วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'11อจ.กล้า' ให้ยูเอ็นสอบละเมิดสิทธิ

ปชช.ที่เห็นต่างสศจ.ยุคว่ำรธน.สมช.จ้องขอตัว

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองโร่ร้องยูเอ็น ตรวจสอบสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้เห็นต่างจากรัฐบาล คสช. รวมทั้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หวังยกระดับปัญหาสู่สากลกดดันรัฐบาลไทย ระบุยูเอ็นเล็งหาช่องให้ฝ่ายนโยบายพูดคุยแลกเปลี่ยนนักวิชาการ-ประชาชน “สมศักดิ์เจียม” แอนด์เดอะแก๊ง ท้าทายข้ามโลกรณรงค์ผ่านโซเชียลคว่ำประชามติ สมช.จ้องเขม็ง จ่อขอตัวจากฝรั่งเศสในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน “นิพิฏฐ์” มั่นใจ คสช.ไม่มีความคิดล้มประชามติ ชี้ “จตุพร” ปั่นกระแสโกงประชามติไร้สาระจ้องหาเรื่อง ด้าน “จตุพร” หวั่นพันธมิตรเคลื่อนทำประชามติล่ม “จาตุรนต์” รัวหมัดซัดปมปิดปากประชามติ จวกยับกฎเกณฑ์ กกต.ทำสังคมวิปริต คดีไฟ กทม.แพงเวอร์ สตง.เล็งขยายผลสอบบริษัทฮั้วโครงการอื่นๆ หลังพบข้อมูลเพิ่มเติม “วิลาศ” ตามแฉเป็นกุรุส ล็อกสเปกซื้อเครื่องจักรกล-ถลุงงบซื้อเครื่องสูบน้ำ-ปั่นราคารถขัดถนน เตรียมร้อง สตง.-ป.ป.ช.

หนทางการไปสู่การทำประชามติวันที่ 7 ส.ค. ยังคงมีแนวโน้มไม่ราบรื่น ภายหลังการท้วงติงของบรรดาพรรคการเมืองใหญ่ว่ามีความเหลื่อมล้ำระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย มีข้อจำกัดการแสดงออกที่ไม่เท่าเทียมกัน ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวยังเป็นไปอย่างเข้มงวดนั้น ล่าสุดเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ ให้ช่วยตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

นักวิชาการร้องยูเอ็นถูกละเมิดสิทธิ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 พ.ค. ที่อาคารสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประจำประเทศไทย ถนนราชดำเนินนอก เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองรวม 11 คน นำโดยนายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ (มธ.) นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. นายอภิชาติ สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณะ ศิลปศาสตร์ มธ. น.ส.ชลิตา บัณฑุวงศ์ คณะสังคมวิทยาฯ ม.เกษตรศาสตร์ นายคมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร น.ส.ศรีประภา เพชรมีศรี นักวิชาการสถาบันสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม ม.มหิดล นอกจากนี้ ยังมี น.ส.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว นักวิชาการจากสถาบันสิทธิมนุษยชนศึกษา ที่เคยถูกตำรวจ สน.ปทุมวัน ควบคุมตัวจากการแจกเอกสารเชิญชวนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เดิน ทางเข้าพบตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ หรือโอเอชซีเอชอาร์ เพื่อยื่นจดหมายร้องเรียนให้ช่วยตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่คิดเห็นต่างจากรัฐบาล คสช. พร้อมเรียกร้องให้แสดงท่าทีไปถึงรัฐบาล คสช. ขอให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีต่างๆทันที

ยูเอ็นเผยถูกอ้างสถานการณ์พิเศษ

นายอนุสรณ์เปิดเผยภายหลังยื่นหนังสือว่า ได้หารือกับรักษาการผู้แทนระดับภูมิภาคของโอเอชซีเอชอาร์ในหลายประเด็น อาทิ เรื่องสิทธิในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น การละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย รวมถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมาถึงว่าสิ่งเหล่านี้จะทำอย่างไร ประชาชนไทยจะสามารถแสดงออกในลักษณะที่ถูกต้องชอบ ธรรม ทางผู้แทนยูเอ็นยอมรับกับทางกลุ่มว่าที่ผ่านมาได้ติดตามเรื่องเหล่านี้มาตลอดด้วยความห่วงใย ไม่ใช่แค่ระดับตัวแทนระดับภูมิภาคในไทย แม้แต่สำนักงานใหญ่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็ให้ความสนใจ ส่งเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ เก็บข้อมูล การชุมนุมเรียกร้องสิทธิของกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นช่วงนี้ รวมทั้งพูดคุยเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการทั้งทหารและตำรวจ แต่ก็มักได้รับคำตอบว่า ถูกสั่งมา และถือเป็นช่วงสถานการณ์พิเศษ จึงไม่สามารถทำตามข้อตกลงที่ลงนามในสนธิสัญญาไว้กับภาคีด้านสิทธิมนุษยชนและกับทางโอเอชซีเอชอาร์ได้

หวังยกระดับปัญหาขึ้นสู่สากล

นายอนุสรณ์กล่าวว่า ผู้แทนโอเอชซีเอชอาร์รับปากจะพยายามยกระดับการพูดคุยกับทางการไทยให้มากขึ้น และจะยกระดับเรื่องเหล่านี้ให้เข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ที่กรุงเจนีวา รวมทั้งหาหนทางให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ดูแลนโยบาย หรือระดับที่ปรึกษา อาทิ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ให้เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทางกลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ อาจจะจัดเป็นการพูดคุยในห้องแบบปิด เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีโอกาสคุยกัน ส่วนใหญ่จะถูกเรียกตัวเข้าค่ายทหารมากกว่า นอกจากนี้ โอเอชซีเอชอาร์ยังสนใจเรื่องการลงประชามติ โดยอาจจะเข้าไปพูดคุยกับ กกต.ของไทย ทั้งยังสนใจกรณีการจับกุมประชาชน 9 คน ที่ทำเพจล้อเลียนนายกฯ ส่วนตัวเห็นว่าหากทางโอเอชซีเอชอาร์ยกระดับปัญหาที่เกิดขึ้นไปถึงสำนักงานใหญ่ที่กรุงเจนีวา น่าจะเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลไทยต้องปฏิบัติตามสนธิ สัญญาที่ลงนามไว้

“สมศักดิ์” รณรงค์คว่ำประชามติ

วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก บีบีซีไทย เผยแพร่ความเคลื่อนไหวของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (สศจ.) กับผู้ลี้ภัยทางการเมือง ที่ออกอากาศสดทางเฟซบุ๊ก รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงเย็นวันที่ 4 พ.ค.ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อั้ม เนโกะ ซึ่งได้ลี้ภัยจากประเทศไทยไปอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ได้ทดลองออกอากาศสดทาง เฟซบุ๊กไลฟ์ รณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค. โดยการออกอากาศสดครั้งนี้มีผู้รับชมสดกว่า 3,000 คน และแชร์กว่า 300 ครั้ง

สมช.เล็งขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน

เมื่อเวลา 10.00 น. พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายศรัณย์ ฉุยฉาย หรือ “อั้ม เนโกะ” ซึ่งได้ลี้ภัยจากประเทศไทยไปอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ออกอากาศสด ทางเฟซบุ๊กไลฟ์ รณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวอย่าง เป็นทางการ ถ้าได้รับรายงานแล้วจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ เข้าข่ายกระทำผิดหรือไม่ หากผิดจริงและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความดำเนินคดี พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมหลักฐานให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาส่งเรื่องไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพราะคนกลุ่มนี้เป็นคนไทยกระทำผิดกฎหมายของไทยแต่ไปอยู่ที่ประเทศอื่น เมื่อถามว่า การกระทำเหล่านี้เกรงว่าจะทำให้เกิดกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่ พล.อ.ทวีปตอบว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น อย่างกรณีผู้ต้องหากระทำความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จำนวน 8 คน ขณะนี้ก็ยังถูกคุมขังอยู่ ดังนั้นใครจะออกมาเคลื่อนไหวอะไรก็ต้องระวัง ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย

กรธ.แบ่ง 9 สายปูพรมแจงร่าง รธน.

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการทำงาน ของ กรธ.ว่า ขณะนี้ กรธ.ได้กำหนดตัวแทนเพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญแก่ประชาชน โดยแบ่งเป็น 9 กลุ่มทั่วประเทศ กรธ.จะทำหน้าที่เสมือนเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำแก่วิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตย หรือครู ก. ในกรณีที่เกิดข้อสงสัยหรือต้องการคำชี้แนะในประเด็นต่างๆเพิ่มเติม ส่วนการจัดฝึกอบรมวิทยากร ครู ก. ที่ กรธ.ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) จะ มีขึ้นในวันที่ 18-19 พ.ค. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ นอกจากจะมีตัวแทนผู้เข้ารับการอบรมเป็นครู ก. จังหวัดละ 5 คนแล้ว ยังมีตัวแทนจากสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศกว่า 100 คน เข้าร่วมอบรมด้วย มั่นใจในศักยภาพของครู ก. ครู ข. รวมถึงครู ค. และตัวแทนจากสภาองค์กรชุมชนทั่ว ประเทศว่าจะสามารถช่วยประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลสาระของเนื้อหาที่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญส่งไปยังประชาชนทุกกลุ่มให้เข้าใจได้ ส่วนกลุ่มที่เห็นต่างหากแสดงความเห็นบนพื้นฐานของสิทธิและเสรีภาพ กรธ.ก็ไม่มีความหนักใจหรือกังวลอะไร เชื่อว่า กระบวนการทุกอย่างน่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สนช.มั่นใจไร้แรงต้านลงพื้นที่

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการชี้แจงคำถาม พ่วงประชามติตามพื้นที่ต่างๆ ว่า ขณะนี้ กรธ.ได้กำหนดตัวบุคคลพร้อมแบ่งพื้นที่การชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญแล้ว 9 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ดังนั้นสนช.จะลงพื้นที่ร่วมกับ กรธ.ครบทั้ง 9 กลุ่มเช่นกัน ขณะนี้ สนช.กำหนดตัวบุคคลเพื่อรับผิดชอบแต่ละกลุ่มจังหวัดเสร็จแล้ว โดยจะลงพื้นที่ชี้แจงในระดับอำเภอด้วย ฉะนั้นจำเป็นต้องจัดสมาชิก สนช.รับผิดชอบเป็นรายจังหวัดด้วยจังหวัดละ 1 คน หากเป็นจังหวัดใหญ่อาจรับผิดชอบมากกว่า 1 คน รายชื่อจะมีความชัดเจนสัปดาห์หน้า ส่วนการเข้าพบนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เมื่อวันที่ 4 พ.ค.นั้น เพื่อซักซ้อมความ เข้าใจของ สนช.และ กรธ.ที่จะลงพื้นที่ร่วมกันเรื่อง การแบ่งเวลาชี้แจง ได้ข้อยุติว่า สนช.จะใช้เวลาไม่มาก เพราะชี้แจงแค่คำถามพ่วง ส่วน กรธ.จะใช้เวลา มากกว่า เพราะเป็นการชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ และช่วงสุดท้ายของการชี้แจงจะเปิดโอกาสให้ประชาชนซักถาม เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจการทำหน้าที่ของ กรธ.และ สนช. ไม่น่าจะเกิดการต่อต้านระหว่างการลงพื้นที่

“ประวิช” กวักมือเรียกคนออกมาใช้สิทธิ

นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวถึงข้อท้วงติงว่าประกาศ กกต.ว่าด้วยหลัก เกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติไม่ชัดเจนว่า การที่ กกต.จะประกาศสิ่งใดออกมาจะเกินไปกว่าสิ่งที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ไม่ได้ บุคคลใดที่แสดงความคิดเห็น ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหรือสัมมนาทางวิชาการสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่บนกติกาที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ 1. ต้องเป็นเรื่อง จริง ไม่สามารถแต่งเติมหรือมโนขึ้นเองได้ 2.ต้องใช้คำพูดสุภาพ ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือก้าวร้าว 3.ต้องไม่ปลุกระดม ข่มขู่ โดยหลักการทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กรอบของมาตรา 7 และมาตรา 61 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหากประชาชนยึดหลักข้างต้นมั่นใจว่าจะมีความปลอดภัย แต่หากทำสิ่งใดที่นอกเหนือจากนี้ก็สุ่มเสี่ยง ส่วนตัวอยากให้ประชาชนมาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ด้วยกันให้มากที่สุด

“นิพิฏฐ์” เชื่อ คสช.ไม่ล้มประชามติ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวในรายการมองไกลผ่านทางยูทูบว่า ผู้มีอำนาจอาจจะล้มล้างการทำประชามติ ถ้าหากประชาชนไปใช้สิทธิสะท้อนผลไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าความต้องการให้รับตามความมุ่งหวังของ คสช.ว่า ยังมองไม่เห็นประโยชน์ที่ คสช.จะทำเช่นนั้น เชื่อว่าหากจะไม่มีการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. คงมาจากกรณีเดียวคือ มีผู้ก่อความวุ่นวายจนต้องมาถึงจุดที่ล้มการทำประชามติ ต้องดูว่าเป็นฝ่ายไหนที่จะออกมาสร้างความวุ่นวาย อย่างไร ก็ตาม ยังเชื่อว่า คสช.จะคุมสถานการณ์ได้ ดังนั้นความวุ่นวายในระดับที่ว่านี้คงจะไม่เกิดขึ้น อีกทั้งประชาชนคงไม่ตกเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความวุ่นวายเพื่อจะล้มการทำประชามติ ถ้าหากนายจตุพรจะยกตัวอย่างกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เคยคว่ำ ร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญมาเทียบกับตอนนี้เพื่อกล่าวหาว่า คสช.จะล้มการทำประชามตินั้น ก็เป็นคนละเหตุผลกัน เพราะคราวนั้น เป็นอำนาจของ สปช.ที่จะตัดสินว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของประชาชนจะตัดสินแล้วว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ฉะ “จตุพร” ปั่นกระแสโกงไร้สาระ

เมื่อถามถึงกรณีนายจตุพรออกมาระบุว่าอาจจะมีการโกงในการทำประชามติ นายนิพิฏฐ์ตอบว่า การโกงในประเทศไทยเป็นการโกงเพื่อให้ตัวเองได้ ไม่ใช่เพื่อให้สังคมอื่นได้ สำหรับการทำประชามติ ยังมองไม่เห็นว่าใครจะไปโกง ถามว่าโกงแล้วจะได้อะไร ใครได้ประโยชน์ ถ้าหากกลัวว่าผู้มีอำนาจจะโกงเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน คงเป็นการกลัวที่ไร้สาระมาก เป็นการกลัวที่หาเรื่องและไม่มีเหตุผล เพราะตนคิดว่า คสช.จะได้ประโยชน์ จากกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติมากกว่า ดังนั้น จึงยังคิดไม่ออกว่า คสช.จะไปโกงทำไม นายจตุพรกำลังพยายามสร้างกระแสความกลัวโดยไม่มีเหตุผลรองรับมากกว่า

“คุณจตุพรอยู่ในฝ่ายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นวิธีการพูด คิด การกระทำของเขา ก็ต้องกันไว้ก่อนว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านก็เพราะมีคนโกงประชามติ เขาดักไว้ก่อนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ผ่าน ซึ่งวิธีการแบบนี้เขาเคยทำตอนรัฐธรรมนูญปี 2550 มาครั้งหนึ่งแล้ว” นายนิพิฏฐ์กล่าว

“จตุพร” ห่วง พธม.ทำประชามติล่ม

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวในรายการมองไกลผ่านทางยูทูบถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวเหมือนเป็นกระบวนการ เริ่มจากนายสนธิ ลิ้มทองกุลแกนนำคนสำคัญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยรังสิต ตำหนิร่างรัฐธรรมนูญอยู่ภายใต้กลุ่มทุน และวิจารณ์โครงการประชารัฐเอื้อประโยชน์ต่อทุน ขณะเดียวกันมีแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯบางคนไปยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.ไม่ให้ถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯปี 2551 ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ธรรมดา เชื่อว่าจะเกิดอะไรบางอย่างทางการเมืองที่น่าติดตาม ตนสังหรณ์ใจว่าจะไม่มีการทำประชามติวันที่ 7 ส.ค. ส่วนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่ต้องการให้มีการขัดขวางการทำประชามตินั้น พวกตนไม่ขัดขวาง สบายใจได้ ขอเพียงแต่ คสช.อย่าล้มประชามติ ถ้า คสช.ไม่ล้มก็ไม่มีใครกล้าล้ม

“อ๋อย” อัดแหลกประชามติไม่แฟร์

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กำลังทำลายความชอบธรรมของการลงประชามติ และจะส่งผลต่อความยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ บุคคลย่อมมีเสรีภาพแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่นี่ให้พูดได้แค่ในบ้าน ห้ามบอกว่ารับ ไม่รับ ขอกลุ่มต่อต้านอย่าก่อกวนการลงประชามติ ทั้งที่ไม่เห็นมีใครก่อกวน มีแต่มาก่อกวนการแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ และการขอเวลา 5 ปี โดย 3 เดือน + 1 ปี + 5 ปี + 15 ปี หรือ 1 ปี 3 เดือน + 20 ปี รวมเป็น 21 ปี 3 เดือน คือการกำหนดเวลาการบริหารปกครองประเทศไว้ล่วงหน้า ยิ่งทำให้คนฝากความหวังกับการเลือกตั้งครั้งหน้าน้อยลง

ซัดกฎเกณฑ์ กกต.ทำสังคมวิปริต

นายจาตุรนต์กล่าวว่า เห็นข่าว กกต.ท่านหนึ่งออกมาขู่จะเล่นงานเพจดังโฆษณาขายเสื้อรณรงค์ประชามติ ตนว่าแค่แนะนำก็พอ เพราะการที่สังคมต้องมาถกเถียงจะปักเสื้อว่า โหวตโน หรือโน คำเดียวได้หรือไม่นั้น ทำสังคมวิปริตไปแล้ว คนในประเทศที่เจริญอย่างน้อยค่อนโลกเขาต้องว่าไร้สาระหรือบ้าไปแล้ว กกต.ออกมายกตัวอย่างสักเรื่อง สมมติมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังว่ามีคนกลุ่มหนึ่งไปปล้นและเผาหมู่บ้าน คนหนึ่งบอก “ดีครับ” อีกคนว่า “ระยำ” ตกลงคนไหนหยาบคาย ทำไมผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญถูกเรียกว่าเป็นพวกต่อต้านให้ออกเสียงเห็นด้วยกับร่างฯได้อย่างเดียวหรือยังไง และอยากให้ กรธ.ชี้แจงให้ชัด ร่างรัฐธรรมนูญผ่านแล้วคำสั่งคสช.ทั้งหลายจะยังใช้ต่อไปใช่หรือไม่ แม้ขัดกับรัฐธรรมนูญบางมาตราก็ตาม

โวย จนท.รัฐชี้นำโหวตร่าง รธน.

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบรรยากาศการทำประชามติในต่างจังหวัดว่า เท่าที่พบเห็นดูแล้วเหมือนยุคปราบคอมมิวนิสต์คือ จะพูดหรือทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องประชามติต้องมองหน้ามองหลัง คุยกันแบบกระซิบ เหมือนไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน คงเป็นผลพวงมาจากข่าวที่มีโทษหนักออกมาจาก กกต.และรัฐบาล เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็บอกให้ทำตามกฎหมาย ห้ามรณรงค์ว่ารับหรือไม่รับ แต่ขอฟ้องนายกฯว่าในช่วงที่มีการทำประชาคมหมู่บ้าน เพื่อสอบถามความเห็นชาวบ้านถึงการใช้งบพัฒนาหมู่บ้านละ 200,000 บาทนั้น บรรดาข้าราชการมักพูดถึงเรื่องการทำประชามติสอดแทรกไปด้วย มีทั้งพูดเชิญชวนให้รับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ การทำเช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายประชามติหรือไม่ ขณะนี้ก็ยังดำเนินการอยู่ นายกฯอยากให้ทำตามกฎหมาย แต่หน่วยงานรัฐไม่เห็นรักษากฎหมายเลย

ย้อนแย้ง “มีชัย” ครอบครัวเหลื่อมล้ำ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. เปรียบเทียบว่าการทำประชามติเหมือนคนในครอบครัวคุยกัน อยากถามกลับว่าการทำประชามติขณะที่มีคำสั่ง คสช. ที่ 13/2559 เสมือนมีกฎอัยการศึกทั่วประเทศ มีประเทศไหนในโลกเขาทำกัน และกฎหมายประชามติที่สามารถตีความได้ครอบจักรวาล มีบทลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี มีที่ไหนในโลกบัญญัติแบบนี้ อีกทั้งกฎหมายดังกล่าวให้ กรธ.สามารถชี้แจงข้อดีของรัฐธรรมนูญได้ ห้ามผู้เห็นต่างกล่าวถึงข้อเสีย มีประเทศไหนเขาบังคับประชาชนเช่นนี้บ้าง ทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวนี่หรือที่นายมีชัยบอกว่าเหมือนคนในครอบครัวคุยกัน

“อุเทน” บุกพบ “มีชัย” ไขข้อข้องใจ

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า หลังจากได้ท้วงติงเนื้อหาในรัฐธรรมนูญหลายประเด็นที่อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคตและสร้างความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา อาทิ ประเด็นคุณสมบัติการลงสมัคร ส.ส. ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เจตนารมณ์ของการกำหนดประเด็นเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน จึงได้ทำหนังสือขอเข้าพบนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ในวันที่ 10 พ.ค. เวลา 10.00 น. ที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อสอบถามในประเด็นเหล่านี้ด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม มีคนที่อ้างว่าเป็นฝ่ายเลขานุการ กรธ. โทรศัพท์แจ้งให้ทราบว่าไม่สามารถให้เข้าพบนายมีชัยได้ ตนสงสัยว่าทำไมไม่แจ้งชื่อว่าเป็นใคร มีจริงหรือไม่ กรธ.กลัวอะไรที่จะชี้แจงให้ความกระจ่างกับพรรคการเมืองขนาดเป็นพรรค การเมืองตั้งใหม่ กรธ.ยังไม่สนใจที่จะชี้แจงและยังถูกดูถูก นับประสาอะไรกับประชาชนที่ยังไม่รู้จะได้ประโยชน์อะไรจากรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามยังยืนยันจะเข้าพบนายมีชัยในวันดังกล่าว เพื่อสอบถามเจตนารมณ์ในประเด็นต่างๆที่ยังไม่ชัดเจน

สตง.เล็งขยายผล “คิวริโอ” ฮั้ว กทม.

ส่วนกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงข่าวพบการทุจริตกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไฟแอลอีดี ที่ลานคนเมือง กทม. ราคา 39.5 ล้านบาท และส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลต่อไปนั้น วันเดียวกัน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. ให้สัมภาษณ์กรณีนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ สตง. ตรวจสอบบริษัทคิวริโอ ทัวร์ แอนด์ แทรเวิล ผู้รับงานจัดไฟที่ลานคนเมือง กทม. ราคา 39.5 ล้านบาท เพราะเป็นบริษัทสารพัดนึกของ กทม. ว่า ในสำนวนเรื่องการจัดไฟชัดเจนว่าบริษัทนี้มีการฮั้วประมูล เพราะเป็นคู่ค้าทำทัวร์กับ กทม.มาก่อน เมื่อรู้ข้อมูลภายในว่าจะมีการจัดไฟจึงไปจดทะเบียนเพิ่มเติม อีกทั้งยังเป็นผู้เสนอราคากลางทั้งที่ไม่มีความรู้ประสบการณ์ในเรื่องนี้ และตามหลักการแล้วคนเสนอราคากลางไม่ควรจะประมูลงานด้วย เพราะถือว่ามีข้อมูลมากกว่าคู่แข่ง นอกจากนี้ สตง.จะตรวจสอบเรื่องอื่นๆที่บริษัทดังกล่าวรับงานจาก กทม.อีก เช่น การจัดซื้อเครื่องดนตรีไทยในปีงบประมาณ 2558 ที่เพิ่งได้ข้อมูลเพิ่มเติมมา ไม่เช่นนั้นต่อไปถ้า กทม.อยากได้อะไร บริษัทนี้ก็คงมีมาให้อีก โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ สตง.เตรียมเสนอให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) พิจารณาอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการต่อต้านการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลของเจ้าหน้าที่รัฐ

จวก “ชายหมู” ไม่เห็นหัวสภา กทม.

เมื่อถามถึงกรณี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า งบการท่องเที่ยว กทม.ถูกตัดไปเหลือเพียง 50 ล้านบาท จากที่ กทม.เสนอขอ 241 ล้านบาท ในฐานะผู้บริหาร กทม. จึงใช้อำนาจตามกฎหมายขอจัดสรรงบประมาณ ผู้ว่าการ สตง. ตอบว่า เมื่อสภา กทม.ไม่อนุมัติย่อมเห็นว่าเป็นโครงการที่ไม่เหมาะสม แต่การที่ผู้ว่า กทม.ให้นโยบายไปใช้งบฉุกเฉินทำให้สภา กทม.ไม่มีความหมาย อีกทั้งงบฉุกเฉินมีกรอบชัดเจนว่าต้องใช้เพื่อทำเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่งานปีใหม่หาก กทม.ไม่จัดหน่วยงานอื่นใน กทม. ทั้งภาครัฐและเอกชน เขาก็จัดอยู่แล้ว

“วิลาศ” แฉต่อล็อกสเปกซื้อเครื่องจักร

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อจัดจ้างในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า เมื่อปลายปี 58 เคยแถลงข่าวถึงการเดินทางไปต่างประเทศของนายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการ กทม. ที่ดูแลรับผิดชอบสำนักงบประมาณ สำนักโยธา และสำนักรักษาความสะอาดบ่อยครั้ง และเกือบทุกทริปต้องไปที่ประเทศเยอรมนี สะท้อนถึงจัดซื้อจัดจ้างเครื่องจักรกลของสำนักโยธาและสำนักรักษาความสะอาดที่เข้าข่ายล็อกสเปก หรือซื้อในราคาแพง ขณะนั้นฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ปฏิเสธ ตนท้าให้โชว์พาสปอร์ตและการลาราชการก็ไม่ได้รับความร่วมมือ

เครื่องสูบน้ำลากจูงแพงเกินจริง

นายวิลาศกล่าวว่า แต่เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำชนิดลากจูง ลักษณะต่อเป็นตัวถังรถครอบเครื่องสูบน้ำที่ต้องใช้ยานพาหนะลากจูงในการขนย้ายเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งานยิ่งขึ้น แม้จะมีน้ำหนักถึง 4 ตัน ในราคาเครื่องละ 934,000 บาท รวม 200 คัน มีมูลค่ามากกว่า 180 ล้านบาท แต่เมื่อจะใช้งานจริงกลับปรากฏว่า ใช้รถปิกอัพลากไม่ได้เพราะรถสูบน้ำมีน้ำหนักมากกว่า ลากไม่ไป จึงต้องใช้รถหกล้อลาก แต่ก็เกิดปัญหาคือท้ายของรถสูบน้ำลากจูงห้อยติดพื้นถนน จึงต้องใช้วิธีขนย้ายโดยยกขึ้นรถสิบล้อแทน ยิ่งเพิ่มภาระและไม่ตรงวัตถุประสงค์ จึงไม่เข้าใจว่าซื้อมาทำไม ทั้งที่เครื่องสูบน้ำธรรมดาในสเปกเดียวกัน มีราคาถูกกว่าครึ่ง คือเครื่องละ 4 แสนบาทเศษเท่านั้น สะท้อนถึงการขาดประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ ไม่มีการสำรวจสภาพความเป็นจริงของการใช้งาน ที่สำคัญคือส่อทุจริตเพราะซื้อในราคาแพงและเกินความจำเป็น

จ่อร้อง สตง.-ปปช.งบซื้อรถขัดถนน

นายวิลาศกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดซื้อรถขัดพื้นผิวถนนให้กับสำนักงานเขตต่างๆของ กทม. อีก 30 คัน ในราคาคันละ 6 ล้านบาท รวมมูลค่า 180 ล้านบาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ซื้อรถชนิดเดียวกันมาให้สำนักรักษาความสะอาดของ กทม.ใช้แล้วรวม 20 คัน โดยนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อยมาก ส่วนใหญ่จอดกองกันอยู่ที่ย่านสะพานพระราม 7

ที่สำคัญการจัดซื้อเครื่องจักรกลของ กทม. ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ส่วนใหญ่ซื้อจากบริษัท ริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งเจ้าของใช้วิธีสร้างความสัมพันธ์โดยการเข้าร่วมเรียนในหลักสูตรพิเศษขององค์กรต่างๆหลายหลักสูตร หลายสถาบัน เฉพาะปีงบประมาณก่อน กทม.จัดซื้อเครื่องจักรกลผ่านบริษัทนี้รวมมูลค่า 3.8 พันล้านบาท ตนกำลังรวบรวมรายละเอียด หลักฐาน เอกสารเพื่อทำหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สอบสวนขยายผลต่อไป และอาจจะร้องเรียนต่อศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กำกับดูแลด้วย

“บุญยอด” ย้ำ กทม.ไม่เกี่ยว ปชป.

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ชี้แจงหลังถูก สตง. ชี้มูลความผิดใช้จ่ายงบฯไม่ถูกต้องและฮั้วในโครงการประดับไฟแอลอีดีของ กทม. วงเงิน 39.5 ล้านบาท ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ไม่ได้อธิบายเรื่องที่ส่อไปทางการฮั้วประมูลตามที่ สตง.ระบุ จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ว่าจะรับเรื่องหรือไม่ ที่ผ่านมาพรรคได้ติดตามโครงการต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกับประชาชน จนถึงเรื่องจัดแสดงอุโมงค์ไฟ 39.5 ล้านบาท พรรคได้พยายามขอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้เข้ามาอธิบายแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับ จนนำไปสู่การแถลงตัดความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับทีมบริหาร กทม. ดังนั้น เรื่องนี้ทาง กทม.ต้องชี้แจงประชาชนเอง โดยไม่ควรพาดพิงอะไรกับพรรคอีก เพราะได้แสดงออกทางการเมืองอย่างชัดเจนไปแล้ว ส่วนตัวคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิสูจน์ตัวเองก่อน และอธิบายชี้แจงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร รวมทั้งต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย

“ชาญชัย” ยก ก.ม.ยันห้ามถอนฟ้อง

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติชอบ (ป.ป.ช.) เพิ่มเติมปี 2554 สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. มีแนวคิดจะถอนฟ้องคดีการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ในเหตุการณ์ 7 ต.ค. 2551 ว่า หาก ป.ป.ช.ยังยืนยันตั้งคณะกรรมการเพื่อหาช่องทางกฎหมายในการถอนฟ้องคดีให้กับ 4 ผู้ถูกกล่าวหา ตนในฐานะผู้แก้ไขกฎหมายนี้ขอให้ข้อมูลกับสังคมไทย โดยเฉพาะประธาน ป.ป.ช.ว่า ในการประชุม กมธ.วิสามัญฯ เพื่อแก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2552 มีการแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 89 (2) เรื่องการห้าม ป.ป.ช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำคดีฟ้องอาญาผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. เช่น พนักงานสอบสวน อัยการ หรือ ป.ป.ช. ทำการถอนฟ้อง ทิ้งฟ้อง หรือศาลยกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาในคดี จะทำให้คดีนั้นสิ้นสุดไม่ได้ และให้ ป.ป.ช.ต้องทำคดีฟ้องใหม่ในเรื่องเดียวกัน เพื่อป้องกันการถอนฟ้อง ทิ้งฟ้อง และใช้ช่องข้อกฎหมายเดิมในการยื้อประวิงเวลาการฟ้องคดี

ยุรื้อโครงสร้างกรรมการ ป.ป.ช.

“ถ้าเรื่องอยู่ในอำนาจศาลแล้ว กฎหมายไม่ให้ ป.ป.ช.นำคดีอาญาในประเด็นเดียวกัน กับที่ศาลรับฟ้องแล้วมาพิจารณาใหม่ได้ จึงขอให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันสอบถามคณะเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่เป็นอดีต กมธ.วิสามัญที่ร่วมประชุมว่า กฎหมาย ป.ป.ช.ห้ามการถอนฟ้องไว้เพราะอะไร ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมเข้าใจกรณีนี้และร่วมกันปฏิรูปการทุจริตและใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ถามว่าถึงเวลาที่จะปรับโครงสร้างเพื่อแก้ไขอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจให้กรรมการ ป.ป.ช. มากเกินไปหรือไม่ และเป็นปัญหาในการพิจารณาคดีของกรรมการ ป.ป.ช.หรือไม่ อย่างไร” นายชาญชัยกล่าว

สปท.ชงแนวทางดัดหลังคนหนีทุน

นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ยื่นหนังสือถึง ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. เสนอแนะการแก้ปัญหาหนีทุนของผู้ที่ได้รับทุนจากหน่วยงานรัฐไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยเสนอให้หน่วยงานเจ้าของทุนสามารถฟ้องร้องดำเนิน คดีกับผู้หนีทุนต่อศาลต่างประเทศได้โดยตรง จะแก้ปัญหาได้ตรงประเด็นมากกว่าเจ้าของทุนฟ้องร้องผู้ค้ำประกัน โดยให้กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เขียนสัญญาการใช้ทุนเป็นภาษาของประเทศที่ผู้ได้รับทุนไปศึกษาต่อ และระบุรายละเอียดให้ครอบคลุมถึงเงื่อนไขให้ศาลต่างประเทศสามารถพิจารณาคดีได้ด้วย เขียนให้ชัดเจนว่าผู้หนีทุนต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกี่ยวกับการฟ้องร้องดำเนินคดีในทุกกรณี สัญญาดังกล่าวจะทำให้ผู้คิดจะหนีทุน ทราบดีว่าหน่วยงานเจ้าของทุนมีสิทธิ์ฟ้องร้องผู้หนีทุนต่อศาลต่างประเทศได้ ทำให้เกรงกลัวการถูกฟ้องดำเนินคดี จะต้องรีบติดต่อการชดใช้ทุนตามสัญญา

เร่งเรียก 2 หมื่น ล.ทุจริตจีทูจีคืนรัฐ

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าเรียกค่าเสียหายจากกรณีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเร่งรัด ขณะนี้กระทรวงการคลังได้มีหนังสือไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบังคับทางปกครองให้นักการเมืองและข้าราชการ จำนวน 6 คน ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐ รวมจำนวน 2 หมื่นล้านบาทแล้ว ภายหลังกรมบัญชีกลางได้สรุปตัวเลขค่าเสียหายจากการระบายข้าวจำนวน 6.2 ล้านตัน และนายกฯยังกำชับให้กระทรวงพาณิชย์ทำอย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่ปล่อยให้เนิ่นนาน พร้อมฝากให้ข้าราชการทุกคนถือกรณีนี้เป็นบทเรียนราคาแพง เพื่อเตือนใจว่าต้องยืนข้างความถูกต้อง สุจริตเที่ยงตรง และยึดหลักกฎหมาย ไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองหรือผู้แสวงหาผลประโยชน์ที่ตกเป็นข่าวเวลานี้

ปลัด มท.ยันไร้แนวคิดยุบท้องถิ่น

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 22/2559 ตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นการชั่วคราวในกรณีที่มีการยุบสภาท้องถิ่นว่า หลักแนวคิดคำสั่งดังกล่าวเพื่อรองรับกรณีสภาท้องถิ่นมีการยุบขึ้นมา หากเกิดการกระทำความผิด ตามหลักกฎหมายทั่วไป เป็นอำนาจผู้ว่าฯเสนอยุบ แล้วทำการสอบสวน ส่วนการสรรหาให้ได้มาสมาชิกสภาท้องถิ่นใหม่ เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล จากเดิมผู้ว่าฯเป็นประธานสรรหา เปลี่ยนให้ส่วนกลางคือกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้สรรหาแต่งตั้งแทน ให้มีมาตรฐานเดียวกันและมีความเป็นกลาง กรณีนี้ใช้ในสถานการณ์พิเศษที่เป็นอยู่ขณะนี้เท่านั้น ขอยืนยันล้านเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลและ คสช.ไม่มีแนวคิดจะยุบองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างที่นายกฯอบจ.หลายคนเข้าใจผิด โทรศัพท์มาถามตนเป็นจำนวนมากถึงคำสั่งดังกล่าว

“ปู” เดินตลาดชาวบ้านบ่นของแพง

ด้านความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดยาวพักผ่อนอยู่กับบ้านซอยโยธินพัฒนา 3 ไม่มีโปรแกรมเดินทางไปพักผ่อนที่ไหน ขณะที่ช่วงเย็นวันเดียวกัน ได้เดินไปทางไปยังตลาดนัดมีเดียร์ ซอยโพธิ์แก้ว ลาดพร้าว 101 ซื้อผัก ไข่ ผลไม้ และอาหารที่จะรับประทานในมื้อเย็น โดยบรรดาพ่อค้า แม่ค้า และประชาชน ที่เดินทางไปซื้อของที่ตลาด ต่างเข้ามาสวมกอด จับมือให้กำลังใจ บอกให้สู้ๆ พร้อมขอถ่ายรูปด้วยเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันได้บอกว่า เศรษฐกิจไม่ค่อยดี สินค้าส่วนใหญ่ราคาแพงขึ้น

ครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองโร่ร้องยูเอ็น ตรวจสอบสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้เห็นต่างจากรัฐบาล คสช. รวมทั้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หวังยกระดับปัญหาสู่สากลกดดันรัฐบาลไทย 6 พ.ค. 2559 07:27 6 พ.ค. 2559 07:28 ไทยรัฐ