king10
Thairath Logo
กีฬา

เปิดหัวใจ คุณแม่-แฟนสาว นักข่าว TNN24 'มะเร็งตับ' ไม่เคยดับหวัง!

Share :
line-share-logo

'ภูชนก รักไทย' ผู้สื่อข่าว TNN24 มะเร็งร้าย ลุกลามตับประชิดตัว คุณแม่เปิดใจ 'ภู' เป็นเด็กบ้านนอกวิ่งตามฝัน ด้านแฟนสาว เผย 'พี่ภู' เตรียมก้าวฉีกกรอบบินสู่ฝรั่งเศส เรียนต่อ ไต่ระดับนักข่าวอินเตอร์ ถึงป่วยหนัก 'ยังไม่ยอมหมดหวัง'

หนุ่มน้อยจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเล็กๆ ใน อ.ขลุง จ.จันทบุรี เดินตามความฝันเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร มีความเชี่ยวชาญ และชอบเป็นพิเศษด้านภาษาต่างประเทศ ระหว่างเรียนมหา'ลัย สร้างรายได้ให้ตัวเอง โดยการรับจ้างเป็นพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารย่านสีลม กระทั่งเรียนจบมหา'ลัยปี 4 และมีโอกาสได้ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวทีวีช่องดัง สร้างผลงานออกสู่สายตาผู้ชมทางบ้าน เป็นที่ยอมรับของเพื่อนในสายงานข่าวมาจวบจนวันนี้ ก่อนจะเตรียมตัวลาออกจากงาน เพื่อไปเรียนต่อยังประเทศฝรั่งเศสกับแฟนสาว แต่เหมือนฝันทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงไป แบบไม่ทันตั้งตัว

'โรคมะเร็งตับ' กับภัยเงียบที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ทำร้ายอวัยวะหลายส่วนภายในร่างกายของ นายภูชนก รักไทย วัยเพียง 30 ปี ผู้สื่อข่าวมากความสามารถมากที่สุดคนหนึ่ง ในสถานีโทรทัศน์ช่อง TNN24 เมื่อปลายปี 2558 กระแสข่าวของเขาแพร่สะพัดไปทั่วในโลกโซเชียล เมื่อตัวเขาเอง ตัดสินใจถ่ายทอดเรื่องราวมะเร็งตับระยะสาหัสเอาการ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองแบบไม่คาดฝัน ขณะเดียวกันในโลกแห่งความจริง บรรดาเพื่อนผู้สื่อข่าวจากสำนักต่างๆ ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวเสนอข่าว ออกสื่อทุกช่องทาง ท่ามกลางกำลังใจที่แห่แหนเข้ามาแบบไม่ขาดสาย บวกกับพลังใจอันเปี่ยมล้น ไม่ย่อท้อ พร้อมต่อสู้กับโรคร้าย จึงมีที่มาของคำพูดที่เพื่อนๆ สื่อมวลชนพากันให้สมญานามว่า "ภูชนก ผู้ไม่แพ้"

"ภูชนก รักไทย" ได้เล่าเรื่องราวความเป็นมาของโรคมะเร็งตับ กับความผิดพลาดที่ไม่ยอมดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองตั้งแต่ทีแรก ทั้งๆ ที่มีสัญญาณเตือนภัยให้ได้ระวังกันก่อนหน้า จากโรคไวรัสตับอักเสบบี คุณหมอเคยเตือนให้เช็กสุขภาพ หมั่นตรวจอย่างละเอียด เพราะเสี่ยงมากที่จะเป็นมะเร็ง แต่ด้วยความที่ 'ภูชนก' เป็นคนที่ค่อนข้างแข็งแรง ออกกำลังกายบ่อย จึงไม่คาดคิดมาก่อนว่า มะเร็งตับขั้นอันตราย จะเกิดขึ้นกับตัวเอง ในขณะที่มีอายุเพียง 30 ปีเท่านั้น

เด็กชายภูชนกในวัยเด็ก
คุณแม่ตุ๊กแก กับ น้องภู

"คุณแม่ตุ๊กแก" แม่ผู้บังเกิดเกล้า เปิดเผยกับทางกองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์ ว่า น้องภูเป็นเด็กเก่ง มีความสามารถ มีความมั่นใจในตัวเองสูง โดยมีคุณยายรัตน์ ยายแท้ๆ ของเค้าเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณพ่อกับคุณแม่แยกทางกัน คุณพ่อได้มีครอบครัวใหม่ ส่วนตัวคุณแม่เอง ก็ต้องทำงานหาเงินส่งให้ลูกเรียนหนังสือ น้องภู จึงเติบโตมาท่ามกลางสวนผลไม้ของคุณยายรัตน์ ใน อ.ขลุง จ.จันทบุรี ตัวน้องภูเองก็เป็นเด็กบ้านนอกคนนึงที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่าคนอื่น กระทั่งมาสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ได้ โดยใช้ชีวิตในเมืองหลวงแบบนักเรียนนอก

"จริงๆ แล้วต้องยอมรับว่าตัวแม่เองไม่ได้อยู่กับน้องภูตลอด เพราะคุณยายเป็นคนเลี้ยงน้องภูมาตั้งแต่ยังเล็ก คุณยายรักน้องภูมากยิ่งกว่าลูกในไส้ ครอบครัวเราเลี้ยงลูกแบบฝรั่งค่ะ ให้ลูกตัดสินใจใช้ชีวิตเอง เลือกทางเดินเอง ไม่เคยปิดกั้น ลูกอยากทำอะไร เราก็ส่งเสริมในทางที่ดี ซึ่งลูกก็วางตัวอยู่ในกรอบระเบียบที่ไม่เคยทำให้คุณยายรัตน์ต้องหนักใจ รวมถึงตัวแม่เองก็วางใจได้ว่าลูกชายคนเดียวคนนี้จะไม่นอกลู่นอกทาง เค้าใฝ่ดี คิดดี และชอบที่จะฝึกฝนพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้า ตั้งแต่โตมาแม่และคุณยายไม่เคยตีน้องภูเลยสักครั้งเดียว" คุณแม่ตุ๊กแก กล่าว

"คุณแม่ตุ๊กแก" กล่าวต่อว่า ภูชนก เป็นลูกชายคนเดียว เขาคือจุดศูนย์กลางของทั้งพ่อและแม่ ถึงแม้ว่าพ่อ-แม่จะแยกทางกัน แต่ก็ไม่เคยปิดกั้นเค้า ปล่อยให้ไปใช้ชีวิตอยู่กับคุณพ่อเค้าบ้าง เพราะพ่อก็รักเค้ามาก แต่หลักๆ คืออยู่กับคุณยายรัตน์ ตอนเรียนชั้นประถม-มัธยม ยังอยู่ในสายตาของคนที่บ้าน กระทั่งเมื่อตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ปี 1 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ค่อนข้างไกลสายตาคุณยาย แต่เค้าก็ยังวางตัวดีเหมือนเดิม ไม่เคยเดินไปในทางที่ผิด บุหรี่ไม่สูบ เหล้าไม่ดื่ม ตั้งใจเรียนหนังสือ และมีใจรักทางด้านภาษาต่างประเทศมาก

"ตอนเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ น้องภู ก็ทำงานพิเศษไปด้วย จำได้ว่าไปรับจ้างเป็นพนักงานเสิร์ฟแถวสีลม แล้วก็มีรับจัดรายการวิทยุ เป็นดีเจ วิทยุกระจายเสียงท้องถิ่น น้องภู มีความฝันอีกหลายอย่างที่อยากจะทำ เมื่อมาประสบปัญหาเป็นโรคมะเร็งตับ ก็รู้สึกเสียใจมาก ร้องไห้เสียใจกันทั้งบ้าน แต่ก็ไม่อยากให้ลูกไม่มีกำลังใจ อยากให้ลูกต่อสู้กับโรคร้ายให้ชนะ เพื่อเดินตามฝันที่ตัวลูกต้องการ พวกเราทุกคนในครอบครัวมีความหวังอยู่ทุกวินาทีว่า ลูกจะดีขึ้นเหมือนเดิม" คุณแม่ตุ๊กแก กล่าวทิ้งท้าย

ลูกคือทุกสิ่งทุกอย่างของแม่ ลูกต้องผ่านมันไปให้ได้
กำลังใจล้นทะลัก ! 'ภูชนก' สู้ไม่ถอย เพื่อนๆจาก TNN24 แห่เยี่ยมล้นห้อง

ด้าน นางปรียาลักษณ์ บุญมั่น หรือคุณโอ ผู้ช่วยบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเฉพาะกิจ สถานีโทรทัศน์ TNN24 เปิดเผยกับทาง 'กองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์' ว่า เธอเคยได้ยินชื่อเสียงของ 'ภูชนก รักไทย' มาตั้งแต่ก่อนเข้ามาทำงานที่ช่อง TNN24 เพราะติดตามดูรายการของน้องภูอยู่บ่อยๆ ตอนนั้นก็คิดในใจว่า เด็กคนนี้ทำงานเก่งนะ โอเคเลย แต่แอบขำที่น้องภูออกท่าทางมือไม้เยอะไปหน่อย ง่ายๆ คือ 'จะแอ็กชั่นเยอะไปไหนคะ' (เธอพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก)

"กระทั่งพอได้มาทำงานร่วมกัน มาเป็นหัวหน้าโดยตรงของน้องภู สัมผัสได้ทันทีว่าน้องภูเป็นคนเก่งมากกว่านักข่าวหลายคนในรุ่นๆ เดียวกัน น้องภูดูมีความคิดสร้างสรรค์ และเป็น rare item ที่มีศักยภาพพอที่จะโกอินเตอร์ได้ มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ไปเป็นผู้สื่อข่าวทีวีช่องใหญ่ๆ ระดับโลกได้สบายๆ เพราะภาษาอังกฤษน้องภูก็ค่อนข้างดี ตัดต่อเอง เขียนสคริปต์เอง ทำทุกอย่างเองได้หมด แต่เสียอยู่นิดเดียวตรงที่ ออกจะเป็นเด็กที่ดื้อไปสักนิด จึงมักมีอะไรให้ถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้ง" หัวหน้าของภูชนกกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

เธอกล่าวต่อว่า ตลอดเวลาที่เราทำงานด้วยกัน แม้จะไม่นานนัก แต่น้องภูกับตัวเธอเอง ค่อนข้างถกเถียงกันเยอะมาก นั่นอาจเป็นเพราะสไตล์การทำงานซึ่งมองคนละมุม ถึงวันนี้ เมื่อเธอได้ถอยออกมามองย้อนเหตุการณ์ในอดีต ก็มีบางเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อเพราะเธอด่วนตัดสินใจในตัวน้องภูจนเกินไป ซึ่งเธอเองต้องกลับมานึกทบทวนวิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการบริหารคนให้ดีกว่านี้ โดยต้องขอบคุณน้องภูด้วย ที่ทำให้เธอมองเห็นอีกด้านหนึ่งของการทำงาน

'พี่โอ' ผู้ช่วยบรรณาธิการโต๊ะเฉพาะกิจ พร้อมด้วย 'พี่ขวัญ' ผู้ช่วยบรรณาธิการโต๊ะอาชญากรรม และพี่ปุ๊ก บรรณาธิการข่าวเที่ยงวัน TNN24 เฝ้าถึงขอบเตียง กำลังใจดีแบบนี้ ไม่หายไม่ได้แล้ว
ปรียาลักษณ์ บุญมั่น หรือคุณโอ ผู้ช่วยบรรณาธิการTNN24

"พอพี่โอรู้ว่าน้องภูป่วยหนัก พี่โอตกใจหยุดนิ่งไป พูดอะไรไม่ออก สุดท้ายน้ำตาก็ไหลออกมาเองอย่างคุมไม่ได้ ก่อนหน้านี้เคยว่าภูบ่อยๆ ว่า 'เป็นผู้ชายทำไมไม่แข็งแรง ทำไมป่วยบ่อยจัง ทำสำออยไปได้' ทุกสิ่งทุกอย่างที่พูดออกไป พี่โอรู้สึกผิดมาก ทุกคำพูดทุกการกระทำ มันวนกลับมากระหน่ำลงบนหัวใจพี่โอเอง ถ้าพี่โอรู้ว่าน้องภูจะป่วยหนักขนาดนี้ พี่โอคงไม่ใช้คำพูดที่ทำให้สะเทือนจิตใจน้องภูแน่ๆ ซึ่งก็ได้ขอโทษน้องภูไปแล้วก่อนหน้านี้ และน้องภูก็ตอบกลับมาว่า 'ไม่เป็นไรครับ พี่โอไม่รู้ว่าภูป่วย และเราก็มีปัญหากันเฉพาะเรื่องงาน' ซึ่งก็ทำให้พี่โอรู้สึกสบายใจขึ้นที่ได้พูดขอโทษออกไป" เธอกล่าว

ขณะที่ คุณโอ พูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า น้องภู มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักข่าวช่องทีวีในต่างประเทศ ก่อนจะทราบข่าวว่าป่วย น้องภู เคยมาบอกกับที่ทำงานไว้แล้วว่าจะลาออกไปเรียนต่อ กระทั่งมาพบว่าเป็นมะเร็งตับระยะอันตราย สิ่งที่เธอให้น้องภูได้ในขณะนี้คงไม่มีอะไรมากไปกว่า ช่วงที่น้องภูยังไม่ได้กลับมาทำงาน เธอจะบริหารงาน ดูแลทุกอย่างให้ดีที่สุด รอวันที่น้องภูกลับมาทำงาน จากนี้ไปจะคอยให้กำลังใจ หาเวลาไปเยี่ยมบ่อยครั้งเท่าที่ทำได้ และจะช่วยเหลือทุกทางเพื่อให้น้องภูกลับมาเดินตามความฝันให้สำเร็จจนได้

ถ่ายภาพกับบรรดาหัวหน้าหัวหน้าที่ทำงาน
กำลังใจอยู่ทางนี้จร้า!!

ด้าน นางสาววีนัสรินทร์ ศิริพล หรือน้องวีนัส อายุ 24 ปี แฟนสาวคนสนิท เปิดเผยว่า ได้ศึกษาดูใจกับพี่ภูมาสักพักใหญ่แล้ว โดยรู้จักกันด้วยสายงานข่าว เธอเองก่อนหน้านี้เคยทำงานอยู่สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากงานเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากมีแพลนไว้ว่าจะไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศสพร้อมๆ กับพี่ภู เธอลาออกจากงานมาก็เพื่อจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ ทำวีซ่า ดำเนินการหาที่เรียนในประเทศฝรั่งเศส ตัวพี่ภูเองก็เตรียมจะลาออกจากงานเช่นกัน กระทั่งมาทราบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ

"วันที่หนูทราบข่าวจากพี่ภู หนูไปเที่ยวพม่ากับคุณแม่ ส่วนพี่ภูทำงานอยู่ที่ไทย ระหว่างเที่ยวหนูก็คุยไลน์กับพี่ภูตลอดทุกวันที่อยู่พม่า กระทั่งวันสุดท้ายพี่ภูโทรมาหา มีสำเนียงแปลกๆ ก่อนจะบอกว่าตัวพี่ภูป่วย แต่ก็ยังไม่ยอมบอกว่าเป็นโรคอะไรร้ายแรงขนาดไหน ซ้ำยังพูดเปรยๆ ออกมาว่าเค้าคงไปเรียนที่ฝรั่งเศสกับหนูไม่ได้แล้วนะ หนูอาจจะต้องไปคนเดียว ในใจหนูก็คิดว่า ถ้าหากพี่ภูเป็นโรคร้ายจริงๆ คงไม่มีโรคไหนรุนแรงไปกว่าโรคมะเร็ง อันนี้คิดเอาเองในใจ เพราะพี่ภูไม่ยอมบอกเลยค่ะ ถามตั้งแต่ตอน 7 โมงเช้า จนกระทั่งเที่ยง พี่ภูถึงยอมบอกว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งตับระยะอันตรายมากพอสมควร รู้สึกตกใจมาก แต่บอกตัวเองให้ตั้งสติให้ดี จากนั้นก็ทำบุญขอพรให้พี่ภูกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประเทศพม่า ก่อนจะเดินทางกลับไทยในเวลาต่อมา" น้องวีนัสพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

แฟนสาวคนสนิทเล่าอีกว่า ตอนช่วงที่ทราบข่าวใหม่ๆ เมื่อปีที่แล้ว พี่ภูเปิดใจบอกให้เธอไปหาแฟนใหม่ เพราะตัวพี่ภูเองอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ไม่อยากให้เธอต้องทิ้งอนาคตไว้กับพี่ภู ซึ่งตัวเธอเองไม่เคยคิดจะทำแบบนั้นแม้แต่วินาทีเดียว อีกทั้งยอมตัดสินใจทิ้งอนาคตที่จะเดินทางไปเรียนต่อฝรั่งเศส หาที่เรียนต่อปริญญาโทในประเทศไทย ได้อยู่ใกล้ๆ พี่ภู อยากจะดูแลกันไปจนกว่าจะมีอาการที่ดีขึ้น เพราะตัวเธอเองมีความหวังว่าปาฏิหาริย์ต้องมีจริง ถึงไม่หายขาดเป็นปกติ แต่ก็ขอให้ดีขึ้น

นางสาววีนัสรินทร์ ศิริพล หรือ น้องวีนัส

"อาการพี่ภูจะหายดีเป็นปกติหรืออาจจะไม่หาย หนูก็จะอยู่ตรงนี้ ให้กำลังใจพี่ภู เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่กับหนูและครอบครัวไปได้นานที่สุด พี่ภูเป็นคนดี ทำแต่ความดี เพื่อนฝูงมากมาย ไม่มีใครอยากให้พี่ภูท้อแท้หมดกำลังใจ เราทั้งหมดจะสู้ไปด้วยกันค่ะ เพราะตั้งแต่มีพี่ภูเข้ามาอยู่ในชีวิตหนู ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พี่ภูเป็นพี่ชายที่น่ารัก เป็นแฟนที่ดีมาก เป็นผู้นำของหนู ให้คำปรึกษาแนะนำทุกอย่าง ทุกวันนี้เราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ฉะนั้นหนูไม่เคยคิดถึงวันที่จะไม่มีพี่ภูอยู่บนโลกใบนี้ พี่ภูต้องอยู่เคียงข้างหนูตลอดไป" น้องวีนัสเล่าถึงส่วนลึกในหัวใจ

น้องวีนัสยังบอกด้วยว่า เมื่อถึงวันที่พี่ภูเจ็บไข้ไม่สบาย ก็รู้ได้ทันทีว่าใครรักพี่ภูบ้าง กำลังใจมากมายหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ทั้งเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสมัยเรียน ทุกคนเดินทางมาเยี่ยมถึงโรงพยาบาล บางวันพี่ภูต้องรับแขกตั้งแต่เช้าจนเย็น ตอนป่วยนอนโรงพยาบาลรอบแรก เพื่อนๆ มาเยี่ยมกันทีละ 4-5 คน ในห้องพักแทบไม่มีที่นั่ง ตัวพี่ภูเองก็พูดไม่ค่อยได้ เพราะเพิ่งผ่านการรักษามาหมาดๆ เพื่อนก็แย่งกันพูด สร้างความสุข บรรยากาศสนุกสนาน ทำให้พี่ภูไม่เหงา บางวัน 2 ทุ่มแล้ว แขกยังมาเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง จนพี่ภูไม่ได้ทานข้าว เลยแอบพูดติดตลกกันว่า ต่อจากนี้งดเยี่ยมหลัง 2 ทุ่มดีกว่า เพราะคนไข้ไม่ค่อยได้พักผ่อน

"หนูต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ พี่ภูทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียน หรือเพื่อนสื่อมวลชน ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้กำลังใจไม่ขาดสาย ทุกครั้งที่พี่ภูอยู่คนเดียว หนูก็กลัวพี่ภูจะคิดมากไปเอง ขอบคุณมากๆ นะคะที่คอยมาส่งกำลังใจทั้งที่โรงพยาบาลและหน้าเฟซบุ๊ก สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มอบเงินให้กับพี่ภู ทุกบาท ทุกสตางค์ที่ได้มา พวกเราได้นำมาใช้ในการรักษาให้เกิดประโยชน์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงินจำนวนนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้พี่ภูหายดี กลับมาใช้ชีวิตกับพี่น้องเพื่อนฝูงได้เหมือนเดิม" น้องวีนัสกล่าว

ทุกคนในครอบครัว เป็นกำลังใจให้พี่ภู สู้สู้ นะคะ

นอกจากนี้ น้องวีนัสยังฝากให้กำลังใจถึงพี่ภู ทิ้งท้ายผ่านหน้าเพจไทยรัฐออนไลน์ด้วยว่า "หนูไม่อยากให้พี่ภูต้องเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น อย่าไปคิดถึงคำพูดที่อาจบั่นทอนจิตใจ ใครจะว่ามะเร็งรักษาไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปสนใจ ถ้าพี่ภูเจ็บ ตัวหนูเอง เจ็บกว่าหลายเท่า ถ้าพี่ภูท้อแท้สิ้นหวัง หนูจะมีชีวิตอยู่เพื่อให้กำลังใจใครได้ สิ่งที่พี่ภูกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ พี่ภูไม่ได้สู้เพียงลำพัง พี่ภูมีหนู มีพ่อ-แม่ มีคุณยาย มีเพื่อนๆ คอยให้กำลังใจ ทุกคนอยากเห็นพี่ภูต่อสู้กับโรคร้ายให้ชนะ ที่ผ่านมาพวกเราทำดีที่สุดแล้วนะคะ อีกนิดนึงเราก็จะผ่านจุดตรงนี้ไปได้ เพื่อนำพี่ภูกลับมาใช้ชีวิตปกติอยู่ในอ้อมแขนของคนที่รักพี่ภูทุกๆ คน"

สุดท้ายนี้ทาง 'บรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์' ขอร่วมเป็นอีก 1 กำลังใจเล็กๆ มอบให้แด่ครอบครัว 'ภูชนก รักไทย' เพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็งตับ ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับทุกๆ คน คนที่รักรอบๆ ตัว เชื่อว่ากำลังใจของ 'ภูชนก' ณ ขณะนี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังพร้อมจะก้าวผ่านวิกฤติโรคร้ายครั้งนี้ไปจนได้ 'สู้ๆ ภูชนก ผู้ไม่แพ้'

ผมเป็นเด็กเมืองจันทบุรี ครับ!
อ่านเพิ่มเติม...
ภูชนก รักไทยมะเร็งร้ายนักข่าว มะเร็งมะเร็งตับเปิดหัวใจแม่-แฟนสาวนักข่าวTNN24ป่วยไม่สบายข่าวไทยรัฐไทยรัฐออนไลน์ข่าวทั่วไทยสกู๊ป