วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โกอินเตอร์ของจริง! ดีเจซันเดย์ เซ็นสังกัด ESteem เป็นนายแบบเกาหลี

หากเอ่ยชื่อ ดีเจซันเดย์ นิธิรุจน์ ถิระพัฒนะพงศ์ คลื่นชิล เอฟเอ็ม 89 เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะคุ้นหูกับชื่อของเขาในฐานะ 1 ในผู้เข้าแคสติ้งซีรีส์ ไดอารี่ ตุ๊ดซี่ส์ ซึ่ง ณ ตอนนั้นหลายๆ คนอาจจะต้องตกใจไม่น้อย เมื่อ ซันเดย์ ประกาศตัวตนของเขาอย่างชัดเจน และแม้ ซันเดย์ จะเป็นตัวเก็งในการคว้าบทนำของซีรีส์เรื่องดังกล่าว แต่สุดท้ายก็ผิดหวัง ชวดไปอย่างน่าเสียดาย

แต่วันนี้รู้หรือไม่ว่า ดีเจซันเดย์ นิธิรุจน์ ถิระพัฒนะพงศ์ ไม่หยุดคว้าฝัน เขาพาตัวเองเข้าไปเป็นนายแบบภายใต้สังกัด ESteem โมเดลลิ่งอันดับ 1 ของประเทศเกาหลีเป็นที่เรียบร้อย ด้วยการเซ็นสัญญากับทางต้นสังกัด 1 ปี เชื่อหรือไม่ การได้งานนายแบบในครั้งนี้ ซันเดย์เดินเข้าสมัครไปด้วยตัวเองแบบไม่มีใครปูทาง!

ทีมข่าวบันเทิงออนไลน์พูดคุยกับ หนุ่มซันเดย์ ถึงที่มาที่ไปของการก้าวไปเป็นนายแบบภายใต้สังกัด ESteem โมเดลลิ่งของเกาหลี แล้วอดทึ่งไม่ได้ อุปสรรคไม่ได้ทำให้เขาคนนี้หยุด แต่อุปสรรคเป็นตัวผลักให้เขาวิ่งไปข้างหน้า และก้าวข้ามมัน

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ซันเดย์ได้ไปเป็นนายแบบที่เกาหลี?

"มีความชื่นชอบเรื่องราวของประเทศเกาหลีอยู่แล้ว สนใจว่าทำไมเวลาเค้าส่งศิลปินนักร้องมาที่ไทยถึงได้ประสบความสำเร็จ ด้วยความที่ได้ทำงานในวงการบันเทิงที่ไทย ก็อยากจะลองมีประสบการณ์ที่นู่นบ้าง ก็เลยเริ่มต้นด้วยการเรียนภาษา เพราะเรารู้มาว่าที่นู่นเค้าแทบไม่ใช้ภาษาอังกฤษเลย ใช้ภาษาเกาหลี 100% เรียนภาษามา 2 ปี เรียนกับเจ้าของภาษาเลย ตอนนี้พูดสื่อสารได้ประมาณ 60% ระหว่างนั้นก็รวบรวมพอร์ตงานต่างๆ และก็บินไปเกาหลี ไปดูแฟชั่นโชว์ของที่นู่นว่านายแบบของเค้าลักษณะเป็นอย่างไร และพอดีช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทาง ESteem โมเดลลิ่งของเกาหลี ร่วมกับนิตยสาร ARENA ค้นหานายแบบหน้าใหม่ คือไม่ได้เลือกเฉพาะนายแบบเกาหลี แต่รับสมัครทั่วโลก คนที่สนใจอยากจะร่วมงานกับประเทศเกาหลีก็ให้ส่งพอร์ต และรวบรวมประสบการณ์การทำงาน รูปถ่าย ส่งไป ในระหว่างที่รอการตอบรับกลับมา ก็เช็กอีเมลทุกวันเลย (หัวเราะ) ส่งไปประมาณ 1 อาทิตย์ เค้าก็ตอบกลับมาว่าผลงานของเราผ่านนะ ได้ผ่านรอบแรก จากนั้นก็เป็นการเจอตัวจริง เราจะต้องบินไปหาที่เกาหลี ซึ่งเค้ากำหนดการแต่งตัวมาให้เลย ต้องใส่เสื้อเชิ้ต หรือว่าแจ็กเกต แต่กางเกงต้องเป็นสกินนี่ยีนส์เท่านั้น เพราะว่าที่นู่นเค้าชอบนายแบบสูงโปร่ง จะดูขาเล็กๆ และดูสูงๆ จะใส่เสื้อผ้าแล้วดูสวย"

ผ่านเข้ารอบแรก ต่อสู้ในรอบ 2 ?
"เมื่อไปถึงเกาหลี ก็ต้องออดิชั่นรอบแรก ตกใจมาก 30 กว่าคน เราเป็นต่างชาติคนเดียว ที่เหลือเป็นเกาหลีหมดเลย ไปถึงกดดันมาก เพราะมีบางคนในนั้นที่ออดิชั่นไม่ผ่านเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็มาใหม่ พอได้เข้าไปคุย เค้าก็ถามว่าทำไมถึงสนใจอยากจะทำงานที่นี่ ก็บอกไปว่าอยากจะมีประสบการณ์ อยากเรียนรู้ระบบการทำงานของที่นี่ว่าทำงานกันแบบไหน จากนั้นก็เดินแบบให้ดู ใครที่เข้าตากรรมการก็จะถูกเรียกเข้าไปคุยเพิ่ม ตอนนั้นในใจเหมือนจะรู้ตัวว่าเราไม่รอด (หัวเราะ) เพราะคนที่ไปสูงไม่ต่ำกว่า 185 ซม. แต่เราสูงแค่ 180 ซม. แทบจะเตี้ยที่สุดในนั้นแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าโดนเรียกเป็นคนสุดท้าย ใจก็เริ่มชื้น ลุ้นว่าจะได้ไปต่อมั้ย หลังจากนั้นอีก 3 วัน ก็ได้รับอีเมลว่าผ่านเข้ารอบเวิร์กช็อปนะ"

ทำไมถึงเลือกค่ายนี้?
"เกาหลีมี 2 ค่ายคือ YGK พลัส และ ESteem ที่หลายๆ คนอยากจะเข้าไปอยู่ และ ESteem นายแบบในค่ายเค้าต้องการลุคแบบจีนๆ สูงๆ เพื่อนๆ ก็บอกว่าผมเหมาะกับค่ายนี้มากกว่า ก็เลยส่งไปที่ค่ายนี้"

การเวิร์กช็อปเป็นนายแบบของเกาหลีเป็นอย่างไร?
"การจะเป็นนายแบบของเกาหลีมันมีหลายคลาสที่ต้องเรียนมากกก (ลากเสียง) เรียกว่าแน่นจริงๆ มีเรียนกับบรรณาธิการหนังสือ มีเรียนกับนายแบบ ตกใจมาก การจะเป็นโมเดลต้องเรียนขนาดนี้เลยเหรอ ยิ่งพอไปเรียนยิ่งเห็นรายละเอียดลึกมาก การสื่ออารมณ์ของโมเดล คือเกาหลีอะไรที่มันต้องสื่ออารมณ์จะทำให้เราสัมผัสได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ เพลง ดูแล้วจะอิน เพราะเค้าใส่ใจกับอารมณ์ของคนที่จะได้รับสารจากตัวนักแสดงหรือว่านายแบบ ช่วงเวิร์กช็อปจะได้การบ้านทุกวัน ด้วยการแจกนิตยสารวันละเล่ม ทุกๆ วัน ให้เราทำการบ้านด้วยการดูรูปนายแบบแล้วบอกว่าเรารู้สึกอย่างไร เราคิดว่าช่างภาพต้องการสื่ออะไรกับรูปนี้ ต้องเขียนบรรยายมา วันละ 10 รูป ส่งแบบนี้ทุกๆ วัน เค้าคงอยากให้เรารู้ว่าการที่เป็นโมเดลไม่ใช่แค่การใส่เสื้อผ้าแล้วมาโพสต์ แต่ต้องสื่ออารมณ์ออกมาจากทางสีหน้า เพราะว่าธีมในการถ่ายแฟชั่นมันไม่เหมือนกัน เค้าอยากให้เราสื่อสารได้ เพราะรูปภาพมันไม่สามารถพูดได้ แต่สามารถสื่อสารอารมณ์ทางสีหน้า แววตา และการโพสต์ เพื่อให้คนที่ดูได้รับอารมณ์นั้นด้วย"

ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด?
"ใช่ครับ คืออยู่ที่ไทยเราไม่ได้อยู่โมเดลลิ่ง ไม่ได้เป็นนายแบบมืออาชีพที่นี่ อยู่แกรมมี่เป็นดีเจคลื่นชิล เอฟเอ็ม 89 พิธีกรงานอีเวนต์ แต่เพราะมีความชอบในงานสายนี้ก็เลยมีความตั้งใจว่าจะต้องลองสักครั้งนึงก็คงไม่เสียหาย พอร์ตที่ส่งไปก็เป็นงานที่เคยถ่ายมาแล้ว และงานที่ถ่ายใหม่ โดยให้เพื่อนที่เป็นสไตล์ลิสมาช่วย ไปเช่าสตูฯ แล้วก็ถ่าย ทุ่มเททุกอย่างกับมันมาก คิดแค่ว่าส่งไปเถอะ ได้ไม่ได้ก็ไม่เสียหายอะไร (ยิ้ม)"

ก่อนไปมีคนสบประมาทไว้มั้ยว่าไม่ได้หรอก?
"ก็มีบ้าง แต่เอาจริงๆ ไม่ค่อยได้บอก (หัวเราะ) กลัวแป๊ก เพราะคิดว่าถ้าบอกไป คนรอบข้างจะคาดหวัง กดดันเรา แต่ก็มีบอกบ้าง ตอนที่ถ่ายรูปเตรียมพอร์ตไปยื่นเค้า เพราะตอนนั้นต้องจ้างสตูดิโอ จ้างช่างแต่งหน้า ไปยืมชุดนั่นนี่ก็ค่อนข้างจะยากนิดนึง เพื่อนก็ถามว่าจะคุ้มเหรอ จะได้เหรอ แต่เราอยากลอง ไม่ลองไม่รู้ ถ้าจะส่งพอร์ตงานไปแล้วเอารูปในไอจี มันก็ดูไม่โปร ส่งไปก็ต้องทำให้ดูไม่อาย ถามว่าแอบท้อมั้ย ก็มี แต่เราเป็นคนท้อแต่ไม่ถอย เป็นคนสู้ เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ขอหมด (หัวเราะ) ช่วงตรุษจีนไหว้เจ้า แทนที่จะเอากระเป๋าตังค์ไปวาง ก็เอาพอร์ตงาน และพาสปอร์ตแนบไปให้ท่านด้วย (หัวเราะ) มันจะได้โชคดี ขอให้ท่านช่วย (ยิ้ม)"

นายแบบของเกาหลีและของไทยแตกต่างกันมากแค่ไหน?
"นายแบบที่ไทยจะไม่เน้นผอม จะเน้นกล้ามๆ แต่ที่นู่นต้องผอมๆ แต่ถอดเสื้อมาต้องมีกล้าม เค้าชอบแบบสูงโปร่ง และการเดินจะเป็นแบบธรรมชาติ แล้วแต่จังหวะเพลงแต่เน้นการเดินแบบธรรมชาติ หน้านิ่งๆ หน้าก็จะเน้นให้มีโหนกแก้ม ดูโครงๆ ผอมๆ ตอนไปซ้อมเดินที่นู่นก็จะต้องถือขวดน้ำ 2 แขน เพื่อความบาลานซ์ เพราะบางคนไหล่ไม่เท่ากัน มันจะช่วยทำให้ดีขึ้น ฝึกวันละ 3 ชั่วโมง เรียน 1 ชั่วโมง เปิดเพลงแล้วโพสต์ท่าไปตามอารมณ์ของเพลง ให้จับสลากว่าจะได้การแสดงหน้าอารมณ์ไหน โกรธ ดีใจ แล้วให้โพสต์ท่า และสำหรับเราการโพสท่าดีใจเป็นอะไรที่ยากที่สุด เพราะตอนแรกพอได้โจทย์นี้ก็ยิ้ม หัวเราะ แต่เค้าบอกว่าการดีใจไม่จำเป็นจะต้องแสดงออกมาด้วยการยิ้มหรือหัวเราะ แต่สามารถสื่อออกมาทางแอ็กติ้งได้นะ ก็ได้รู้เทคนิคต่างๆ มากขึ้น"

การทำงานที่เกาหลีเป็นอย่างไรบ้าง?
"ที่นู่นเคร่งเรื่องเวลามาก ต้องตรงเวลา บรรยากาศในการถ่ายงานก็ไม่เหมือนที่ไทย ที่ไทยจะสนุกสนาน บรรยากาศที่ไทยสวรรค์และแฮปปี้เลย เมาท์กับช่างแต่งหน้า กินส้มกัน แต่ที่นู่นเคร่งเครียด ไม่คุย ไม่ยิ้ม โฟกัสหน้าที่ของตัวเอง ตอนแรกงงมาก ถามเพื่อนเค้าก็บอกว่ากองถ่ายที่เกาหลีจะเป็นแบบนี้แหละ อาจจะเป็นเพราะเค้าต้องการให้งานออกมาดีเลยเครียดกันขนาดนั้น ส่วนการทำงาน ทางต้นสังกัดเค้ารู้ว่าเรามีงานที่ไทย เป็นดีเจมีงานที่ต้องรับผิดชอบ ก็แจ้งว่าจะสามารถทำงานที่เป็นจ็อบสั้นๆ ได้ จริงๆ เค้าก็อยากจะให้เติบโตมากกว่านี้ มีถามๆ ว่าสนใจจะเล่นซีรีส์มั้ย คือสนใจ แต่สำคัญคือเรื่องภาษา เพราะตอนนี้ยังสื่อสารได้ไม่เต็มร้อย เพราะถ้าต้องเล่นซีรีส์แล้วมันต้องอินกับการสื่อสาร มันจะเข้าไม่ถึงบทบาท ก็เลยขอเวลาอีกหน่อย ขอลองงานที่เป็นนายแบบถ่ายลงหนังสือก่อนดีว่า อนาคตค่อยว่ากัน เดี๋ยวปลายเดือนนี้จะไปถ่ายเป็นแฟชั่นเซตเต็มตัว เพราะเราคือผู้ชนะ ลง ARENA เดี่ยวๆ เป็นแฟชั่นเซตเต็มตัวข้างในเล่ม"

เป็นนายแบบที่เกาหลีอย่างเต็มตัว มีผลงานตีพิมพ์ในหนังสือชื่อดังแล้ว?
"ใช่ ดีใจมาก ซึ่งภาพที่ถ่ายลงนิตยสารมันเป็นภาพที่อยู่ในช่วงเวิร์กช็อป ซึ่งรูปนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณารอบสุดท้ายในการคัดเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นนายแบบในสังกัดเค้า ซึ่งเราก็เครียด เพราะคิดว่าเค้าจะเอาสัก 3-4 คน แต่สุดท้าย เค้าบอกเอาคนเดียวที่จะได้เป็นนายแบบในสังกัดเค้า"

รู้สึกอย่างไรกับคำว่าโกอินเตอร์?
"ไม่รู้ว่าใครบัญญัติศัพท์นี้นะ แต่มันดูยิ่งใหญ่ เราไม่อยากใช้คำนี้ อยากให้คำว่าไปร่วมงาน เพราะเรายังไม่ได้ดัง คำนี้มันน่าจะใช้กับคนที่ดังแล้ว หรือประสบความสำเร็จ เวลาทำงานเหมือนแบกความเป็นไทยติดตัวเอาไว้ มีธงชาติไทยติดที่หน้าผาก ช่วงที่เวิร์กช็อป คนก็จะแนะนำว่าเราคือคนไทยนะ เหมือนมีสายสะพายติดตัว (หัวเราะ) มันต้องเต็มที่ทุกอย่าง เบาไม่ได้แล้ว ต้องทำให้เค้าเห็นศักยภาพว่าคนไทยเราก็ทำได้นะ เพราะบางครั้งเค้าไม่ได้เรียกชื่อเรา แต่เค้าเรียกเราว่าคนไทย มันหมายถึงคนทั้งชาตินะ"

เป็นคนไทยที่ 2 ที่ได้ไปทำงานเป็นนายแบบที่เกาหลีต่อจากไอซ์ซึ รู้สึกอย่างไรบ้าง?
"คือที่ทำทุกอย่างในวันนี้มันเริ่มมาจากความชอบ พอวันนึงเราได้ทำเป็นอาชีพ มันรู้สึกไม่เหนื่อยเลยที่ได้ทำงานที่เราชอบ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ที่เรามีวันนี้ได้เพราะมันเริ่มต้นจากความชอบของเรา ความชอบมันสามารถมาพัฒนาเป็นอาชีพได้จริงๆ"

ซันเดย์ เคยไปแคสติ้ง ไดอารี่ ตุ๊ดซี่ส์ เปิดตัวชัดเจน ทางต้นสังกัดที่นู่นไม่ติดเรื่องความสาวของเราเหรอ?
"ที่นู่นจะไม่ค่อยเก็ตเท่าไหร่ เพราะลักษณะผู้ชายที่นู่นจะนุ่มนิ่ม หวานๆ หน้าตาหวานๆ พอเราไปอยู่ที่นู่นมันก็เลยดูกลมกลืน (ยิ้ม) ถามว่าเค้ารู้มั้ย เค้าไม่รู้ครับ ถ้ารู้ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบกับงานมาก ตั้งแต่ซันเดย์ไปร่วมงานกับเค้าก็เริ่มวางตัวมากขึ้น คาแรกเตอร์ตรงนั้นก็ต้องแสดงออกให้เบาลงกว่าเดิมนิดนึง เรามาในสายนายแบบก็ต้องคีพลุคนิดนึง แต่ไม่ถึงกับว่าแอ๊บแมน เพื่อความสมจริงในการถ่ายงาน เดี๋ยวคนจะไม่เชื่อไม่อินเวลาเราพรีเซนต์เสื้อผ้าผู้ชาย เดี๋ยวมันจะไม่ประสบความสำเร็จ"

ไม่กลัวคนแฉกับทางต้นสังกัดว่าจริงๆ แล้วเราไม่แมน?
"มันห้ามไม่ได้ เพราะคือตัวเรา ทางค่ายก็น่าจะเข้าใจ คือไม่ได้จะปิดบัง แต่ถ้าได้ทำงานไปด้วยเรื่อยๆ คิดว่าเค้าน่าจะรู้ คือคนไม่แมนที่บ้านเค้าก็มีแต่ไม่ได้เปิดกว้างเหมือนบ้านเรา เวลาออกสื่อ การพูด ท่าทาง ก็คงจะต้องดูแลตัวเองนิดนึง ภาพลักษณ์เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ก็มั่นใจนะว่าคนไทยคงไม่ฆ่ากันเอง เราไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดี (ยิ้ม) แต่เท่าที่อ่านจากคอมเมนต์ คนก็รู้จักเรามากขึ้นเพราะการที่เราไปแคสติ้งไดอารี่ ตุ๊ดซี่ส์นะ ทุกคนก็เข้ามาให้กำลังใจ และแสดงความยินดีกับเรา"

เพราะอกหักจากการแคสไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์หรือเปล่า เลยมุ่งมั่นจนได้งานนายแบบที่เกาหลี?

"คือไดอารี่ ตุ๊ดซี่ส์ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราพลาด ก่อนที่จะเป็นดีเจก็ประกวดนั่นนี่มาเหมือนกัน ก็มีได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งการผิดหวังมันทำให้เราแข็งแรงขึ้นนะ เราพลาดไปก็ท้ออยู่วัน 2 วัน แล้วก็สู้ใหม่ ก็ลองใหม่ ไม่มีอะไรเสียหาย อย่าท้อ เพราะถ้าท้อเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ เวลาจะทำอะไรใหม่ๆ ในอนาคตข้างหน้าก็จะหมดไปเรื่อยๆ พักสักวันก็ลุกขึ้นสู้ ทุกคนไม่มีใครทำสำเร็จทุกอย่างตั้งแต่ครั้งแรก ทุกคนล้วนเคยล้มกันมาก่อน คนที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก ถ้าได้คุยกับเค้า จะรู้เลยว่าทุกคนต้องเคยผ่านความผิดหวังความผิดพลาดมาทั้งนั้น ความผิดหวังมันเป็นเหมือนวัคซีน เหมือนเป็นภูมิคุ้มกันให้เรา ครั้งต่อไปเราผิดหวังอีก แต่ก็จะไม่เจ็บเหมือนครั้งแรกแล้ว"

พอซันเดย์เปิดตัวว่าเป็นสาว มันมีผลกระทบกับงานที่ไทยบ้างมั้ย?
"ไม่มีเลย เพราะที่นี่เปิดกว้างมาก พอเทปที่ไปออดิชั่นไดอารี่ ตุ๊ดซี่ส์ ออกอากาศ คนก็ทักเข้ามาเยอะมากว่า โอโห จัดเต็มมาก (หัวเราะ) จัดจ้านเชียว คือมีความคิดว่าถ้าเราทำอะไรก็ตามแล้วทุ่มเต็มที่ ผลจะเป็นอย่างไร ค่อยว่าอีกที ไม่อยากมานั่งเสียใจว่า เฮ้ย ทำไมตอนนั้นเราไม่ทำ อยากเต็มที่ เอาให้สุดของ เพราะสุดท้ายยังไงการตัดสินก็อยู่ที่กรรมการ ไม่ได้อยู่ที่เรา"

จะทิ้งการเป็นดีเจแล้วไปเป็นนายแบบเต็มตัวมั้ย?
"อาชีพดีเจก็เป็นอีกอาชีพที่ผมรัก ทำมา 3 ปีแล้ว ก็ยังทำอยู่ ชอบนะ ได้คุยกับคนฟัง สัมภาษณ์ศิลปิน ทำงานกับเพลง มันสบาย ผ่อนคลาย ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ เวลาไม่ชนมาก ก็บินไปๆ มาๆ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำ ณ ตอนนี้ยังอยากทำงานดีเจอยู่ครับ และที่ไทยก็กำลังดูๆ บทให้อยู่ ของช่อง GMM 25 เพราะบทมันเลือกยากนิดนึง เพราะจะให้เล่นเป็นแมนก็กลัวคนดูไม่อิน ถ้าจะเล่นไม่แมน บทก็ไม่จัดจ้านมาก เบาๆ พอจิ้น แต่ไม่ถึงกับกรี๊ดตลาดแตก"

ไปอยู่เกาหลี ทำงานเกาหลี ต้องทำหน้าเพิ่มอีกมั้ย?
"โอ๊ย ตอนนี้หน้าแน่นมากเลย (หัวเราะ) คงไม่ต้องเพิ่มแล้วล่ะ แต่ขำมาก ช่วงเวิร์กช็อปที่เกาหลี ก่อนจะไปก็จัดเต็ม ไปฉีดโบท็อกซ์เพราะกลัวมีริ้วรอย ทุกอย่างต้องตึง ต้องเป๊ะ พอไปถึงที่นู่น สีหน้าออกไม่ได้เลย ตึงมาก (หัวเราะ) คนเวิร์กช็อปก็ถามทำไมไม่มีริ้วรอยบนในหน้าเลย ก็บอกเค้าไปว่าฉีดโบท็อกซ์มา (หัวเราะ) ตอนที่ได้คำสั่งให้ทำหน้าโกรธ ไม่มีริ้วรอยขึ้นเลย ตอนนั้นเครียดมาก เพราะอีกไม่กี่วันจะต้องถ่ายแล้ว กังวลมาก ก็เลยโทรหาหมอคุณหมอให้เอาน้ำอุ่นประคบ พอวันถ่ายจริงก็มีริ้วรอยขึ้นมาบ้าง พอรูปมันออกมามันดูเป็นธรรมชาติมาก ช่างแต่งหน้าแทบไม่ใช้เลย แต่งหน้าเบามาก แค่ใช้บีบีตบ กันคิ้ว เขียนคิ้ว เฉดสีหน้าไม่มีลงเลย เน้นงานผิวธรรมชาติ ไม่ต้องทำเพิ่ม ไม่ต้องฉีดโบท็อกซ์เพิ่มแล้ว (ยิ้ม) เพราะที่นู่นเค้าต้องการความเรียล ต้องการริ้วรอยบนใบหน้าเพื่อแสดงอารมณ์ คือแบบบนหนังสือ โปสเตอร์ของเกาหลี นายแบบจะมีริ้วรอยบนใบหน้าบ้าง เพื่อให้ดูมีความเป็นคน ใช้โฟโตช็อปน้อยมาก"

นอกจากจะเป็นนายแบบแล้ว ซันเดย์มีความฝันอยากจะทำงานที่เกาหลีทางด้านไหนบ้าง?
"เอาจริงๆ นะ วงการบันเทิงของเกาหลีเค้าจะเริ่มจากการเป็นนายแบบก่อน เป็นสเตปของคนปกติที่นั่น ไม่ใช่เข้ามาก็ไปเดินแบบเลย แต่มันต้องมีการเรียนรู้ฝึกฝนก่อน ดูแลลุคสไตล์ลิ่ง ปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เข้าที่ก่อน เทรนอย่างน้อย 2 เดือนแล้วค่อยส่งเด็กในสังกัดไปถ่ายหนังสือ พอได้ลงหนังสือหลายๆ เล่มขึ้น ทางช่องทีวีหรือค่ายต่างๆ เค้าเห็นก็จะเรียกไปเล่นละครหรือนักร้อง ซึ่งแตกต่างจากวงการไทย เพราะของเราจะไปแคสต์งานก่อน เล่นโฆษณา แล้วไปเล่นเอ็มวี เล่นละคร พอดังแล้วค่อยได้ถ่ายแบบ ที่คนไทยไปออดิชั่นเป็นนักร้องมากกว่า เพราะช่องทางการพีอาร์เป็นนักร้องของเค้ามันค่อนข้างเยอะ แต่การเป็นนายแบบมันต้องเป็นคนที่ชอบจริงๆ ที่จะเข้าไปดูในเว็บไซต์จริงๆ ตอนนี้มีค่ายเพลงที่นู่นเค้าเห็นจากการถ่ายแบบ ARENA สนใจอยากได้เป็นนักร้อง แต่เดี๋ยวคงจะไปคุยเรื่องรายละเอียดอีกที เป็นบอยแบนด์"

คนที่สนใจอยากจะดำเนินรอยตามซันเดย์ ต้องทำอย่างไร?
"ก่อนอื่นเลยต้องเรียนภาษา ยิ่งเราพูดได้หลายภาษา ความได้เปรียบที่จะได้เจออะไรใหม่ๆ มันเยอะกว่าคนอื่นอยู่แล้ว และการทำงานในวงการบันเทิงเกาหลีมันมีหลายแขนงให้เลือกทำเยอะมาก อยู่ที่ว่าเราสนใจแบบไหน เลือกในสิ่งที่เรารัก และตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด ถ้าสนใจก็ลองลุยเถอะ ไม่ได้เสียหายอะไร"

ส่งใจให้ ซันเดย์ คนสู้ไม่มีวันแพ้!

ดีเจซันเดย์ แห่งคลื่นชิล เอฟเอ็ม 89 สู้ด้วยตัวเอง จนได้ขึ้นแท่นเป็นนายแบบแดนกิมจิ ภายใต้สังกัด ESteem โมเดลลิ่งอันดับ 1 ของประเทศเกาหลี เจ้าตัวไม่หวั่นภาพลักษณ์สาวแตก มั่นใจต้นสังกัดเกาหลีต้องเข้าใจ แต่ต้องคีพลุคมากขึ้น 5 พ.ค. 2559 18:55 6 พ.ค. 2559 12:45 ไทยรัฐ