแล้ว เพราะชา กาแฟ และดอกไม้เป็นรักแรกของฉัน รักที่สองคือแฟชั่น ถ้าหากว่ารักที่สองของเราทำได้สำเร็จแล้วและต้องจบลง เราก็ต้องกลับไปหารักแรกของตัวเองที่ยังไม่ได้ลงมือทำให้เป็นจริง
W: ร้านแบบนี้ยังไม่มีในเมืองไทยนะ ขอเอาไอเดียมาเปิดร้านที่นี่บ้าง

L: เดี๋ยวขายแฟรนไชส์ให้ (หัวเราะ) ว่าแต่คุณเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวเพราะอยากจะออกจากวงการบันเทิง?
W: ไม่นะ งานแสดงก็เต็มที่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราจะได้ทำอย่างอื่นบ้าง บางทีทำอะไรอย่างเดียวนานๆ ก็รู้สึกว่าไม่สนุกแล้ว พูดง่ายๆ ว่าต้องหาปัญหาใส่ตัวบ้าง ตอนนี้สาแก่ใจแล้ว มาเต็มเลย

L: แต่ปัญหาเยอะแค่ไหน ถ้าเรายังทำอยู่แปลว่ามันทำให้เรารักและภูมิใจ
W: (นิ่งคิด) จริงนะ ล่าสุดนี้ผมเพิ่งได้รางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม (คมชัดลึกอวอร์ด จากละครเรื่อง เพื่อน แพง) หลังจากเข้าวงการมา 11 ปีผมเขียนในอินสตาแกรมไว้เลยว่าเพิ่งได้รางวัลกับเขานี่แหละครับ (หัวเราะ)

L: ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้รางวัลอะไรเลยหรือ
W: เคยได้บ้าง แต่เป็นรางวัลยอดนิยม ซึ่ง 11 ปีที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาตัวเองไม่อยู่นิ่ง หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ทำอะไรที่ไม่ขัดแย้งกับตัวเรามาก เพราะมันจะอยู่กับเราไม่ได้นาน พอเราตั้งใจมาตลอด จนวันหนึ่งมันสำเร็จ ก็เป็นกำลังใจในการทำงาน

L: แปลว่าความรู้สึกเวลาได้รางวัลยอดเยี่ยมกับยอดนิยมนี่ต่างกันสิ
W: รางวัลยอดนิยมเป็นเรื่องของผลโหวตจากผู้ชม แต่รางวัลยอดเยี่ยมเป็นเรื่องของความสามารถในการแสดง เรารู้ตัวว่าไม่ใช่คนที่ born to be เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ เราต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่ากว่าจะได้เท่ากับคนอื่น แต่เรามีพรแสวง พยายามแก้ไขจุดด้อยของตัวเอง

L: ฉันก็ไม่เคยคิดฝันเหมือนกันว่าวันหนึ่งจะได้เห็นหน้าตัวเองในนิตยสาร
W: ผมเรียนวิศวะมา แต่แม่อยากให้เล่นละครเพราะชอบดูละครแค่นั้นเอง เราไม่ได้ต่อต้านแต่ไม่ได้ใฝ่ฝัน แค่รู้สึกว่ามันท้าทายดี

L: ฉันเห็นนักแสดงหลายคนพอทำงานไปถึงจุดหนึ่งก็ขยับขึ้นไปเป็นโปรดิวเซอร์หรือเป็นผู้กำกับกันเยอะมาก
W: ผมแสดงละครมา 11 ปีเพิ่งได้รางวัล แล้วอีกกี่ปีผมถึงจะมีประสบการณ์มากพอไปทำงานเบื้องหลัง (หัวเราะ) ทุกวันนี้ขอทำงานเบื้องหน้าก่อนแต่ผมขอร้องว่าช่วยมาเป็นนักแสดงกันเยอะๆ หน่อย มาช่วยผมแสดงที

(ทีมงานส่งสัญญาณขอตัวทั้งคู่ไปแต่งหน้าทำผม)

W: คำถามสุดท้ายนี้อยากถามตั้งแต่เจอแรกๆ แล้ว...ลู่ผิงสูงเท่าไร
L: (ทำหน้างง) 178 ซม.

W: เตี้ยกว่าผม 6 ซม.เอง แล้วพี่น้องสูงแบบนี้หรือเปล่า
L: ฉันมีน้องสาวหนึ่งคน สูงเท่ากันเลย ครอบครัวของเรามียีนเด่นเป็นยีนนางแบบ (หัวเราะ)

ที่มา - Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

เวียร์มาพร้อมอวัยวะที่ 33 ชิ้นล่าสุดของเขา Triumph T120 ม้าเหล็กสัญชาติอังกฤษที่ไถลล้อเข้ามาจอดบนปกโว้กไทยแลนด์ ส่วนที่ไล่หลังตามมาติดๆ คือ ลู่ผิง หวัง นางแบบสาวเจ้าของโครงหน้าชัดและผิวสีน้ำผึ้งจาง.. 6 พ.ค. 2559 13:21 9 พ.ค. 2559 15:56 ไทยรัฐ