ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    เพื่อนของเรา กับผัดกะเพราใส่ข่า

    น้าเน็ก4 พ.ค. 2559 05:01 น.
    SHARE

    ครั้งแรกที่ผมรู้จักเชฟหมี คือเมื่อห้าหกปีก่อน ตอนไปพักโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต

    เขาเดินออกมาแนะนำเมนูประจำวันและพูดคุยกับแขกหลายโต๊ะที่มาใช้บริการ

    ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นหัวหน้าเชฟเยี่ยมหน้ามาทักทายกับลูกค้าอย่างเป็นกันเองขนาดนี้ การได้ฟังเชฟอธิบายเรื่องอาหารให้ฟังระหว่างมื้อ ทำให้ทุกจานอร่อยขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ ประทับใจ เลยรู้จักกันนับแต่นั้นมา (ยังงี้แหละ อันไหนเกี่ยวกับเรื่องกินจะประทับใจเร็วเป็นพิเศษ)

    ที่จริงเชฟไม่ได้ชื่อหมี แต่ชื่อมีน … หมีเป็นนามสมมติที่เกิดจากการหลุดปากเรียกผิดของผมเอง

    มาจากหุ่นของเชฟที่ทั้งสูงใหญ่และอุดมสมบูรณ์ราวกับล้มหมีด้วยมือเปล่าได้สบาย เชฟมีนเลยกลายเป็นเชฟหมีไปโดยปริยาย แก้ไม่หายแล้ว นั่นแหละครับ หมีก็หมี

    
เชฟหมีเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทย แม้ดูไม่ใช่ของแปลก แต่ก็เป็นสิ่งที่คนกินอย่างผมโหยหามาตลอด เพราะหาที่อร่อยจริงๆ ทานยากขึ้นทุกวัน พี่หมีจึงเปรียบเสมือนเชฟฟ้าประทาน

    โดยเฉพาะอาหารไทยสูตรโบราณ เช่น ต้มยำกุ้งไม่ใส่มะเขือเทศ ผัดกะเพราหมูสับ ที่เราก็เพิ่งทราบว่าจริงๆ ผัดกะเพรานั้นมีเครื่องแกงเฉพาะของตัวเอง ตำรับโบราณที่หาทานไม่ได้อีกแล้วระบุว่าต้องใส่ข่าลงไปด้วย จึงจะได้ผัดกะเพราที่เผ็ดร้อนเครื่องแกง ถูกต้องตามตำรา

    สำหรับมนุษย์ที่ชินกับผัดกะเพราใส่น้ำมันหอยอย่างเรา เจอสูตรนี้เข้าเลยตะลึงใจพอสมควร

    นั่นกลายเป็นหนึ่งในหลายจานเอกของเชฟที่เจอหน้ากันเมื่อไหร่ ต้องรีเควสพร้อมข้าวสวยหนึ่งหม้อพูนๆ เสมอ

    ไม่ใช่แค่ฝีมือที่ประทับใจ เส้นทางก่อนมาเป็นพ่อครัวใหญ่ก็น่าสนใจ

    เชฟหมีเริ่มต้นชีวิตหน้าเตาของตัวเอง ด้วยการเป็นวิศวกรครับ!

    ย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน เขาคือวิศวกรประจำบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ในด้านการเป็นนายช่างคุมงานแล้ว จัดว่าเก่งและมีบทบาทโดดเด่นอยู่พอสมควร

    จนเวลาต่อมาตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่ออสเตรเลีย สาขาเดิมกับที่เรียนและทำงาน พอมีเวลาว่าง คุณหมีก็หารายได้เสริมด้วยการสมัครทำงานร้านอาหาร ในตำแหน่ง … เด็กเสิร์ฟครับ

    ค่าตอบแทนวันละสิบเหรียญช่างดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับงานในครัว ผู้ช่วยพ่อครัวได้ถึงสามสิบเหรียญ หรือห้าสิบไปเลยกรณีเป็นพ่อครัวใหญ่ แต่นั่นแหละ ทำไปเรื่อยๆ ก่อน เพราะตำแหน่งที่ว่างมีแค่นี้

    กระทั่งวันหนึ่งที่ทางร้านขาดพ่อครัว กำลังหาคนใหม่พอดี พี่หมีจึงถลันเข้าไปขอรับหน้าที่นี้ทันทีแบบไม่ลังเล แม้ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะไหวไหม จะรอดหรือเปล่า รู้แค่ว่าอยากทำ แถมส่วนตัวก็พอมีทักษะการครัวอยู่บ้าง

    และที่สำคัญ … เพื่อห้าสิบเหรียญ

    “แล้วเค้าก็รับเลย ง่ายๆ เลยเหรอ”

    “เจ้าของร้านบอกให้ผมลองทำอาหารที่ถนัดสุดให้เค้ากินดูก่อน อะไรก็ได้ ตอนนั้นผมคิดไม่ออก เลยทำอาหารสิ้นคิดที่กินกันตายบ่อยๆ ให้เค้าชิม”

    “คือ …”

    “ผัดกะเพราหมูสับใส่ข่าสูตรคุณย่าผมไง”

    “โหดสัส กล้าทำผัดกะเพราให้ฝรั่งกิน!”

    จำได้ว่าผมนั่งฟังอย่างประหลาดใจ สถานการณ์ช่างเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นที่ตัวเอกต้องพิสูจน์ฝีมือเพื่อเอาชนะใจกรรมการโคตรหินยังไงยังงั้น

    “เค้ากินน้ำหมดไปสองเหยือกแล้วก็ตอบตกลง … จริงๆ ตอนนั้นไม่ชัวร์หรอกว่าจะทำไหวไหม อยากได้ตังไง แต่พอลองทำแล้วกลายเป็นว่า เฮ้ย นี่ก็ทางของกูเหมือนกันว่ะ ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าจะสนุกกับงานนี้” นั่นคือเรื่องราวที่เชฟเล่าให้ฟังเมื่อหลายปีก่อน

    จากผัดกะเพราหมูสับใส่ข่าจานดังกล่าว ทำให้เจ้าของร้านตกลงรับเชฟหมีทำงานประจำที่ร้าน ตลอดระยะเวลาเกือบสองปีที่เรียนอยู่ ไปไกลถึงขนาดเปิดครัวไทยให้เต็มรูปแบบ เป็นร้านอาหารไทยที่มีเชฟเป็นคนไทยแท้ร้านแรกๆ ในละแวกนั้น

    ถึงแม้จะมีโอกาสได้เฉิดฉายในฐานะพ่อครัวหลัก แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนของเรื่องราวทั้งหมดเสียทีเดียว

    หลังเรียนจบ เชฟหมียังกลับมาทำงานเป็นวิศวกรอยู่ที่บริษัทเดิมอีกนับปี ซุกซ่อนทักษะเทวดาของตัวเองไว้ จนแน่ใจว่าเก็บตังค์ได้มากพอ อยากเปลี่ยนไปหาประสบการณ์อื่นที่ท้าทายกว่านี้ เมื่อนั้นจึงตกลงกับครอบครัวว่า ต่อจากนี้จะไปเป็นพ่อครัวเต็มตัวล่ะนะ!

    ผลคือช็อกกันทั้งบ้าน …

    “มันแหกไปคนละแนวเลยไงพี่ พ่อแม่ก็ห่วงว่าจะมั่นคงเท่างานเก่าเราไหม ทำนองนี้ ซึ่งถ้าพูดตามตรง ระยะแรกมันสู้ไม่ได้หรอก เหนื่อยก็เหนื่อยกว่าอยู่แล้ว แต่พอนานไป เราทำให้เห็นว่าเอาจริงนะ เค้าก็เลิกห่วง” เชฟหมีเล่าเมื่อผมถามถึงกระแสตอบรับจากคนทางบ้าน

    และปัจจุบัน เขากลายเป็นหัวหน้าเชฟค่าตัวแพงที่หลายโรงแรมต่างแย่งชิง และยังเป็นอาจารย์สอนลูกศิษย์ ผลิตเชฟรุ่นใหม่เข้าสู่วงการไม่หยุดหย่อน

    พบว่าหลายครั้ง จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตก็มาจากการกล้ากระโดดเข้าไปหาโอกาสที่ผ่านมาข้างหน้า มากกว่านั่งรอให้โอกาสพุ่งเข้าชนเหมือนอุกกาบาต (ทำไมเปรียบเทียบได้ห่วยแบบนี้ล่ะครับ) คือกล้าฝันแล้วยังต้องกล้าพุ่งเข้าไปหามันด้วย โดยไม่มัวเสียเวลาคิดว่าตอนนี้พร้อมหรือยัง

    แบบที่เด็กเสิร์ฟหน้าใหม่ กล้าขอเป็นเชฟใหญ่แทนคนเดิมนั่นแหละ

    คงไม่มีใครสามารถตอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าตอนนี้กูพร้อมมากๆ เลยครับ หรือแตะเบรกหน่อยก่อนดีกว่า อีกนิดนึงนะ อีกสองเดือนจะเก่งแล้ว ค่อยมาหาใหม่ตอนนั้นนะโอกาส ยังงี้ก็คงไม่ใช่

    หากวัดจากที่เคยประสบมากับตัวเอง โลกนี้น่าจะแบ่งคนออกเป็นสองประเภท ตามนิสัย

    หนึ่งคือพวกที่เชื่อเสมอว่าทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ กลุ่มนี้จะไม่ลังเลเลยกับการลองทำดู มันจะไปยากอะไรล่ะ ลองหน่อยไม่เสียหาย ผลอออกมาจึงเป็นมนุษย์ที่มีพลังสร้างสรรค์เหลือเฟือ ก้าวหน้าได้อีก สูงขึ้นได้อีก ไปไกลได้ไม่สิ้นสุด

    และสอง พวกที่คิดว่าทุกสิ่งบนโลกนี้ยากหมด อะไรๆ ก็มีอุปสรรค ไม่มีสิ่งไหนได้มาโดยง่ายก็จริง แต่สำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว เอวรี่ติงจะยากผิดธรรมชาติขึ้นอีกแปดเท่า … คิดเสมอว่าถ้ารู้แก่ใจว่าเป็นไปไม่ได้ แล้วจะทำไปทำไม เหมือนเกิดมากินก๊าซเฉื่อยเป็นอาหาร ซึ่งถามว่ามนุษย์ทั้งสองแบบดูแตกต่างกันไหม มองด้วยตาเปล่าอาจไม่รู้ แต่ถ้าอยู่ใกล้ๆ เมื่อไหร่จะรู้เองทันที

    แม้ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าสิ่งที่เลือกคว้าไว้ จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดหรือถูก แต่ที่แน่ๆ การต้องมานั่งเสียดายเอาทีหลังที่รู้ว่าทางนั้นแม่งเจ๋งมาก แต่สายไปแล้ว กูไม่ได้ทำ เป็นอารมณ์ที่แย่และไม่สนุก

    การไม่เลือก ก็ถือเป็นการเลือกชนิดหนึ่ง คือเลือกที่จะไม่ทำ …

    อย่ากระนั้นเลย ถ้ามันไม่ก่อให้เกิดผลคอขาดบาดตายเกินไปนัก เมื่อโอกาสผ่านมาตรงหน้า ก็จงรีบคว้าเอาไว้ซะเถอะ ใครจะรู้ว่านั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตก็ได้

    เหมือนผัดกะเพราหมูสับใส่ข่าที่มาช่วยจุดประกายนี่ไง

    น้าเน็ก & น้องเนิฟ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    คนดังนั่งเขียนน้าเน็กน้าเน็กไทยรัฐไลฟ์สไตล์ข่าวไลฟ์สไตล์ข่าวคอลัมน์คนดังคอลัมน์ไทยรัฐไทยรัฐออนไลน์ผัดกะเพราใส่ข่าเชฟหมีต้มยำกุ้งผัดกะเพราหมูสับ

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 เวลา 00:51 น.